อดเปรี้ยวไว้กินหวาน

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • มีคนถามผมเสมอว่าทำนู้นนี่นั้นไปทำไม ไม่เบื่อบ้างหรอ แค่ทำงานก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ผมอยากให้ลองอ่าน 2 เรื่องนี้(ในบทความ) เรื่องของการเก็บเตียง และการทดลองมาร์ชแมลโลว์
  • ถ้าคุณฝึกตัวเองบ่อยๆ แล้วคุณจะพบว่า “การอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ส่งผลต่ออนาคตของคุณมากแค่ไหน”

ขณะที่เขียนบทความนี้ผมกำลังเดินทางกลับจากประเทศเกาหลีใต้ พร้อมกับหอบโปรเจคใหม่ๆกลับมาเมืองไทยด้วยอีกเพียบ ทริปนี้เป็นอีกทริปที่ถือว่าได้งานเยอะกว่าที่คาดไว้เยอะ 

ขณะที่เครื่องบินกำลังขึ้นผมนั่งทบทวนถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า นอกจากเรื่องงานที่ค่อนข้างยุ่งมากตามปกติแล้ว เป้าหมายที่เป็น “เป้าหมายสำหรับปีใหม่” (New Year resolution) ของเดือนนั้น ผมทำสำเร็จรึเปล่า

ในเดือนมกราคมนั้นผมตั้งเป้าไว้ว่าจะวิ่งให้ได้ 300 กม ผมวิ่งไปได้ 285 กม. ตกเป้าไปเล็กน้อย

ในเดือนกุมภาพันธ์ผมตั้งเป้าจะเขียนบทความให้ได้ 10 บทความ จบเดือนเขียนไปได้ 15 บทความ รวมบทความที่เขียนให้ Momentum กับ Marketeer ด้วย ถือว่าทำได้ดีตามเป้าหมาย แถมมีทำ podcast ติดไม้ติดมือมาอีกเล็กน้อยด้วย เดี๋ยวเดือนนี้จะเพิ่ม podcast กับ Facebook live ให้มากขึ้น

มีคนถามว่าทำไปทำไม ไม่เบื่อหรือเหนื่อยบ้าง แค่ทำงานทั้งวันกลับบ้านยังต้องมาเขียนบทความอีก ไม่อยากเอาเวลาไปทำอย่างอื่นบ้างเหรอ

ตอบเลยครับว่าเหนื่อยและเบื่อและอยากเอาเวลาไปดู Walking Dead มากกว่าเยอะ เหมือนอย่างตอนนี้ที่ผมนั่งอยู่บนเครื่องบินผมก็อยากเอาเวลาไปดูหนังมากกว่า แต่ก็ตัดใจเอาหนังสือมาอ่าน แน่นอนดูหนังย่อมสนุกกว่าอ่านหนังสืออยู่แล้ว และดู Walking Dead ย่อมสนุกกว่าเขียนบทความอยู่แล้ว

แล้วจะทำเรื่องไม่สนุกไปทำไม?

อันนี้ไม่ได้เขียนเอาหล่อ แต่พอมีทางเลือกแบบนี้ผมจะนึกถึง การทดลองมาร์ชแมลโลว์ (The Marshmallow Test) ตลอดเวลาเลยครับ หลายท่านคงเคยอ่านมันมีการทดลองนึงที่ให้เด็กเข้าไปอยู่ในห้องแล้วเอา มาร์ชแมลโลว์ มาไว้บนโต๊ะแล้วบอกว่าจะกินเลยก็ได้ หรือถ้ารอก็ได้ แต่ถ้ารอยังไม่กินตอนนี้จะได้เพิ่มอีก หรืออะไรประมาณนี้ ผมจำรายละเอียดการทดลองเป๊ะๆไม่ได้แล้วครับ

ก็มีทั้งเด็กที่อดใจไม่ไหวกินเลยกับเด็กที่รอ คนที่ทำการทดสอบนี้เขาก็ติดตามผลของเด็กเหล่านี้ไปจนโต ผลปรากฏว่าเด็กที่มีความอดกลั้นในการรอ (delay gratification) ได้มากกว่า มีผลการเรียนที่ดีกว่า มีรายได้ดีกว่า มีชีวิตคู่ที่ดีกว่า ฯลฯ โดยสถิติเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ สรุปคือ

ความสามารถในการอดเปรี้ยวไว้กินหวานของเรานั้น จะส่งผลต่ออนาคตของเรามากทีเดียว

เรื่องเล่าธรรมดาๆ ที่ผมชอบมาก

ในปี 2014 นายพล วิลเลียม เอช. แมคราเวน (William H McRaven) กลับไปพูดให้กับบัณฑิตของ มหาวิทยาลัยเทกซัส ออสติน (University of Texas at Austin) ในวันจบการศึกษา เกี่ยวกับชีวิตการเป็น หน่วยรบพิเศษแห่งกองทัพเรือสหรัฐ (Navy SEAL) ของเขา

หน่วยรบพิเศษ นั้นขึ้นชื่อเรื่องการฝึกซ้อมที่เข้มข้น ดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำกลางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเที่ยงคืนที่อากาศหนาวเหน็บ การซ้อมแบบข้ามวันข้ามคืน การวิ่งขึ้นเขาระยะทางยาวๆพร้อมแบกอุปกรณ์เต็มหลัง ฯลฯ หลักสูตรการฝึกนี้ได้ชื่อว่าทรหดที่สุดแห่งนึงของโลกและแต่ละปีมีคนจำนวนมากที่ยอมแพ้ฝึกต่อไม่ไหว

แต่สิ่งที่นายพล แมคราเวน อยากจะมาเหล่าให้เหล่าบัณฑิตฟังในวันนั้นไม่ใช่เรื่องเหล่านี้เลย
แต่เป็นเรื่องของ “การเก็บเตียง” ครับ

เรื่องของการเก็บเตียง

นายพล แมคราเวน เล่าว่า “ทุกเช้าครูฝึกของพวกเราจะเข้ามา และสิ่งแรกที่พวกเขาจะทำคือตรวจเตียงนอนของเรา ถ้าพวกเราเก็บเตียงได้อย่างถูกต้อง ผ้าปูจะต้องตึง มุมจะต้องตั้งฉาก หมอนจะต้องอยู่ตรงกลางแบบพอดีเป๊ะๆ และผ้าห่มจะต้องถูกพับอย่างปราณีตที่ปลายเตียง

มันเป็นงานที่ง่าย ง่ายมากจนจะเรียกว่าน่าเบื่อก็ได้ แต่ทุกเช้าเราต้องจัดเตียงของเราให้สมบูรณ์แบบ ในตอนนั้นมันดูเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะนิดหน่อย เพราะพวกเราตั้งใจจะมาฝึกเป็นนักรบ เรื่องการจัดเตียงไม่เห็นน่าจะเกี่ยวอะไร แต่ข้อคิดที่ได้จากการจัดเตียงง่ายๆ นี้ได้สอนบทเรียนที่มีค่าให้ผมมาตลอดชีวิต

ถ้าคุณจัดเตียงในตอนเช้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นหมายถึงว่าคุณได้ทำงานชิ้นแรกของวันเสร็จไปแล้ว ความรู้สึกภูมิใจกับความสำเร็จเล็กๆ นี้เอง ที่เป็นแรงผลักดันให้คุณทำงานอื่นต่อไป และงานอื่นต่อไปอีก

เมื่อจบวัน การจัดเตียงในตอนเช้าได้ส่งผลให้งานจำนวนมากของคุณในวันนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะถ้าคุณทำงานเล็กๆ ไม่สำเร็จ ก็ยากที่จะทำงานใหญ่สำเร็จ แต่ถ้าหากว่าวันนั้นบังเอิญเป็นวันที่แย่ๆ ของคุณแล้วคุณกลับมาบ้านเจอเตียงที่จัดอยู่อย่างสมบูรณ์แบบ นี่ก็เป็นเครื่องเตือนใจและแรงพลักดันที่จะบอกคุณว่า โอกาสของพรุ่งนี้ยังมีอยู่เสมอ”

ผมเห็นด้วยกับท่านนายพลมากเลยครับ มันคือ snowball effect (ผลกระทบของก้อนหิมะ) ที่ผมเคยเขียนไว้ตอนต้นเดือนนั่นเอง การที่ผมเลือกเขียนบทความแทนที่จะดูซีรีส์ แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กมากๆ แต่การเอาชนะใจตัวเองนิดเดียว ทำให้ผมมีแรงฮึดไปทำเรื่องที่ใหญ่กว่านี้ต่อได้ หรือการที่ผมยอมกัดฟันตื่นไปวิ่งตอนเช้าทั้งๆที่อยากนอนต่อได้ก็เป็นเรื่องเดียวกัน

คุณเชื่อไหมครับว่าแรงจากการชนะใจตัวเองเพียงเล็กๆเหล่านี้ เมื่อผลของมันมารวมกันเยอะๆมันเปลี่ยนชีวิตคนได้ ทำความฝันให้เป็นจริงได้

