BOOK REVIEWรีวิวหนังสือ: รู้ทันอนาคตที่ (อาจจะ) ไม่มีคุณ | The Industries of the future

รีวิวหนังสือ: รู้ทันอนาคตที่ (อาจจะ) ไม่มีคุณ | The Industries of the future

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • หนังสือที่อ่านแล้วคุณจะจินตนาการได้ว่าในอนาคต เทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคุณได้อย่างไรได้บ้าง
  • หุ่นยนต์สมัยนี้ฉลาดขึ้น การถอดรหัสจีโนมมนุษย์ที่ใช้ราคาน้อยกว่าเดิมถึงล้านเท่า สกุลเงินดิจิตอลที่มาพร้อมกับระบบ “บล็อกเชน” ความปลอดภัยทางไซเบอร์อาขีพที่น่าจับตามองในอนาคต และแน่นอนเรื่องของ Big data บิ๊กดาต้า
  • กุญแจความสำเร็จของธุรกิจแห่งโลกอนาคตคือความชำนาญเฉพาะทางหรือเฉพาะพื้นที่เกี่ยวกับความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหรือแวดวงทางธุรกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การใช้เครื่องมือที่ตอบโจทย์มากขึ้น และเป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์ไม่สามารถมาแทนที่ได้

เดินทางมาอังกฤษทริปนี้ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไรเพราะภารกิจเยอะมากครับ แต่ยังติดหนังสือเล่มนี้มา

อันดับแรกต้องขอบคุณสำนักพิมพ์บิงโก ที่ส่งมาให้ผมนะครับ จริงๆทางสำนักพิมพ์ส่งมาเยอะมาก หลายเล่มมาก เดี๋ยวผมจะเอามาแจกในเพจด้วยครับ

หนังสือเล่มนี้คนเขียนเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม และเป็นที่ปรึกษาอาวุโสประธานาธิบดีสหรัฐของ บารัค โอบามา และ ฮิลลารี คลินตัน

ผมเหมือนจะเคยอ่านฉบับอังกฤษมาแล้วแต่หาไม่เจอ ไม่รู้หายไปไหน แต่อ่านซ้ำได้ครับ อ่อ ลืมบอกไป ต้นฉบับหนังสือเล่มนี้ออกมาปี 2016 ดังนั้นข้อมูลบางอย่างอาจจะยังไม่อัพเดทสุดๆ แต่ก็ใกล้เคียงครับ

หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกมากครับ ต้องบอกว่าอ่านไปแล้วคุณจะจินตนาการไปด้วยว่า อีก 5 ปี บทบาทของเรากับสังคมรอบตัวเราจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง เทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราทั้งในแง่ลบและบวกยังไงบ้าง

แบ่งออกเป็น 6 บทใหญ่ๆ ด้วยกันครับ เริ่มเลยนะครับ

บทที่ 1: ได้เวลาหุ่นยนต์ออกโรง

จริงๆ เรามีหุ่นยนต์ใช้กันมานานแล้วนะครับ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในงานพวกโรงงาน ซึ่งต้องบอกว่าสมัยก่อนเจ้าหุ่นยนต์ยังไม่เก่งเท่าไหร่ครับ

แต่เดี๋ยวนี้หุ่นยนต์ฉลาดขึ้นมากๆ ซึ่งมาจากสองสาเหตุด้วยกัน

เรื่องแรกคือ เรามีการคิดค้นแบบจำลองความคิด (Belief Space) ที่ดีขึ้น ซึ่งมันคือเทคนิคทางคณิตศาสตร์ ที่เราจะสร้างแบบจำลองเชิงสถิติของเหตุการณ์ขึ้นมา แล้วคำนวณผลความน่าจะเป็นออกมา ทำให้หุ่นยนต์เรียนรู้สถานการณ์ที่แปลกใหม่หรือซับซ้อนได้ เทคนิคนี้ทำให้หุ่นยนต์เข้าใจสถานการณ์ได้เฉียบคมขึ้น

เรื่องที่สองคือ คลาวด์ (Cloud) หรือจะเรียกให้เฉพาะเจาะจงคือ คลาวด์ โรโบติกส์ (Cloud Robotics) นึกภาพง่ายๆ ครับ ถ้าหุ่นยนต์ตัวนึงเรียนรู้อะไรสักอย่างที่กรุงเทพฯ มันสามารถถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้หุ่นยนต์อีกเป็นล้านตัวทั่วโลกได้ และหุ่นยนต์ที่เหลือก็เอาความรู้ไปต่อยอดได้ หุ่นยนต์จึงมีความสามารถของการทำ รวบรวมความรู้ ที่ไม่จำกัด อันนี้คือสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ครับ

เราลองมาดูตัวอย่างหุ่นยนต์ที่เราใช้งานกันอยู่จริงทุกวันนี้นะครับ เช่น

  • ระบบซิเดซิสของ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งเป็นระบบการให้ยาสลบผู้ป่วยโดยอัตโนมัติ ภายใต้การควบคุมของวิสัญญีแพทย์ สิ่งที่แตกต่างจากระบบเก่าคือแทนที่วิสัญญีแพทย์จะต้องไปเองทุกห้องผ่าตัด คราวนี้แพทย์คนเดียวสามารถควบคุมการวางยาสลบคนไข้ 10 รายพร้อมกันได้ ซึ่งลดค่าใช้จ่ายในการวางยาสลบจากเฉลี่ยครั้งละ 2,000 เหรียญ เหลือ 150 เหรียญ
  • ระบบการพูด (Enable Talk) ซึ่งมาช่วยผู้บกพร่องทางการพูดหรือการฟังซึ่งปัจจุบันมีอยู่ถึง 70 ล้านคนทั่วโลก และเนื่องจากเรายังรักษาหูหนวกหรือเป็นใบ้ให้หายขาดไม่ได้ ระบบการพูด (Enable Talk) จะมาเข้ามาช่วย โดยมันมีเซนเซอร์วัดการโค้งงอตรงนิ้วเพื่ออ่านภาษามือ แล้วแปลเป็นตัวอักษรขึ้นสมาร์ทโฟน แล้วเปลี่ยนเป็นเสียงพูด

ถ้าเราลองคิดดูจากตัวอย่างนี้เราจะเห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์อาจจะดูเลือนรางลง

สิ่งที่มีการพูดถึงมากที่สุดเมื่อเราพูดถึงหุ่นยนต์คือ หุ่นยนต์จะมาแย่งงานมนุษย์หรือไม่

เทอรี โก ผู้ก่อตั้งและประธานของฟ็อกซ์คอนน์มองการณ์ไกลมาก เขาประกาศว่าจะซื้อหุ่นยนต์ 1 ล้านตัวเพื่อมาเสริมแรงงานมนุษย์ราว 1 ล้านคนที่จ้างอยู่ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคนงาน 1 ล้านคนมีหุ่นยนต์ 1 ล้านตัวเป็นเพื่อนร่วมงาน แม้หุ่นยนต์จะทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่มนุษย์ได้ แต่พวกมันถูกออกแบบมาเพื่อให้บริษัทอย่างฟ็อกซ์คอนน์ไม่ต้องจ้างมนุษย์เพิ่มอีก เท่ากับปิดฉากการจ้างงานในโรงงานไปด้วย

ตัวเลขล่าสุดเมื่อสิ้นปี 2012 ฟ็อกซ์คอนน์ มีหุ่นยนต์ทั้งหมด 300,000 ตัว เหตุผลที่เทอรี โก ลงทุนมหาศาลขนาดนี้ ก็เพราะว่าเขาเคยให้สัมภาษณ์กับเดอะนิวยอร์กไทม์ (The New York Times) ว่า “คนเราก็เป็นสัตว์ประเภทหนึ่งน่ะ และผมปวดหัวเหลือเกินกับการจัดการสัตว์หนึ่งล้านตัว”

ค่าแรงของมนุษย์ที่สูงขึ้น สวนทางกับต้นทุนของหุ่นยนต์ที่ถูกลง จึงไม่แปลกใจเลยที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยได้ออกมาให้ข้อมูลว่า 20 ปีจากนี้ อาชีพเกินกว่าครึ่งหนึ่งในอเมริกาอาจจะถูกคอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์ทำงานแทน

รายละเอียดตรงนี้น่าศึกษามากครับเพราะการมาถึงของหุ่นยนต์นอกจากยิ่งทำให้เจ้าของหุ่นยนต์ร่ำรวยขึ้น ในขณะเดียวกันจะต้องมีคนเสี่ยงตกงานมากขึ้น นั่นหมายความว่าช่องว่างระหว่างชนชั้นจะยิ่งห่างกันขึ้นไปอีก อันนี้ไม่ได้พูดถึงเฉพาะในประเทศเดียวกันนะครับ แต่เรามองถึงบริบทของสังคมโลกด้วย ประเทศที่มีวิวัฒนาการด้านความก้าวหน้าอย่างอเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน จะครองพื้นที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่อไปอีกนาน

