ข้อมูลสำคัญจากการสำรวจผู้บริโภค เกี่ยวกับธุรกิจบิวตี้ ปี 2017

รูปภาพจาก Number 24 x Shutterstock.com
มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • ผู้บริโภคต้องการให้แก้ปัญหาด้านความงามที่รวมถึงสุขภาพที่เห็นผลอย่างรวดเร็วและต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าดีจริง
  • ผู้บริโภคต้องการให้ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันตามเพศและวัยของลูกค้า รวมถึงเจเนอเรชั่นที่แตกต่างกันด้วย
  • ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่เครื่องสำอางที่ดี แต่ต้องมีแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตที่ดีด้วย
  • ในผลิตภัณฑ์กลุ่มสกินแคร์ ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับเรื่องมอยซ์เจอร์ไรซิ่ง ส่วนสินค้าสำหรับเส้นผม ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับสุขภาพเส้นผม และฟื้นฟูผมเสีย

การทำงานอยู่ในวงการใดก็แล้วแต่ ผมคิดว่าการดูเทรนด์บ่อยๆเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะวงการที่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็วอย่างแฟชั่นหรือเครื่องสำอางยิ่งต้องดูบ่อยมาก

วันก่อนเจอรายงานฉบับหนึ่งของยูโรมอนิเตอร์ (Euromonitor) เห็นว่าน่าสนใจดีเลยอยากมาแชร์ให้ทุกท่านครับ 

จากการสำรวจล่าสุดในรายงานของยูโรมอนิเตอร์ว่าด้วยการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิถีการกิน ไลฟ์สไตล์ หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมรอบๆตัว ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของผู้บริโภค รวมไปถึงยังมีผลกดดันให้คนทุกเพศ ทุกวัย ต้องดูดีตลอดเวลาด้วย 

ผู้บริโภคยุคใหม่จึงตามหาทั้งสุขภาพที่ดีและความงามที่ยั่งยืน (timeless beauty) ซี่งแน่นอนมันเป็นโอกาสที่ใหญ่มากสำหรับ ธุรกิจความงามและการดูแลตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน แบรนด์ที่ปรับตัวไม่ได้กับความต้องการที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วก็มีสิทธิ์ที่จะตกขบวน ถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้เช่นกัน

สิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการคืออะไร?

คำตอบโดยสรุปคือ สินค้าหรือบริการที่ช่วยแก้ปัญหาด้านความงามรวมถึงสุขภาพ ที่เห็นผลอย่างรวดเร็ว ผลนั้นต้องสามารถพิสูจน์และวัดได้ว่าดีจริง และเนื่องจากว่าปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้านั้นดีมาก แบรนด์จึงต้องทำการบ้านอย่างหนักในการพิสูจน์และวัดผลประสิทธิภาพสินค้าของตัวเอง ซึ่งตัวสินค้าที่จะมาตอบสนองความต้องการนี้ก็จะแตกต่างกันไปอีกซึ่งปัจจัยหลักคือ เพศและวัยของลูกค้า 

ผู้บริโภคมีความหวังว่าสินค้าเกี่ยวกับความสวยความงามเหล่านี้เหล่านี้จะสามารถแก้ปัญหาหรือคืนสภาพผิวที่สมบูรณ์กลับมาให้พวกเขาได้ ไม่ใช่แค่ผิวแต่ยังรวมถึงเส้นผมด้วย และแนวคิดแบบ “ความงามที่มาจากภายใน” เป็นสิ่งที่ผู้คนแสวงหา 

นอกจากนั้นผู้บริโภคไม่เพียงต้องการแค่เครื่องสำอางที่ทำงานได้ดี แต่ยังใส่ใจเรียนรู้แหล่งที่มาและกระบวนการผลิตด้วย เพราะต้องการสินค้าที่ทั้งดีต่อสุขภาพ ปลอดภัย และดีต่อสิ่งที่อยู่รอบๆตัวพวกเขาด้วย 

โดยหากแยกดูตามกลุ่มเป็นสกินแคร์ ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับเรื่องมอยซ์เจอร์ไรซิ่ง ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื่นมากที่สุด รองลงมาจะเป็นเรื่องของผิวแพ้ง่าย

สำหรับสินค้าดูแลเส้นผม สิ่งที่สำคัญคือสุขภาพเส้นผม ตามมาด้วยฟื้นฟูผมเสีย

  • 35% ของผู้ที่ซื้อสินค้ากลุ่มบำรุงเส้นผมต้องการให้เส้นผมดูดีขึ้น หรือรู้สึกดีขึ้นกับเส้นผมของตัวเอง
  • 28% ของผู้ที่ซื้อสินค้ากลุ่มสกินแคร์ต้องการผิวที่ใสและดูสุขภาพดี

ลูกค้าต้องการสินค้าที่รู้แหล่งที่มาที่ไป และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (และตัวเอง) มากขึ้น จึงใส่ใจกับที่มาของวัตถุดิบและวิธีการผลิตมากขึ้นอย่างมาก (เพิ่มเติม: การเข้าถึงข้อมูลยุคนี้ก็ทำได้ง่ายและลูกค้าเองก็ใช้เวลาและใส่ใจมากขึ้นด้วยในการหาข้อมูล) 

การมีสินค้าที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ของลูกค้ามากขึ้นเป็นเรื่องต้องจับตามองอย่างมาก เทรนด์ของการ customisation (ให้ลูกค้าสามารถกำหนดและปรับแต่งได้ด้วยตัวเอง) จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆมาจากความที่ตลาดมีกลุ่มย่อยมากขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะ (highly fragmented) ซึ่งประเด็นที่สร้างกลุ่มย่อยๆเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากไลฟ์สไตล์และอายุ

โดยผู้ที่ตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้สกินแคร์ว่าใช้อะไรถี่ที่สุด เรียงลำดับตามนี้เลยครับ 

  1. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า (Facial Cleanser)
  2. มอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวหน้า (Facial Moisturisers)
  3. ผลิตภัณฑ์ดูแลมือ (Hand Care)
  4. มอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงริมฝีปาก (Lip Moisturisers)
  5. มาส์กหน้า (Face Masks)
  6. ครีมกันแดด (Sun Screen)
  7. โทนเนอร์สำหรับผิวหน้า (Facial toner)
  8. ผลิตภัณฑ์รักษาสิว (Acne Treatment)
  9. ผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอย (Anti-aging)

กลุ่มคนที่ใช้สินค้า สกินแคร์ มากที่สุดได้แก่คนเจนเอ็กซ์และมิลเลียนเนียล (ยกเว้นครีมทามือ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสิว และกลุ่มแอนตี้เอจจิ้ง)

ความแตกต่างระหว่างการใช้สินค้าของกลุ่มเจนเอ็กซ์และเบบี้บูมเมอร์นั้นค่อนข้างน้อยซึ่งแสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการใช้สกินแคร์เป็นกิจวัตรแล้วจะไม่ค่อยเปลี่ยนกัน โดยการใช้กันแดดมีการลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเข้าถึงวัยเบบี้บูมเมอร์ และมาส์กหน้าก็มีอัตราการนำมาใช้ที่ค่อนข้างต่ำเช่นกันในกลุ่มอายุช่วงนี้


สิ่งที่ ยูโรมอนิเตอร์ ทิ้งท้ายไว้ให้ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากขึ้นไปอีกในปีนี้และปีหน้าก็คือ การเลือกช่องทางการทำการตลาดให้ถูกต้องตามกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายของเรา เช่น ลูกค้าที่มีอายุหน่อยจะเลือกสินค้าโดยใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมากเป็นหลัก และอาจจะไม่ค่อยได้สนใจช่องทางสื่อดิจิทัลมากนัก ขณะที่พลังของการลดราคาและคำแนะนำจากเพื่อนและครอบครัวยังคงทำให้ลูกค้าทุกช่วงอายุมีอาการหวั่นไหวได้เสมอ 

อันนี้ผมสรุปให้คร่าวๆมากๆ นะครับ

ส่วนถ้าใครอยากได้แบบละเอียดสุดๆสามารถซื้อ Passport Beauty Survey ได้ (ไม่เคยถามราคาแต่คงแพงเอาเรื่อง) ซึ่งครอบคลุมตลาดถึง 20 ตลาด มีผู้ตอบ 20,000 คนและคำถามกว่า 500 คำถาม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ ทัศนคติ พฤติกรรมการซื้อ การใช้ เส้นทางในการซื้อแบรนด์ที่ชอบ และเหตุผลที่ทำการเปลี่ยนแบรนด์ ฯลฯ

ใครสนใจอ่านต้นฉบับได้ที่ link นี้ได้เลยครับ: https://blog.euromonitor.com/new-whitepaper-reveals-megatrends-shaping-the-future-of-travel/