อย่าประมาทกับชีวิต ว่าด้วยกฏ 300 : 29 : 1

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • แนวคิด 300 : 29 : 1 ว่าด้วยตัวเลขอุบัติเหตุบนถนนที่พบว่า การเกิดอุบัติเหตุใหญ่หนึ่งครั้ง จะมีความประมาท 300 ครั้ง อุบัติเหตุเล็กๆ 29 ครั้ง และ 1 ครั้งคืออุบัติเหตุใหญ่ไปเลย
  • ในชีวิตการทำงาน, สุขภาพ, ความสัมพันธ์ ของเราก็เช่นกัน ก่อนเกิดเรื่องร้ายแรงเรามักจะได้รับเหตุการณ์แจ้งเตือนก่อนเสมอคำถามคือ “เราจะเริ่มตระหนักถึงมันตอนไหน”

ในโลกธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงจะขึ้นอยู่กับ 2 กรณีคือ บริษัทตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง กับอีกแบบคือสถานการณ์บีบให้ต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งแน่นอนครับว่าอย่างหลังเป็นการเปลี่ยนที่เจ็บปวดและรุนแรงกว่าอย่างแรก เพราะมันเกิดจากวิกฤติ เช่น ล้มละลาย หรือถูกคู่แข่งแซงหน้าไปแล้ว ซึ่งเราก็เห็นตัวอย่างกันมาเพียบ (และจะเห็นอีกเพียบ)

แต่เราพูดเรื่องการแซงหน้าทางธุรกิจกันเยอะแล้ว วันนี้พูดเรื่องอื่นกันบ้างดีกว่า

ผมจะบอกว่าชีวิตคนเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน หลายคนได้เปลี่ยนตัวเองตอนที่สถานการณ์ยังไม่รุนแรง แต่ก็มีอีกหลายคนเปลี่ยนเพราะสถานการณ์บังคับให้ต้องเปลี่ยน 

300 : 29 : 1

แนวคิด 300 : 29 : 1 ของ ไฮน์ริช ที่เขาพบตัวเลขจากสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนว่า การเกิดอุบัติเหตุใหญ่หนึ่งครั้ง จะมีความประมาทที่ไม่มีอุบัติเหตุ หรือรอดจากอุบัติเหตุมาได้ 300 ครั้ง และมีอยู่ 29 ครั้งที่เกิดอุบัติเหตุเล็กๆ และอีก 1 ครั้งคือเป็นอุบัติเหตุใหญ่ไปเลย ถ้าพูดอีกอย่างคือ การเกิดอุบัติเหตุใหญ่หนึ่งครั้ง เคยมีความประมาทเกิดขึ้นมาแล้วถึง 329 ครั้ง

คนเรามากมายก็ใช้ชีวิตแบบนี้เลยครับ หลายคนประมาททำสิ่งที่ไม่ถูก ไม่ควร หรือไม่เหมาะ โดยเคยมีคนอื่นหรือเหตุการณ์ย้ำเตือนเจ้าตัวให้เปลี่ยนมาแล้วหลายครั้ง บางคนโชคดี ยอมเปลี่ยนตั้งแต่คำเตือนแรกๆ ก็รอดตัวจากปัญหาหนักไปได้ แต่บางคนโชคร้าย ยังทู่ซี้ไม่ยอมเปลี่ยนสักที มารู้ตัวอีกทีก็เจ็บหนักไปเลย

อย่างไม่นานมานี้ ผมได้อ่านเรื่องของ เบน โฮโรวิทซ์ นักธุรกิจและนักลงทุนด้านบริษัทไอทีที่มีชื่อเสียงในซิลิคอน วัลเลย์ เขาเล่าว่าสมัยที่เขาทำงานใหม่ๆ ตอนนั้นเขาได้ทำงานให้บริษัทไอทีแห่งหนึ่ง ความโชคร้ายคือหัวหน้าของเขาที่เป็นเจ้าของบริษัทนั้นเป็นคนบริหารงานไม่เป็น ทุกอย่างในบริษัทเลยพังเละเทะไปหมด และนั่นทำให้ตัวเบนต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก สถานะทางการเงินของเขาย่ำแย่มาก จนไม่มีเงินพอจะซื้อแอร์ให้ภรรยาและลูกเล็กๆทั้งสามคนในช่วงที่อากาศร้อนมากๆได้

แล้วมีอยู่วันหนึ่ง พ่อของเบนก็มาเยี่ยมเขากับครอบครัว เมื่อพ่อเห็นสถานการณ์ทุกอย่างในบ้าน พ่อก็พูดกับเบนว่า

“ลูกรู้ไหม อะไรคือของราคาถูก?”

เบนตอบว่าไม่รู้ พ่อเลยพูดกับเขาว่า “ดอกไม้ ดอกไม้คือของราคาถูก แล้วลูกรู้อีกไหมว่า อะไรคือของราคาแพง?” เบนบอกว่าไม่รู้เช่นกัน พ่อเลยเฉลยกับเขาว่า “การหย่าร้างคือของราคาแพง” 

สิ่งที่พ่อของเบนบอกคือกำลังเตือนให้เบนรู้ว่า อะไรบางอย่างในชีวิต หากเราไม่ยอมเปลี่ยนหรือจ่ายเพื่อมันเลย สุดท้ายราคาปัญหาที่เราต้องจ่ายจะแพงจนเราต้องเสียใจ อย่างเช่น “การหย่าร้าง”

ซึ่งโชคดีมากครับว่าเบนเข้าใจสิ่งที่พ่อเตือน และเขาก็ลงมือเปลี่ยนแปลงด้วยการบอกลาบริษัทเก่าในทันที และรีบหางานใหม่ที่พอให้เขาและครอบครัวไม่ลำบากเหมือนแต่ก่อน ซึ่งกลายเป็นว่าหลังจากนั้นชีวิตเขาก็เข้าที่เข้าทางมาเรื่อยๆ จนทำให้เขาได้มีโอกาสรู้จักกับพาร์ทเนอร์ที่ทำให้เขาก้าวมาสู่ความสำเร็จทุกวันนี้

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีแบบเบนนะครับ

เมินเฉยต่อการแจ้งเตือนจนสุดท้ายชีวิตก็เอาคืนอย่างรุนแรง

อาเรียนนา ฮัฟฟิงตัน ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ชื่อดังของโลกอย่างฮัฟฟิงตันโพสท์

ในปี 2007 มีอยู่วันหนึ่ง อยู่ดีๆอาเรียนนาก็ล้มลงไปกับพื้นและจมอยู่บนกองเลือดตัวเองซึ่งเกิดจากกระดูกแก้มที่แตกตอนกระแทกพื้น เหตุผลที่เธอฟุบสลบลงไปอย่างนั้นก็เป็นเพราะเธออ่อนเพลียมากๆครับ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอนอนเพียงวันละ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น และใช้เวลากว่า 18 ชั่วโมง ไปกับการทำงานเพื่อปลุกปั้นฮัฟฟิงตันโพสท์

แต่เหตุการณ์ที่เธอถูกหามส่งเข้าโรงพยาบาล ก็เป็นจุดพลิกผันที่ทำให้อาเรียนนาเปลี่ยนตัวเองใหม่ ซึ่งเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าเธอโชคดีมากที่เธอไม่ตาย โดยหลังจากเหตุการณ์นั้นเธอก็สัญญากับตัวเองว่า เธอจะไม่ประมาทหรือปล่อยตัวเองให้อยู่ในสถานการณ์เฉียดตายแบบนี้อีกแล้ว เธอเลยกลายเป็นคนที่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพและให้ความสำคัญเรื่องการพักผ่อนมากๆ

ซึ่งต้องบอกเลยนะครับว่า เคสของอาเรียนนาถือว่าโชคดี

บางคนไม่มีโอกาสได้แก้ตัว

เช่นเรื่องราวของช่างตัดผมคนนี้ หลายปีก่อนผมได้ยินเรื่องช่างตัดผมดาวรุ่งคนหนึ่ง เธอคนนี้เป็นคนมีฝีมือด้านการทำผมจนคิวนัดลูกค้าแน่นเอี้ยดตลอดเวลา และด้วยความที่เธออยากสร้างเนื้อสร้างตัวได้เร็วๆ เธอก็เลยโหมรับงานลูกค้าตลอดทั้งวันและแทบทุกวัน จนไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าวหรือนั่งพัก ซึ่งเธอทำแบบประจำหลายปีเลยครับ จนมาวันหนึ่งเธอถูกพาส่งเข้าโรงพยาบาล จากนั้นอีกสองวันเธอก็เสียชีวิตลง ในวัยที่ยังไม่ถึงสี่สิบและต้องจากลูกสาวเล็กๆ หนึ่งคนไป

เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องสุดเศร้าเรื่องหนึ่ง แต่ก็เป็นอุทาหรณ์ที่ทำให้ใครหลายคนได้กลับมาคิดทบทวนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของตัวเอง ซึ่งผมเชื่อว่า ก่อนหน้าที่ช่างตัดผมคนนี้จะเสียชีวิต คงมีคนรอบตัวเตือนเธอเรื่องหยุดทำงานหนักบ้างแล้ว หรือร่างกายเธออาจเคยแสดงอาการผิดปกติอะไรบางอย่างให้เห็น แต่เพราะความที่ไม่หยุด สุดท้ายชีวิตก็หยุดเธอเอง ซึ่งนี่เป็นเคสที่โชคร้ายที่สุดครับ

สุดท้าย เหตุผลที่ผมเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ ก็เพราะอยากชวนคิดเรื่องอันตรายของความประมาทครับ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องทำงานหนัก หรือทำงานผิดที่ผิดทางเท่านั้น แต่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามแต่ ที่คุณรู้แก่ใจว่ามันไม่ถูก ไม่ควร อันตราย หรือเกินพอดี ผมคิดว่าแง่คิดนี้สามารถนำปรับใช้ได้ ว่าคุณจะยอมเปลี่ยนตัวเองในระยะที่เท่าไร 300, 29 หรือ 1 แต่ถึงอย่างไร ก็อย่าลืมนะครับว่ายิ่งปล่อยไว้นาน ความรุนแรงจะยิ่งเพิ่มขึ้นเสมอ 

จากเรื่องนี้ ผมเลยคิดครับว่า “คนที่ประมาทแล้วรอดตัวได้เรื่อยๆ เป็นคนที่น่าเห็นใจที่สุด เพราะเขาไม่มีทางได้รู้ตัวเลยว่า ทุกครั้งที่เขารอดตัวไปได้ เขากำลังเข้าใกล้วิกฤติที่แสนเจ็บปวดอยู่”