แน่นอนว่าโลกของไม่หยุดวิวัฒนาการด้านหุ่นยนต์ แต่พวกเราก็ต้องคิดด้วยว่าจะแก้ปัญหาคนที่กำลังจะตกงานได้อย่างไร เราจะแบ่งปันความมั่งคั่งที่ได้จากการมาถึงของหุ่นยนต์มาให้เพื่อนมนุษย์ด้วยได้อย่างไร เพราะมนุษย์ไม่สามารถอัปเกรดกันได้ง่ายๆ เหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นะครับ

บทที่ 2: มนุษย์สายพันธุ์ใหม่ในอนาคต

การถอดรหัสจีโนมมนุษย์ (Human Genome Project) คือความก้าวหน้าทางวิทยาการครั้งสำคัญ การอ่านจีโนมครั้งแรกสุดใช้เงินไปทั้งหมด 2,700,000,000 เหรียญ ปัจจุบันราคาของมันลดลงเหลือราว 1,000 เหรียญเท่านั้น

ทุกวันนี้จีโนมิกส์มีความเร็วและความแม่นยำสูงมาก ซึ่งจะมีประโยชน์กับมนุษย์มากมายมหาศาล เช่น จะสามารถทำให้เราตรวจสอบหาเซลล์มะเร็งได้ตั้งแต่มันยังเล็กมากๆอยู่ ไปจนถึงจะสร้างนวัตกรรมรักษาอาการทางจิตแบบใหม่ที่ได้ผลเป็นอย่างมาก เพราะหากนักวิจัยหายีนที่เป็นตัวการได้แล้วก็จะสามารถเข้าไปจัดการได้อย่างถูกวิธี

แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีข้อควรห่วงใยอยู่มากเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราสามารถบอกได้ว่าทารกที่อยู่ในท้องในอนาคตมีแนวโน้มที่จะติดสุรา ติดการพนัน หรือสารเสพติดอื่นๆ บอกได้กระทั่งว่าจะมีผมหนาหรือผมบางตอนอายุมาก เราต้องคิดถึงจริงๆ ว่าถ้ารู้เรื่องเหล่านี้บรรทัดฐานทางสังคมเดิมยังคงอยู่ไหม

นี่ยังไม่ต้องพูดถึง การเก็บความลับข้อมูลจีโนมของตัวเอง ลองนึกดูว่าหากนายจ้างรู้ว่าคุณมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคร้าย ตั้งแต่คุณยังไม่ได้เป็น โอกาสการได้งานของคุณจะลดลงหรือไม่

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้นำ DNA ของบูคาร์โด (แพะที่อาศัยแถบเทือกเขาพิเรนีสที่สูญพันธ์ไปแล้ว) มาสร้างเป็นตัวอ่อนไปฝังไว้ในมดลูกของแพะธรรมดา แล้วมีตัวต่อตัวหนึ่งอยู่รอดจนครบกำหนดคลอดด้วย ใช่ครับคุณไม่ได้หูฝาดไปหรอก เมื่อปี 2003 มี CRT ปกติธรรมดาตัวหนึ่งให้กำเนิดแพะบูคาร์โดซึ่งสูญพันธ์ไปแล้ว แม้มันจะสิ้นใจในไม่กี่นาที แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความเหลือเชื่อให้กับวงการวิทยาศาสตร์ได้

ต้องยอมรับครับว่าเรื่องนี้สิ่งที่มหัศจรรย์จริงๆ นี่เป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์ก้าวเข้าใกล้ความเป็นพระเจ้าหรือ โฮโม ดีอุส (Homo Deus) ความก้าวหน้าทางจีโนมิกส์จะเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของโลกมนุษย์ไปตลอดกาล

บทที่ 3: เงินและธนาคารในโลกดิจิทัล

เมื่อพูดถึงเงินดิจิทัลเราคงจะอดพูดถึง บิทคอยน์ (bitcoin) ไม่ได้

เราเข้าใจบิทคอยน์ได้ง่ายขึ้นถ้ามองว่ามันเป็นระบบสมุดบัญชีสาธารณะ

ถ้าผมขุดหรือซื้อบิทคอยน์ ผมจะไม่ได้รับเหรียญหรือเงินจริง แต่ผมจะได้เลขบัญชีมาสำหรับจดยอดเงินของผมลงในสมุดบัญชีบิทคอยน์ และเลขบัญชีนี้จะถูกเปิดเผยให้ทุกคนรู้

ผมสามารถยืนยันความเป็นเจ้าของบัญชีด้วยรหัสลับที่เรียกว่า “กุญแจส่วนตัว” เจ้ากุญแจส่วนตัวนี้ยืนยันความเป็นเจ้าของบัญชีได้โดยไม่ระบุตัวตน

เวลาผมโอนบิทคอยน์ให้ใคร ผมก็ต้องรู้เลขบัญชีของตัวเองกับของคนรับเงิน แล้วผมก็จะยืนยันความเป็นเจ้าของบัญชีด้วยการใส่กุญแจส่วนตัว คนที่ไม่มีกุญแจของบัญชีนี้ก็จะโอนเงินออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณถึงต้องเก็บกุญแจนี้อย่างปลอดภัย

แล้วเรื่องความปลอดภัยล่ะ?

ผมก๊อปปี้เหรียญขึ้นมาเองได้ไหม ทำเหรียญปลอมได้ไหม หรือแอบใช้บิทคอยน์เดิมซ้ำสองครั้งได้ไหม ฟังดูแล้วไม่น่าจะเกินความสามารถของแฮกเกอร์ทั่วๆไปใช่ไหมครับ

ทางออกสำหรับปัญหาพวกนี้คือนวัตกรรมที่เรียกว่า บล็อกเชน (Blockchain)

บล็อกเชนคือสมุดบัญชีขนาดใหญ่ที่จดบันทึกทุกธุรกรรมที่เคยเกิดขึ้นบนโลก ย้อนไปตั้งแต่การโอนบิทคอยน์ครั้งแรกสุดจนถึงการโอนครั้งล่าสุด

จุดสำคัญของมันก็คือผู้ใช้บิทคอยน์ทุกธุรกรรมไม่ได้ถูกเก็บไว้ในศูนย์กลางแห่งเดียว จากนั้นทุกคนจะคอยอัพเดทข้อมูลของบล็อกเชนให้ตรงกัน ดังนั้นถ้ามีคนโกงขึ้นมา บล็อกเชนอันนี้ก็จะแตกต่างจากคนอื่นๆ ทำให้คนคนเดียวไม่สามารถโกงได้

ถ้าคุณจะโกง คุณก็ต้องไปแก้บล็อกเชนของคนทั้งโลกให้ตรงกับของคุณด้วยซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย

บิทคอยน์ทุกเหรียญจะมีประวัติติดตัวว่าเคยผ่านมือใครมาแล้วตั้งแต่มีระบบนี้เกิดขึ้น ถ้าคุณจะปลอมบิทคอยน์ คุณต้องสร้างประวัติปิดคอยปลอมย้อนขึ้นไปถึงจุดเริ่มต้นเท่านั้น แล้วคุณก็ต้องตามไปแก้บล็อกเชนอีกนับ 10 ล้านสำเนาที่กระจายอยู่ทั่วโลกอีกต่างหาก

ระบบบิทคอยน์จะอัพเดทสมุดบัญชีใหม่อยู่เป็นระยะๆ ธุรกรรมที่ต้องถูกอัพเดทจะถูกรวมกันเป็นก้อนข้อมูลแล้วเติมลงสมุดบัญชีบิทคอยน์ สมุดบัญชีบิทคอยน์นี้จึงเกิดก้อนข้อมูล (บล็อก) ต่อกันเป็นสาย (เชน) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อมันนั่นเอง

หัวใจของบิทคอยน์

หัวใจของบิทคอยน์ คือ ระบบบล็อคเชนกับเงินหมุนเวียนที่ไม่มีศูนย์กลางและไม่มีรัฐบาลหรือธนาคารกลางมายุ่งเกี่ยว นี่คือสิ่งดึงดูดเหล่าโปรแกรมเมอร์และคนที่สนับสนุนบิทคอยน์ตั้งแต่เริ่มต้น

บิทคอยน์เป็นระบบที่ตั้งแต่เกิดมาบนโลกยังไม่เคยถูกแฮกแม้แต่ครั้งเดียว (มีคนที่ถูกแฮกในคอมพิวเตอร์ส่วนตัว หรือแฮกผ่านเว็บไซต์ที่บริการซื้อขายบิทคอยน์ แต่ตัวระบบนั้นยังไม่เคยมีใครแฮกได้)

การตรวจสอบการทุจริตในธนาคาร

ทุกวันนี้เรามองว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องมีการตรวจสอบการทุจริตในธนาคาร บิทคอยน์จะทำให้เรื่องการโกงนั้นหายไปเลย ยกเว้นแต่คุณโดนขโมยกุญแจส่วนตัว แต่ถึงคุณจะโดนขโมยกุญแจ บิทคอยน์ก็จะช่วยหาตัวโจรได้ง่ายขึ้น ผลก็คือ สุดท้ายเราจะไม่ต้องระวังเรื่องการโกงอีกต่อไป และการโอนเงินมูลค่าสูงๆ ก็จะตัดตัวกลางที่เคยคอยเก็บค่านายหน้าออกได้

บล็อกเชนนั้นไม่ได้นำมาใช้เพียงกับบิทคอยน์เท่านั้น แต่จะมาเปลี่ยนโฉมธนาคาร กฎหมาย การบัญชี การเลือกตั้ง การเมือง รัฐบาล ฯลฯ ไปในแบบเดียวกับที่อินเทอร์เน็ตเคยเปลี่ยนสื่อการค้าและการโฆษณามาแล้ว

Advertisements

บล็อกเชนจะลดค่าใช้จ่ายและค่าจัดตัวกลางที่ซับซ้อนลงไปได้อย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ค่านายหน้าตอนขายหุ้นหรือพันธบัตรก็จะหายไป เพียงเพราะแค่จดชื่อเจ้าของลงสมุดบัญชีของบล็อกเชนไว้ก็พอแล้ว

ขั้นตอนการทำธุรกรรมกับรัฐบาลที่เคยยุ่งยากมากอย่างเช่น การซื้อขายที่ดินที่เคยต้องใช้กระดาษเป็นตั้งๆ (ปัจจุบันนี้ก็ยังต้องใช้อยู่) จะหายไปทันที การตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดิน การเลือกตั้ง การทำประชาพิจารณ์จะเปลี่ยนแปลงไปหมดโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน

บทที่ 4: ความปลอดภัยด้านไซเบอร์

ในปี 2006 บริษัท ซาอุดิ อะแรมโค (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ถูกผู้ก่อการร้ายโจมตีโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอับคิค ตั้งแต่นั้น ซาอุดิ อะแรมโค ก็เสริมเวรยามและระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก

แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าจุดอ่อนไม่ได้อยู่ที่ประตูหรือกำแพง หรือระบบรักษาความปลอดภัยอีกต่อไป

แต่อยู่บนออนไลน์ต่างหาก

วันพุธที่ 12 สิงหาคม 2012 กลุ่มลึกลับที่มีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลอิหร่านได้ทำการโจมตีบริษัท ซาอุดิ อะแรมโค ด้วยไวรัสคอมพิวเตอร์ พวกเขาให้แฮกเกอร์สร้างไวรัสใส่แฟลชไดร์ฟ จากนั้นพนักงานที่เป็นสายของกลุ่มจึงนำแฟลชไดร์ฟไปแพร่ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ไวรัสระบาดทั้งในซาอุดิอาระเบียและยังลามไปถึงสาขาย่อยในหลายประเทศ

ไวรัสล้างข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์จนเกลี้ยง ปกติเวลาลบไฟล์จากเครื่องเรา ยังพอมีวิธีกู้มันคืนกลับมาได้ แต่เจ้าไวรัสนี้นอกจากจะลบไฟล์แบบถาวรแล้ว ไวรัสยังเขียนข้อมูลใหม่แบบมั่วๆทับไฟล์เก่าอีกด้วย พอเปิดไฟล์ก็จะเห็นรูปธงชาติอเมริกาลุกเป็นไฟ เท่านั้นยังไม่พอเจ้าไวรัสนี้ยังเขียนทับ มาสเตอร์ บู๊ต เรคคอร์ดด (Master Boot Record) ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์รีสตาร์ทไม่ได้ด้วย

บริษัทต้องปิดระบบคอมพิวเตอร์ชั่วคราวและไล่เปลี่ยนคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสใหม่ กว่าพนักงานจะกลับมาทำงานได้ก็ผ่านไปราว 2 อาทิตย์

คอมพิวเตอร์ของบริษัทนั้นติดไวรัสถึง 3 ใน 4 หรือราว 3 หมื่นเครื่อง

การโจมตีครั้งนี้ทำให้การผลิตพลังงานของซาอุดิอาระเบียนั้นหยุดชะงัก และทำให้แท่นขุดเจาะตัดขาดจากอินเทอร์เน็ตไปเลยทีเดียว

นี่คือตัวอย่างความน่ากลัวของโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้

แต่อีกหน่อยมันจะยิ่งน่ากลัวกว่านี้ครับ เพราะของที่เราใช้จะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตมากขึ้นจาก IoT คุณลองนึกดูสิครับว่าถ้าเกิดแฮกเกอร์สามารถแฮกตู้เย็นของคุณได้ หรือนาฬิกาสมาร์ท วอทช์ ของคุณได้จะรู้ข้อมูลของคุณมากแค่ไหนและสามารถดักทำร้ายคุณได้หรือปล้นบ้านคุณได้ง่ายๆ เลยทีเดียว

ดังนั้น ถ้ามาถามว่าอาชีพอะไรเป็นอาชีพที่น่าทำที่สุดในอนาคตอีก 20 ถึง 50 ปีข้างหน้านี้ต้องบอกว่าอาชีพความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นอาชีพที่น่าสนใจมากครับ

บทที่ 5: ถึงคราวเอาข้อมูลมาเป็นอาวุธ

เวลาเราพูดถึงข้อมูลและมักจะพูดถึงบิ๊กดาต้า (Big Data) มันไม่ใช่แค่ข้อมูลปริมาณมากๆ อย่างเดียว

เรามีข้อมูลจำนวนมากมานานแล้วแต่คำว่าบิ๊กดาต้า นั้นหมายถึงการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลอย่างทันสถานการณ์สุดๆ จนเราสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริง เราจึงทำตัวได้อย่างเหมาะสมทันท่วงที แทนที่จะมานั่งวิเคราะห์ข้อมูลหลังเรื่องจบลงแล้วเหมือนสมัยก่อน

ในอดีต ข้อมูลขนาดมหาศาลแบบนี้เราจะสามารถวิเคราะห์ได้ก็ต้องหลังเรื่องจบแล้วเท่านั้น เราไม่สามารถมาวิเคราะห์กันสดๆระหว่างดำเนินการได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะสำคัญจริงๆ

บิ๊กดาต้ามีความขัดแย้งในตัวเองอย่างหนึ่ง คือมันทั้งอยู่ใกล้ตัวเรา ในขณะเดียวกันก็ไกลตัวเรามาก บิ๊กดาต้าจะนำข้อเท็จจริงเล็กๆ มาประมวลผลเป็นข้อสรุปที่อาจจะใหญ่โตระดับสังคมหรือเกี่ยวข้องกับคนแต่ละคนก็ได้

บิ๊กดาต้าเป็นทั้งกล้องจุลทรรศน์และกล้องโทรทัศน์

นักวิชาการเปรียบเทียบบิ๊กดาต้าว่าเป็นทั้งกล้องจุลทรรศน์และกล้องโทรทรรศน์ คือเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราศึกษาข้อมูลยิบย่อยได้ละเอียดกว่าเคย และทำให้เราศึกษาข้อมูลในระดับใหญ่มากๆจนเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันที่เราไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนได้ด้วย

ในปัจจุบันผลกระทบที่บิ๊กดาต้ามีต่อโลกอย่างเป็นเรื่องโลจิสติกส์ การขาย และการโน้มน้าวใจผู้คน บิ๊กดาต้ามีประโยชน์มากที่จะดูความต้องการของตลาดการเลือกตั้งและการโฆษณาเพราะในวงการนี้จะมีการ กระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และวัดเป็นตัวเลขได้

บิ๊กดาต้าจะไม่ใช่แค่คำติดกระแสอีกต่อไป มันจะแทรกซึมถึงแง่มุมในชีวิตที่เราคาดไม่ถึง มันจะเปลี่ยนสิ่งที่เรากิน เปลี่ยนวิธีพูดของเรา เปลี่ยนพฤติกรรมของเรา และทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและสาธารณะของเราเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้

การรักษาความเป็นส่วนตัว

บิ๊กดาต้าก็มีประเด็นที่ต้องถกเถียงกันเยอะเหมือนกัน เช่น เรื่องการรักษาความเป็นส่วนตัว ในขณะที่บิ๊กดาต้าเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับการรักษาความเป็นส่วนตัวเลยทีเดียว

หน่วยงานของรัฐอาจดักเก็บข้อมูลประชาชนไว้มหาศาลก็จริง แต่ปัญหาใหญ่ที่คนมองข้าม คือ กล้องมือถือและอุปกรณ์สวมใส่ทั้งหลายที่บันทึกการกระทำของเราไว้หมดต่างหาก การใช้ของพวกนี้อาจทำให้เกิดเรื่องตามมามากมาย โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าไอ้ของพวกนี้แหละ จะทำให้ทั้งโลกรู้จักชีวิตส่วนตัวของคุณได้อย่างง่ายดาย พอๆกับการที่มีใครสักคนมาตามสอดแนมคุณ

รัฐบาลในยุโรปพยายามตอบสนองเรื่องนี้ด้วยกฎหมายรักษาความเป็นส่วนตัวอย่างเข้มงวด แต่พวกเขาประสบปัญหานี้แบบทั้งขึ้นทั้งล่องเมื่อตอนบังคับใ้ช้ ก็เพราะสองเหตุผลคือ

  • อย่างแรก บริษัทเหล่านี้มักจะทำงานกันข้ามประเทศ ไม่ได้อยู่ในประเทศของตัวเอง กฎหมายของอีกประเทศไปทำอะไรไม่ได้
  • อย่างที่สอง ถ้าคุณห้ามนู่นห้ามนี่มากเกินไปก็จะทำให้บริษัทในประเทศของคุณเองนี่แหละที่แข่งขันกับทั่วโลกไม่ได้ นั่นจะเท่ากับประเทศนั้นสละสิทธิ์การเข้าร่วมองค์การธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในเวทีโลกไป การที่คุณห้ามธุรกิจเอาข้อมูลมาใช้ ก็เหมือนบอกว่าห้ามใช้ที่ดินในการทำเกษตรกรรม หรือห้ามใช้เครื่องจักรในโรงงาน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้

รัฐบาลต่างๆจึงต้องเลือกให้ดี ต้องดูแลปกป้องผลประโยชน์และสิทธิของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ทำให้ประเทศหมดสิทธิ์ลงทุนและเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย

แต่สิ่งที่ทุกคนต้องเข้าใจก็คือ ไม่ว่าคุณต้องการความเป็นส่วนตัวที่รัดกุมหรือไม่ก็ตาม เราไม่มีทางที่จะกลับไปหาความเป็นส่วนตัวแบบนั้นได้อีกแล้ว

บทที่ 6: โลกอนาคตไร้พรมแดน

ในธุรกิจแห่งอนาคตที่กำลังจะมาถึง ความชำนาญเฉพาะทาง คือกุญแจสู่ความสำเร็จ เพราะมันคือความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหรือแวดวงธุรกิจ ซึ่งเป็นความรู้เฉพาะทาง เฉพาะพื้นที่ เท่านั้น

ยกตัวอย่าง ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งมีนมโคมากกว่าคนเป็นเท่าตัวและคนที่นั่นรู้เรื่องวัวละเอียดจริงๆ พวกเขาได้พัฒนา ตัววัดทุ่งหญ้าสัตว์เลี้ยง (Pasture Meter) ขึ้นมา

ตัววัดทุ่งหญ้าสัตว์เลี้ยง นำเซ็นเซอร์มาใช้กับทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ วัดค่าวินาทีละ 200 ครั้งว่าในทุ่งหญ้ามีหญ้าอยู่เท่าไหร่จะได้กระจายโคนมให้กินหญ้าได้อย่างทั่วถึงที่สุด

ระบบจะเตือนชาวไร่ว่ามีอาหารอยู่เท่าไหร่ และยังระบุพื้นที่ที่มีผลผลิตต่ำซึ่งควรแก้ไข เช่น การใช้ปุ๋ยเพิ่มเทคโนโลยี หากประเมินที่ไร่แบบเดิมจะเก็บข้อมูลได้เพียง 250 ค่า ในขณะที่แบบใหม่สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 18,500 ค่า และแค่มีโทรศัพท์ก็สามารถใช้เทคโนโลยีตัวนี้ได้ และมันยังทำงานได้โดยไม่สนปัจจัยอื่นอย่างสภาพอากาศอีกด้วย

คนนิวซีแลนด์คิดว่า เมื่อชาวจีนมีฐานะดีขึ้น ความต้องการเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์นมก็เริ่มเพิ่มตาม แต่ถ้าจะขายของให้ตลาดใหญ่ขนาดนั้นได้ ต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพเพราะ ประเทศจีนมีประชากรถึง 288 เท่าของนิวซีแลนด์

เกษตรกรต้องผลิตเนื้อนมได้มากขึ้นและราคาถูกลง

ปรากฏว่าหลังจากเอา บิ๊กดาต้ามาช่วย การเลี้ยงโคนมก็ทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นยอดขายเนื้อวัวจากนิวซีแลนด์ไปจีนเพิ่มขึ้น 478 เปอร์เซ็นต์ในปีเดียว

จีนกลายเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์

สิ่งที่น่าประทับใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ เกษตรกรนิวซีแลนด์แก้ปัญหาได้ตรงจุดเป๊ะ พวกเขามีความชำนาญเฉพาะทาง พวกเขาจึงได้รู้ว่า ตำแหน่งของหญ้าในทุ่งหญ้าเป็นเรื่องสำคัญ นักสร้างเครื่องมือตอบโจทย์ขึ้นมาดังนั้น เราจะยกเครดิตเรื่องการส่งออกเนื้อวัวเพิ่มขึ้น 478 เปอร์เซ็นต์ให้กับระบบบิ๊กดาต้าอย่างเดียวคงไม่ได้ ชาวไร่ต่างหากที่เป็นตัวตั้งตัวตีว่าควรทำของแบบนี้ขึ้น


ผมขอสรุปหนังสือเล่มนี้ด้วยแนวคิดของ เอริก ชมิดต์ (Eric schmidt) แห่งกูเกิ้ลที่บอกว่า ถ้าเป็นเขา สิ่งที่เขาอยากให้ลูกเรียนรู้มากที่สุดคือ การมีทักษะวิเคราะห์ เพราะเรื่องซ้ำซากส่วนใหญ่ที่คนเราทำอยู่ ต่อไปจะมีคอมพิวเตอร์มาทำให้ แต่เรายังต้องมีคนคอยดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์เสมอ เพราะฉะนั้นทักษะการวิเคราะห์จึงไม่มีวันตกยุค

นี่เป็นเนื้อหาเพียงส่วนน้อยมากๆ ครับ อยากให้ทุกท่านได้มีโอกาสอ่านฉบับเต็มนะครับ สนุกจริงๆ ครับ

สุขสันต์วันอาทิตย์นะครับ

Advertisements

Lastest

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

From Pandemic to Endemic: เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าโควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น”?

จากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน ที่แม้จะก่อให้เกิดการติดต่ออย่างรวดเร็ว แต่ก็มีแนวโน้มการก่อความรุนแรงลดลง ทำให้ทั่วโลกต่างออกมาคาดการณ์ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งเกิดคำถามตามมาว่า หากรูปแบบของโรคระบาดเปลี่ยนไป จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? | 5M EP.1086

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? ‘ความกลัว’ มีหลายรูปแบบด้วยกัน บางคนกลัวความล้มเหลว บางคนกลัวสัตว์อันตราย หรือบางคนกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
Rawit Hanutsaha
CEO : Srichand United Dispensary Co.,Ltd. CEO & Co Founder : Mission to the Moon Media Author , Podcaster , Speaker , Guest Lecturer

Related Articles

รีวิวหนังสือ: Chasing Daylight

บทบันทึกของชายผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อ Eugene O’Kelly ที่จะเตือนคุณแรงๆ ว่าวันนี้คุณเข้าใจจริงๆ หรือเปล่าว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของชีวิต

รีวิวหนังสือ: Make Time: How to Focus on What Matters Every Day

10 หลักคิดเรื่องวิธีบริหารจัดการเวลาเพื่อเพิ่มความ productive ให้กับชีวิตการทำงาน ที่น่าสนใจจากหนังสือ Make Time

รีวิวหนังสือ: ทุกอย่างในชีวิต เริ่มจากความคิดที่เป็นระเบียบ

เล่มนี้พูดถึงวิธีการจัดการความคิด วิธีใช้ชุดคำถาม Question Map และ Framework ในการเขียนแผนงานในแผ่นเดียว

รีวิวหนังสือ: 52 วิธีคิดให้ได้อย่างเฉียบคม และ 52 วิธีตัดสินใจไม่ให้พลาด

หนังสือทั้งสองเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ช่วยให้เราเข้าใจกระบวนการทำงานของสมองในการคิดมากยิ่งขึ้น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า