NEWSWORLD NEWSอนาคตของ 'ผู้หญิงชาวอัฟกัน' จะเป็นอย่างไรภายใต้ยุคตาลีบัน

อนาคตของ ‘ผู้หญิงชาวอัฟกัน’ จะเป็นอย่างไรภายใต้ยุคตาลีบัน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มตาลีบันได้ประกาศชัยชนะหลังจากยึดกรุงคาบูล เมืองหลวงได้สำเร็จ ผู้คนทั่วโลกต่างหวาดกลัวและกังวลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในอัฟกานิสถาน โดยเฉพาะสำหรับ “ผู้หญิง”

เราต่างเกรงกลัวว่า ‘ยุคมืด’ จะกลับมาอีก แต่ก็คาดเดาได้ยากว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เพราะการยึดประเทศครั้งนี้ของกลุ่มติดอาวุธอิสลามเกิดความรุนแรงน้อยกว่าที่คาดคิด เนื่องจากหลายๆ เมืองยอมตกอยู่ภายใต้การปกครองโดยไม่ขัดขืน ประกอบกับกลุ่มตาลีบันที่ออกมาแสดงภาพลักษณ์ใหม่ว่า ตนมาอย่าง ‘สันติ’ และไม่รุนแรงเหมือนครั้งก่อน

พร้อมกับแถลงการณ์ว่าจะ ‘เคารพสิทธิสตรี’ ตามกฎของศาสนาอิสลาม มีการแจกผ้าคลุมศีรษะตามบ้าน เพื่อแสดงออกว่าสนับสนุนให้ผู้หญิงออกมาเรียนและทำงาน 

Advertisements

อย่างไรก็ตาม หลายคนไม่เชื่อเช่นนั้น เราจึงได้เห็นภาพเหตุการณ์ประชาชนชาวอัฟกันจำนวนมาก พยายามหนีขึ้นเครื่องบินเพื่อออกจากประเทศ และผู้หญิงหลายคนต้องหลบซ่อนเพราะกลัวถูกทำร้าย

เหตุใดการกลับมาของกลุ่มตาลีบันถึงเป็นเรื่องน่าหวาดกลัวสำหรับผู้หญิงเช่นนี้?

เรามาย้อนดูกันดีกว่าว่าชีวิตของผู้หญิงภายใต้ยุคตาลีบันเป็นอย่างไร 

ชีวิตของผู้หญิงภายใต้กลุ่มตาลีบันยุค 90

ในปี 1995 เมื่อกลุ่มตาลีบันเริ่มเข้ามามีอำนาจ ชีวิตของผู้หญิงในอัฟกานิสถานก็เปลี่ยนไป ‘บูร์กา’ (Burqa) หรือผ้าคลุมแบบหัวจรดเท้ากลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ผู้หญิงเหล่านี้ถูกบังคับให้อยู่ในบ้าน และจะออกนอกบ้านได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ชายในครอบครัวคอยกำกับเท่านั้น

พวกเธอถูกห้ามไม่ให้ทำงาน ห้ามไม่ให้เรียนหนังสือ ห้ามดูทีวี ห้ามฟังเพลง และห้ามแม้กระทั่งการส่งเสียงหัวเราะ เรื่องความสวยความงามยิ่งเป็นสิ่งต้องห้าม หากถูกพบเห็นว่าทาเล็บ อาจถูกถอดเล็บและทำร้ายร่างกายเพื่อเป็นการสั่งสอนได้ 

ผู้หญิงเหล่านี้รู้สึกว่าตนก็ไม่ต่างจาก ‘นักโทษในบ้านตัวเอง’

แต่การไม่ค่อยได้ออกไปไหนก็ไม่ได้หมายความว่าโอกาสที่จะถูกรังควานน้อยลง เพราะกลุ่มตาลีบันบังคับให้มีการปักธงสีขาวไว้บนหลังคาบ้านที่มี ‘ลูกสาว’ 

แม้จะอ้างว่าเพื่อกันไม่ให้ผู้อื่นมายุ่ง แต่จริงๆ แล้วคือการอำนวยความสะดวกให้คนเหล่านั้นมาเลือกเด็กสาวไปแต่งงานด้วย ราวกับการเลือกซื้อสินค้าต่างหาก

การสูญเสียคนในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ หญิงสาวผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันคนหนึ่งเล่าว่า พ่อของเธอปฏิเสธการแต่งงาน เมื่อหนึ่งในสมาชิกกลุ่มตาลีบันต้องการแต่งงานกับน้องสาวของเธอ ในวันรุ่งขึ้นพ่อของเธอจึงกลายเป็นศพถูกทิ้งไว้หน้าบ้าน

ความสูญเสีย การถูกฆ่า การถูกทารุณกรรมเกิดขึ้นเป็นชีวิตประจำวัน ช่วงเวลาแห่งความน่ากลัวนี้ไม่ต่างจากนรกบนดิน อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงนี้ลดลงไปเมื่อกลุ่มตาลีบันหมดอำนาจในปี 2001

ชีวิตใหม่หลังกลุ่มตาลีบันสิ้นอำนาจ

ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของชาวอัฟกานิสถานได้มีการพัฒนาขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

Advertisements

ผู้หญิงมีสิทธิเสรีภาพและได้รับการศึกษามากขึ้น ตอนช่วงปี 1999 ไม่มีเด็กผู้หญิงเพียงสักคนเดียวในโรงเรียนมัธยม และจากทั้งประเทศ มีเพียง 9,000 คนเท่านั้นที่ได้รับการศึกษาระดับประถม แต่ในปี 2003 ไม่กี่ปีหลังจากตาลีบันหมดอำนาจ มีเด็กผู้หญิงกว่า 2.4 ล้านคนที่ได้รับการศึกษา ตัวเลขนั้นได้เพิ่มขึ้นเป็น 3.5 ล้านคนในปัจจุบัน และกว่า 1 ใน 3 จากนักศึกษาทั้งหมดในมหาวิทยาลัยเป็นผู้หญิง

นอกจากนั้นผู้หญิงยังออกมาทำงานและใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการมีตำแหน่งทางการเมืองหรือเป็นเจ้าของกิจการ ในปี 2019 มีผู้หญิงชาวอัฟกันมากกว่า 1,000 คนเริ่มตั้งต้นธุรกิจของตัวเอง

โชคร้ายที่ความก้าวหน้าเหล่านี้กำลังจะสิ้นสุดลง

สูญสิ้นอิสระเมื่อฝันร้ายกลับมาอีกครั้งในปี 2021

แม้จะมีการแถลงการณ์ว่าจะเคารพสิทธิสตรี แต่การกระทำของกลุ่มตาลีบันกลับออกมาตรงกันข้าม

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รูปผู้หญิงที่ไม่สวมผ้าคลุมศีรษะบนป้ายโฆษณาต่างๆ ถูกฉีกทิ้งและทาสีทับ มีการเข้าไปตามบ้านและสถานที่ทำงานเพื่อข่มขู่ผู้หญิงและคนในครอบครัว

และแล้วความกลัวที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้น เพราะเมื่อวันที่ 17  สิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้หญิงถูกยิงเสียชีวิตเพียงเพราะไม่สวมผ้าคลุมศีรษะ

Rena Amiri ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองการปกครองเกี่ยวกับอัฟกานิสถานกล่าวว่า “กลุ่มตาลีบันใหม่ที่เราเห็นนี้ไม่ใช่กลุ่มที่ ‘ดีกว่า’ สำหรับผู้หญิงอย่างที่พวกเขากล่าวอ้าง แต่เป็นกลุ่มตาลีบันที่มีกลยุทธ์โหดร้ายกว่าและน่าสะพรึงเสียยิ่งกว่าในอดีต”

หลายวันที่ผ่านมาในกรุงคาบูลมีกลุ่มสตรีออกมายืนถือป้ายประท้วง ด้วยความกลัวว่าสิทธิและเสรีภาพของตนจะถูกลิดรอน นับเป็นเรื่องที่กล้าหาญอย่างมากท่ามกลางสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้ 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่เป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ต้องรีบซ่อนตัว เพราะพวกเขาถูกบุกตามหาตัวทันที ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่กลุ่มตาลีบันยึดอำนาจสำเร็จ

“โอกาสที่ถูกสร้างในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาได้หายไปแล้ว กลุ่มตาลีบันไม่สนใจว่าผู้หญิงจะมีความสามารถไหม เพราะสิ่งนี้ไม่สอดคล้องกับแนวคิดอันสุดโต่งที่พวกเขาเชื่อ และเราบอกไม่ได้เลยว่ากลุ่มตาลีบันจะสนับสนุนและให้อิสระผู้หญิงจริงๆ ไหม เพราะประโยคของพวกเขาที่บอกว่า ‘เคารพตามกฎของอิสลาม’ นั้นไม่ได้ต่างจากที่พวกเขาพูด 20 เมื่อปีที่แล้วเลย” Rena Amiri กล่าว

อ้างอิง
https://bit.ly/3Dal270
https://bbc.in/37Y41P4
https://bit.ly/3geVT13
https://bit.ly/2W07tq4

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#society

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

Metaverse กับการช่วยเหลือจิตใจ มุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไป

“แต่จริงๆ แล้ว Metaverse อาจช่วยชีวิตคนก็เป็นได้” นี่อาจฟังดูเป็นประโยคที่เป็นไปไม่ได้จากอีลิตที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้ว Metaverse สามารถทำให้เราเข้าใจและรับมือกับความเจ็บปวด ความเศร้าและอคติในสังคมได้มากขึ้น

Arcane ผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ จากค่ายเกมที่ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม!?

เปิดจักรวาลความบันเทิงครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กับซีรีส์ที่หยิบยกเนื้อหามาจากเกม LoL (League of Legends) โดย Riot Games ค่ายเกมผู้ถูกตั้งแง่โดยแฟนๆ ว่า “ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม” แต่ตามทฤษฎีได้บอกไว้ว่า “เกมไหนกาก แปลว่าเกมนั้นดัง” ดังนั้นจึงไม่น่าห่วงอะไร (มั้ง!?)

ไม่แปลกที่จะ “แปลก” เมื่อความแปลกมีพลังกว่าที่คิด!

วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดี กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan ที่จะมาเปลี่ยน “ความแปลก” ของเราให้กลายเป็นพลัง และสอนให้เราเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ไปดูเรื่องราวโดยสรุปของหนังสือเล่มนี้กัน
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน