BUSINESSคลายข้อสงสัย ทำไม Netflix ถึงอยากลงทุนด้านเกมมิ่ง

คลายข้อสงสัย ทำไม Netflix ถึงอยากลงทุนด้านเกมมิ่ง

พูดถึง ‘หนัง’ หรือ ‘ซีรีส์’ ในยุคปัจจุบันนี้เราก็มักจะนึกถึง Netflix สตรีมมิ่งเจ้าดังที่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของวงการมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา Netflix ได้นำเสนอซีรีส์คุณภาพมาให้ผู้ชมมากมาย ตั้งแต่ Stranger Things ที่โด่งดังในหลายปีก่อนจนมาถึง Squid Game ซีรีส์ร้อนแรงที่สุดแห่งปี

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางซีรีส์และหนังที่ประสบความสำเร็จมากมาย ก็มีเรื่องที่ ‘ไม่รอด’ เหมือนกัน

คุณภาพที่หลายคนมองว่าเอาแน่เอานอนไม่ได้ ประกอบกับตลาดสตรีมมิ่งที่การแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ เจ้าใหญ่เจ้าอื่นๆ อย่าง HBO, Apple TV และ Disney+ ต่างพากันส่งหนังและซีรีส์คุณภาพมาประชัน ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2021 Netflix เสียลูกค้าในสหรัฐฯ และแคนาดาไปกว่า 400,000 คน

Advertisements

แน่นอน แฟนๆ ต่างคาดหวังให้ Netflix หันมาต่อสู้กลับด้วยคอนเทนต์คุณภาพ แต่แผนรับมือของ Netflix ที่ออกมานั้นกลับทำเอาหลายคน ‘งง’ ไปตามๆ กัน เมื่อบริษัทประกาศจะมาเอาดีด้าน “ตลาดเกม” ด้วย!

Netflix และความสนใจในตลาดเกม

หากใครที่ติดตามข่าวสารอาจเห็นมาสักพักใหญ่ๆ แล้วเรื่องการเริ่มเข้ามาตีตลาดเกมของ Netflix แต่ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2021 ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้มีการประกาศเปิดตัวเกมโทรศัพท์บนแอปฯ Netflix ที่เล่นได้พร้อมกันแล้วทั่วโลกวันนี้ ทั้งในระบบ iOS และ Andriod

“เราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งกับก้าวแรกของเราใน Netflix Games เริ่มตั้งแต่วันนี้ สมาชิก Netflix ทุกท่านสามารถเล่นเกมมือถือเหล่านี้ได้จากทุกที่บนโลก Stranger Things: 1984,  Stranger Things 3: The Game, Shooting Hoops, Card Blast, และ Teeter Up” Mike Verdu หัวหน้าทีมพัฒนาเกมของ Netflix (ซึ่งอดีตเคยเป็นผู้บริหารค่ายเกมยักษ์ใหญ่อย่าง EA มาก่อน) ได้ออกมาประกาศบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ “เราอยู่เพียงแค่ช่วงเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ประสบการณ์การเล่นเกมยอดเยี่ยม และเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะพาทุกคนเดินทางไปบนเส้นทางนี้พร้อมๆ กับเรา” 

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงหันมาทำตลาดเกม แทนที่จะผลิตซีรีส์ดีๆ แข่งกับ HBO หรือ Disney+ แต่สำหรับแฟนที่ติดตาม Netflix อย่างใกล้ชิดนั้นจะไม่แปลกใจเท่าไรนัก เพราะ Netflix นั้นมองเกมเป็น “คู่แข่งหลัก” ในการแย่ง “เวลา” ของผู้ใช้งานอยู่แล้ว อะไรที่แย่งเวลาจากหน้าจอของ Netflix ไปถือเป็นคู่แข่งทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่การนอน!

“เรามองว่าเกมเป็นคอนเทนต์อีกประเภทสำหรับเรา ไม่ต่างจากหนัง แอนิเมชัน หรือรายการโทรทัศน์อื่นๆ เลย”

วิดีโอเกมเป็นตลาดที่มีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และเติบโตอย่างมากในช่วงการระบาดโควิด-19 เพราะการอยู่แต่บ้านทำให้กิจกรรมในชีวิตของคนเราจำกัดลง การเล่นเกมเลยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายๆ คน พอมาคิดดูดีๆ จึงพบว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Netflix จะอยากเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมเกม

หากนับเกมเป็นคู่แข่งด้วย การเสียลูกค้าจำนวนไม่ถึงครึ่งล้านให้สตรีมเมอร์เจ้าอื่น จึงกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย Netflix ออกมายอมรับเลยว่าพวกเขาเสียลูกค้าให้เกมอย่าง “Fortnite” มากกว่าให้ HBO เสียอีก ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2017 Fortnite ก็ประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี รายงานจาก Statista พบว่าในกลางปี 2020 มีผู้เล่นเกมมากกว่า 350 ล้านคนและทำรายได้กว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปในปีนั้น 

Advertisements

ดังนั้นจะเห็นว่าไม่ใช่แค่ “เวลา” ที่ถูกแย่งไป อุตสาหกรรมเกมยังเป็นสื่อบันเทิงดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในแง่ของรายได้อีกด้วย ตามรายงานของ Statista’s Digital Market Outlook พบว่าในปีที่ผ่านมา ตลาดเกมดิจิทัลทำรายได้ไปกว่า 134,000 ล้านเหรียญสหรัฐจากทั่วโลก ซึ่งถือว่าสูงกว่าตลาดสตรีมมิ่งภาพยนตร์หรือเพลงอยู่มาก

เมื่อเกมไม่ใช่ของ “เด็ก” อีกต่อไป

พอพูดถึงเกมเรามักจะคิดถึงเด็กไปด้วยโดยอัตโนมัติ (โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย) ภาพจำของ “เด็ก” และ “การเล่นเกม” ที่ฝังหัวเรามาตั้งแต่วัยเยาว์ทำให้เราลืมไปว่า เด็กๆ รอบตัวหรือเพื่อนวัยมัธยมเหล่านั้น พวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วและหลายๆ คนไม่ได้หยุดเล่นเกมเสียด้วย!

รายงานสถิติจากเว็บไซต์ Statista พบว่าช่วงอายุของคนที่เล่นเกมนั้นต่างจากความเชื่อเดิมๆ ที่เราเชื่อกันอยู่มาก จากการสำรวจผู้เล่นเกมทั้งหมดกว่า 4,000 คนในสหรัฐฯ ผลพบว่ากว่า 38% ของผู้เล่นอยู่ในช่วงอายุ 18-34 ปี ส่วนช่วงอายุที่รองลงมา (26%) คือระหว่าง 35-54 ปี ในขณะเดียวกัน เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีมีอยู่ 21% เท่านั้น ส่วนอีก 9% และ 6% ที่เหลือคือผู้สูงอายุ 55-64 ปี และ 65 ปีขึ้นไปตามลำดับ

จะเห็นได้ว่าผู้เล่นจำนวนมากอยู่ในช่วงวัยทำงานขึ้นไปและคนเหล่านี้มีกำลังทรัพย์ในการสนับสนุนอุตสาหกรรม ในสหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียวมีผู้เล่นวิดีโอเกมมากกว่า 214 ล้านคน และในปี 2020 พวกเขาใช้จ่ายกับเกมไปมากกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเกมเอง อุปกรณ์เล่นเกม หรือไอเทมต่างๆ ในตัวเกม

ด้วยตัวเลขที่สูงและโอกาสทำเงินที่น่าสนใจนี้เอง อุตสาหกรรมเกมจึงอยู่ในความสนใจของใครหลายๆ คน รวมถึง Netflix อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในอนาคตของเกมจากค่าย Netflix จะประสบความสำเร็จเหมือนที่เคย Disrupt วงการภาพยนตร์หรือเปล่า ยังต้องติดตามกันต่อไป

อ้างอิง
https://bit.ly/30ihgtc
https://bit.ly/3FeGibY

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#society

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

Metaverse กับการช่วยเหลือจิตใจ มุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไป

“แต่จริงๆ แล้ว Metaverse อาจช่วยชีวิตคนก็เป็นได้” นี่อาจฟังดูเป็นประโยคที่เป็นไปไม่ได้จากอีลิตที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้ว Metaverse สามารถทำให้เราเข้าใจและรับมือกับความเจ็บปวด ความเศร้าและอคติในสังคมได้มากขึ้น

Arcane ผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ จากค่ายเกมที่ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม!?

เปิดจักรวาลความบันเทิงครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กับซีรีส์ที่หยิบยกเนื้อหามาจากเกม LoL (League of Legends) โดย Riot Games ค่ายเกมผู้ถูกตั้งแง่โดยแฟนๆ ว่า “ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม” แต่ตามทฤษฎีได้บอกไว้ว่า “เกมไหนกาก แปลว่าเกมนั้นดัง” ดังนั้นจึงไม่น่าห่วงอะไร (มั้ง!?)

ไม่แปลกที่จะ “แปลก” เมื่อความแปลกมีพลังกว่าที่คิด!

วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดี กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan ที่จะมาเปลี่ยน “ความแปลก” ของเราให้กลายเป็นพลัง และสอนให้เราเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ไปดูเรื่องราวโดยสรุปของหนังสือเล่มนี้กัน
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน