SOFT SKILLทำไม “การรอ” ถึงบั่นทอนหัวใจ? เข้าใจสาเหตุและเรียนรู้วิธีรับมือกับความกังวลที่มากับการรอ ด้วยการเข้าสู่สภาวะ “Flow”

ทำไม “การรอ” ถึงบั่นทอนหัวใจ? เข้าใจสาเหตุและเรียนรู้วิธีรับมือกับความกังวลที่มากับการรอ ด้วยการเข้าสู่สภาวะ “Flow”

หากถามว่าช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่า “ยาวนาน” ที่สุดคือช่วงเวลาใด?
แน่นอน หลายๆ คนต้องตอบว่า “ช่วงเวลาแห่งการรอคอย”

ไม่ว่าจะเป็นการรอผลสมัครงาน รอผลสอบ รอผลตรวจสุขภาพ หรือรอคำตอบจากใครบางคน เราทุกคนล้วนได้สัมผัสความทรมานที่เกิดขึ้นระหว่างรอ จนเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเนื้อเพลง ‘รอนานๆ มันอาจจะบั่นทอนหัวใจ’ นั้นหมายความว่าอย่างไรโดยไม่ตรงรอเป็นปีๆ เพราะแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วัน หรือไม่กี่สัปดาห์ เรากลับรู้สึกว่าเข็มวินาทีเดินช้าจนน่าอึดอัดเหลือเกิน

ซ้ำร้าย ความกังวลที่ก่อตัวอยู่ภายในอาจกลายเป็นความเครียด ทำเอาเราไม่มีสมาธิ กินไม่ได้ และนอนไม่หลับ!

การศึกษาหลายงานพบว่า เมื่อถามผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ว่าช่วงเวลาใดที่รู้สึกยากลำบากที่สุดตั้งแต่ป่วยมา ส่วนใหญ่ตอบว่าขั้นตอนการรอฟังผลว่าเป็นมะเร็งไหมนั้นยากที่สุด แม้อาการป่วยหรือการรักษาด้วยเคมีบำบัดจะแสนทรมาน แต่กลับสู้ช่วงเวลาตอนรอผลตรวจไม่ได้เลย

การรอทำให้เราเครียดได้ขนาดนี้เลยหรือ? บทความนี้เราจะพาคุณไปหาคำตอบว่าทำไมการรอถึงชวนเครียดขนาดนี้ มนุษย์เราเผชิญความทุกข์จากการรอเหมือนกันไหม หรือมีแค่เราที่กังวลมากไป และทำความรู้จักกับ ‘สภาวะ Flow’ ตัวช่วยที่จะทำให้เรารับมือกับการรอได้ดียิ่งขึ้น!

ตอบคำถามที่ว่า ทำไมการรอนานๆ (และไม่นาน) ถึงทรมานขนาดนี้

เคท สวีนีย์ศาสตราจารย์แห่งภาคจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียร์ เป็นคน ‘ขี้กังวล’ มาทั้งชีวิต เธอคิดมากจนเป็นนิสัย และเธอคิดว่าที่เธอเป็นเช่นนี้ก็เพราะแม่ของเธอเป็นคนขี้กังวลเช่นกัน หลังจากเรียนจบปริญญาเอก เธอเป็นกังวลทุกวันอยู่ 5-6 เดือนว่าจะหางานไม่ได้ ความทรมานระหว่างช่วงเวลาชีวิตนี้เอง จุดความสนใจให้เธอศึกษาเรื่อง ความเครียดในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน (เช่นการรอ) และวิธีการรับมือกับมัน

จากการศึกษา เคทพบว่าปัจจัยแรกที่ทำให้การรอเป็นเรื่องทรมาน เป็นเพราะการรอได้รวม 2 “สภาวะท้าทาย” ที่สมองมนุษย์เกลียดแสนเกลียดไว้ด้วยกัน สภาวะแรกคือ ความไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต และอีกสภาวะคือ การที่เราไม่สามารถทำอะไรกับมันได้

ความไม่แน่นอนและความรู้สึกไร้ความสามารถนี้เองที่ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าควบคุมอะไรไม่ได้ จริงอยู่ที่ความเครียดอื่นๆ ก็ยากลำบากในแบบของมัน แต่การรอนี้ดูจะทำให้เราอึดอัดใจเสียยิ่งกว่าเพราะสองสภาวะที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่รับมือได้ยากในชีวิตมนุษย์เหลือเกิน

ส่วนอีกปัจจัยที่ทำให้การรอเป็นเรื่องยาก คือ ธรรมชาติของมนุษย์ที่มักจะจินตนาการถึง “ผลลัพธ์อันเลวร้ายที่สุด”

หากเป็นผลสอบ เราคงคิดว่าเราติด F
หากเป็นการสัมภาษณ์งาน เราคงคิดว่าเราไม่ผ่านหรอก
และหากเป็นผลตรวจสุขภาพ เราคงคิดว่าเราเป็นมะเร็งแน่ๆ

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้? การศึกษาพบว่าในการรออะไรบางอย่าง แม้ตอนเริ่มต้นจะเริ่มด้วยการมองโลกในแง่ดี แต่พอผ่านไปสักพัก โดยเฉพาะช่วงที่ใกล้จะประกาศผล ความรู้สึกเราจะเริ่มดิ่งลงเหวจนมองโลกในแง่ร้าย แม้จะทำมาดีแค่ไหน แต่เราจะหลงลืมความเป็นจริงและจินตนาการว่ามันต้องออกมาแย่แน่ๆ

ด้วยปัจจัยเหล่านี้เอง การรอที่ฟังดูง่ายเพราะไม่ต้องออกแรงอะไร กลายเป็นเรื่องยากที่ทำเอาหลายคนคิดหนัก! อย่างไรก็ตาม เราเคยสงสัยไหมว่าทำไมคนรอบตัวเรา ‘บางคน’ ถึงรอได้อย่างใจเย็น

สรุปว่าไม่ใช่มนุษย์ทุกคนหรือที่ทุกข์ใจกับการรอ?

งานวิจัยหนึ่งพบว่าผู้หญิงแสดงออกว่ากังวลมากกว่าผู้ชาย โดยปัจจัยมีหลายอย่าง ตั้งแต่วิวัฒนาการไปจนถึงการขัดเกลาทางสังคม เราอาจมองได้ว่า ที่ผู้หญิงกังวลและกล้าที่จะรายงานให้คนอื่นทราบนั้น เป็นเพราะในอดีต ผู้หญิงมักจะไม่ถูกต่อว่าหรือมองว่าอ่อนแอหากร้องไห้หรือแสดงอารมณ์ ในขณะเดียวกัน ผู้ชายมักจะถูกคาดหวังว่าต้องเข้มแข็งและห้ามร้องไห้ จึงมีแนวโน้มที่จะไม่แสดงออก แม้จริงๆ จะกังวลก็ตาม

ตัวตนของแต่ละคนก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน คนที่มีบุคลิกภาพประเภทที่นักจิตวิทยาเรียกว่า บุคลิกภาพแบบ “ไม่มั่นคงทางอารมณ์” (Neuroticism) มักจะกังวลและคิดว่าเรื่องร้ายๆ จะเกิดขึ้นมากกว่า ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับคนที่มองโลกในแง่ดีที่มักเชื่อว่าเรื่องดีๆ จะเกิดขึ้น และถึงไม่เป็นไปตามคาดก็ไม่เป็นไร คนประเภทหลังนี้มักจะรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีกว่า

แล้วถ้าเราไม่ได้เป็นมองโลกในแง่ดีขนาดนั้นล่ะ จะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยรับมือกับการรอได้ดีขึ้นไหม

Advertisements

รู้จัก “สภาวะ Flow” และมาฝึกเป็นนักรอมืออาชีพกันเถอะ!

เคยเห็นกันบ้างไหม ศิลปินที่นั่งวาดรูปหรือแต่งเพลงเป็นเวลาหลายชั่วโมง อยู่ที่เดิมไม่ลุกไปไหน ลืมแม้กระทั่งการลุกไปเข้าห้องน้ำ สงสัยหรือเปล่าว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงจดจ่อกับงานที่พวกเขาทำจัง

สภาวะเช่นนี้แหละที่เรียกว่า ‘สภาวะ Flow’

หากการนั่งสมาธิคือการมี Awareness หรือ การรับรู้ถึงสภาพแวดล้อม สภาพร่างกายและจิตใจ แต่ปล่อยให้ความคิดไหลผ่านเราไปและอยู่กับลมหายใจเข้า-ออก สภาวะ Flow คือสิ่งที่ตรงกันข้าม เพราะในสภาวะนี้เราจะจดจ่ออยู่กับกิจกรรมบางอย่างจนเรารวมเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ กับกิจกรรมจนแยกไม่ออก เราไม่รับรู้ถึงโลกรอบตัวอีกต่อไป รู้ตัวอีกทีก็นั่งอยู่ที่เดิมมาหลายชั่วโมงแล้ว

ถ้าการรอทำให้เรารู้สึกว่าเวลาเดินช้า จะมีอะไรเหมาะไปกว่าการฆ่าเวลาโดยการเข้าสู่สภาวะ Flow ล่ะ?

สำหรับคนที่พอจะเห็นภาพว่ากิจกรรมที่ตัวเองทำแล้วลืมเวลาคืออะไร ให้ลองเริ่มทำสิ่งนั้นเมื่อเราต้องรออะไรนานๆ ดู จะได้ช่วยให้จิตใจเราไปโฟกัสกับสิ่งอื่นและกังวลน้อยลง แต่สำหรับคนที่ไม่รู้ว่ากิจกรรมที่เราทำแล้ว Flow คืออะไร ศาสตราจารย์เคท สวีนีย์แนะนำว่า “ลองคิดถึงกิจกรรมที่เราห้ามทำถ้ากำลังจะออกจากบ้านไปทำธุระ” พูดง่ายๆ ก็คือกิจกรรมที่เราเริ่มทำแล้วจะหยุดไม่ได้จนกินเวลาไปมากนั่นเอง อาจเป็นการจัดบ้าน จัดตู้เย็น ทำขนม หรือเล่นวิดีโอเกมก็ได้

อย่างไรก็ตาม สภาวะ Flow เป็นเครื่องมือที่ช่วยได้เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น หากกิจกรรมจบลง เราอาจกลับมากังวลเหมือนเดิม (แต่อย่างน้อยช่วงเวลา 1-2 ชั่วโมงที่ทำอยู่เราก็ได้พักสมองไปโฟกัสสิ่งอื่นนะ) หากเราต้องการรับมือกับความกังวลได้ดีจริงๆ ต้องเริ่มจากการฝึกการมีสติ (Mindfulness) ด้วยกิจกรรมอย่างการนั่งสมาธิหรือโยคะ เพราะคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการตระหนักรู้ว่าเรากำลังคิดมากในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แล้วหันไปทำอย่างอื่นแทน

ศาสตราจารย์เคท สวีนีย์ ยังแนะนำอีกว่า การพูดคุยกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงก็ช่วยได้ มีงานวิจัยหลายงานพบว่า ความสัมพันธ์อันดีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้น แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายอีกด้วย เป็นที่รู้กันดีว่าการรอคอย โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว มักจะทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยว การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนี่แหละจะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นเป็นกอง อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักอยู่เสมอว่าคนรอบตัวเราไม่ใช่ผู้ฟังที่ดีเสมอไป เขาอาจไม่เข้าใจสิ่งที่เราเผชิญอยู่ด้วยซ้ำ หากการรอคอยทำให้เรากังวลมากจริงๆ แถมไม่มีใครเข้าใจอีก ลองพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญดูก็จะไม่ใช่เรื่องเสียหายเลย

อีกวิธีที่น่าสนใจคือการ “จดบันทึกความกังวล” หรือ Worry Journal ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร เขียนไปให้หมดลงในกระดาษแบบไม่ต้องอายว่าใครจะมาเปิดอ่าน หากระบายจนสบายใจแล้ว ค่อยมาวิเคราะห์เป็นขั้นเป็นตอนต่อว่า ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและเราจะจัดการกับมันอย่างไรได้บ้าง การเปลี่ยนความรู้สึกที่เป็นนามธรรมให้เป็นตัวหนังสือบนกระดาษนี้เองจะช่วยให้เรารับมือได้ดียิ่งขึ้น

หากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเขียนอย่างไร ขณะเขียนเราสามารถถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้ดูได้
[ ] จริงๆ แล้วเรากังวลเรื่องอะไร
[ ] ตอนนี้รู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์นี้
[ ] สิ่งที่เรากังวลอยู่ มันมีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
[ ] ผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้คืออะไร
[ ] แล้วผลลัพธ์ที่ดีที่สุดล่ะ
[ ] พอจะมีหนทางทำให้ความกังวลเหล่านี้หายไปไหม


ตั้งแต่เด็กมัธยมเตรียมสอบเข้ามหาลัย นักศึกษาจบใหม่ที่รอผลสมัครงาน ไปจนถึงผู้ใหญ่วัยกลางคนที่เราผลตรวจสุขภาพ ทุกช่วงเวลาของชีวิต มนุษย์เราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซ้ำร้าย เราอาจสูญเวลาและสุขภาพจิตไปมากกับการกังวลจนทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น การฝึกรับมือกับเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สภาวะ Flow การนั่งสมาธิ หรือการพูดคุยกับผู้อื่น จึงเป็นทักษะสำคัญที่เราควรฝึกไว้ เพราะนอกจากจะช่วยให้เราเป็นนักรอที่เก่งแล้ว เรายังได้สิ่งมีค่าอย่าง ‘เวลา’ กลับคืนมาด้วย

Advertisements

สิ่งที่คุณอาจสนใจ:
Why we write? รวม 10 Podcasts พูดถึงเรื่อง “การเขียน”
รู้จัก ‘Morning Pages’ เพราะการเขียนหลังตื่นนอนมีประโยชน์กว่าที่คิด


อ้างอิง:
https://bit.ly/3qJ0RY8
https://bit.ly/3sZpBy8

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#psychology

Advertisements

Lastest

สรุปเทรนด์ 2021 กับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) เปลี่ยนไป

ใครจะเชื่อว่า Live นอนก็สามารถขายได้และมีคนดูกว่าหมื่นคนใครจะเชื่อว่า Live ธรรมะจะเข้าถึงง่ายและยังสร้างปรากฏการณ์คนดูกว่าครึ่งล้าน ใครจะเชื่อว่า ‘กล่องสุ่ม’ ที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมากนาทีนี้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อแล้ว เพราะตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา เราทุกคนล้วนเห็นกับตาและพบเจอด้วยตัวเองแล้วว่าอะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพราะหากใครติดตามข่าวหรือโซเชียลมีเดียจะพบว่ามีเรื่องราวและประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แม้จะได้รับวัคซีนกันไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ‘โอมิครอน’ กำลังสร้างความน่ากังวลไม่น้อย...

ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมีจริงไหม? ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ กับหนังสือ ‘The Midnight Library’

เรากำลังโหยหาชีวิตที่สมบูรณ์แบบอยู่หรือเปล่า? แล้วความสมบูรณ์แบบที่ว่ามีหน้าตาอย่างไร การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำอะไรเพื่อสังคม หรือได้เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ หรือว่าจริงๆ แล้วความสมบูรณ์แบบของชีวิตนั้นอาจไม่มีอยู่จริง

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน

Related Articles

สรุปเทรนด์ 2021 กับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) เปลี่ยนไป

ใครจะเชื่อว่า Live นอนก็สามารถขายได้และมีคนดูกว่าหมื่นคนใครจะเชื่อว่า Live ธรรมะจะเข้าถึงง่ายและยังสร้างปรากฏการณ์คนดูกว่าครึ่งล้าน ใครจะเชื่อว่า ‘กล่องสุ่ม’ ที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมากนาทีนี้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อแล้ว เพราะตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา เราทุกคนล้วนเห็นกับตาและพบเจอด้วยตัวเองแล้วว่าอะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพราะหากใครติดตามข่าวหรือโซเชียลมีเดียจะพบว่ามีเรื่องราวและประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แม้จะได้รับวัคซีนกันไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ‘โอมิครอน’ กำลังสร้างความน่ากังวลไม่น้อย...

ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมีจริงไหม? ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ กับหนังสือ ‘The Midnight Library’

เรากำลังโหยหาชีวิตที่สมบูรณ์แบบอยู่หรือเปล่า? แล้วความสมบูรณ์แบบที่ว่ามีหน้าตาอย่างไร การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำอะไรเพื่อสังคม หรือได้เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ หรือว่าจริงๆ แล้วความสมบูรณ์แบบของชีวิตนั้นอาจไม่มีอยู่จริง

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

From Pandemic to Endemic: เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าโควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น”?

จากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน ที่แม้จะก่อให้เกิดการติดต่ออย่างรวดเร็ว แต่ก็มีแนวโน้มการก่อความรุนแรงลดลง ทำให้ทั่วโลกต่างออกมาคาดการณ์ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งเกิดคำถามตามมาว่า หากรูปแบบของโรคระบาดเปลี่ยนไป จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า