ยกตัวอย่างเรื่องตัวผมเองก็ได้

ผมเขียนหนังสือมาแล้ว 4 เล่ม ตอนนี้กำลังเขียนเล่มที่ 5 อยู่ซึ่งเสร็จไปกว่าครึ่งเล่มแล้ว หนังสือทั้งหมดของผมพิมพ์รวมกันเลยแสนเล่มไปเยอะแล้ว แต่ทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นมาจาก บทความในเฟสบุ๊คหนึ่งบทความและไลค์แค่สามไลค์! แค่นั้นจริงๆ ครับ

ผมเริ่มเขียนบทความแรก ในเฟสบุ๊กมีคนมาไลค์ 3 คน บทความต่อไปมี 5 คนและเพิ่มขึ้นไปนิดหน่อยเป็น 7 คนบ้าง 10 คนบ้าง จนกระทั่งมีเพื่อนคนนึงบอกผมตรงๆว่า “เอาจริงๆนะ อย่าโกรธกูเลยนะ ที่มึงเขียนเนี่ยมันอ่านไม่รู้เรื่องเลยว่ะ มันวนไปวนมา” และก็ได้เพื่อนคนนี้เองที่ช่วยแก้บทความของผมให้

ตอนนั้นเอาจริงๆ ว่าจะเลิกเขียนอยู่เพราะไม่รู้จะเขียนไปทำไม ไม่เห็นมีใครสนใจเท่าไร คิดว่าเอาเวลาไปเที่ยวเล่นดูหนังเหมือนเดิมดีกว่า จะมาเขียนอะไรทำไม แต่ก็กัดฟันว่าเขียนๆ ไปเหอะเดี๋ยวมันน่าจะดีเอง โดยพยายามขอ ข้อเสนอแนะ (feedback) จากคนรอบข้างให้ช่วยวิจารณ์งานเขียนหน่อย แล้วก็ปรับปรุงกันไปตามอัตภาพ

จนในที่สุดมีคนแชร์บทความไปเข้าตา บ.ก. ท่านหนึ่ง ที่กรุณาชวนผมไปเขียนหนังสือ ซึ่งสาบานเลยว่าตอนออกหนังสือเล่มแรก ผมละกลัวเขาพิมพ์แล้วขายไม่หมดมาก กะว่าถ้าพิมพ์แล้วขายไม่หมดจะเหมาไว้เอง แต่ปรากฏว่าหนังสือเล่มแรกของผมได้พิมพ์ไปหลายรอบมาก เป็นหนังสือ best seller เล่มหนึ่งเลยทีเดียว เป็นที่มาของหนังสือเล่มสอง สาม และสี่ตามมา

เป้าหมายของผมในเดือนมีนาคมนอกเหนือจากเรื่องงานคือ ต้องไปบรรยายให้เยอะมากๆให้ได้ เดือนนี้เลยรับงานบรรยายทุกงานที่มีเข้ามาเลยโดยไม่ปฏิเสธเพราะถือว่าเป็นการได้ประชาสัมพันธ์การรีแบรนด์รอบใหม่ของเราไปด้วยในตัว

ปรากฏในเดือนมีนาคม มีบรรยายที่ยืนยัน มาแล้วทั้งหมดตอนนี้ 15 งาน ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด ซึ่ง 15 งานนี่ต้องบอกว่าเยอะมากๆ นะครับ เพราะอย่าลืมว่าผมไม่ได้มีอาชีพเป็นนักพูดนะครับ ดังนั้นผมต้องจัดสรรเวลาแบบดีมากๆ เลยไม่งั้นเละแน่นอน เพราะงานที่ศรีจันทร์เดือนนี้ก็ยุ่งไม่แพ้กัน

ผมเชื่อว่าการบรรยาย 15 ครั้งในเดือนมีนาคมนี้ก็จะเกิด snowball effect (ผลกระทบของก้อนหิมะ) ไม่แพ้สิ่งที่เกิดในเดือน มกราคม กับ กุมภาพันธ์ เช่นกันครับ 

อย่าเพิ่งหยิบ มาร์ชแมลโลว์ ก้อนนั้นมากินเลยนะ

ที่เขียนมาทั้งหมดอยากจะบอกว่า อย่าเพิ่งรีบหยิบมาร์ชแมลโลว์ก้อนนั้นมากินเลยนะ ฝึกความอดทนเข้าไว้ แล้วคุณจะ “ชาชิน” กับความอยากกินมาร์ชแมลโลว์ครับ 

  • ถ้าคุณฝึก แม้กลับบ้านมาเหนื่อยๆ ความอยากดู Game of Throne ของคุณจะน้อยลงอีกหน่อย คุณจะอยากหยิบหนังสือมากอ่านมากขึ้นอีกนิด
  • ถ้าคุณฝึก แม้ง่วงแค่ไหนคุณจะอยากกดเลื่อนนาฬิกาปลุกของคุณน้อยลงอีกหน่อย คุณจะอยากออกไปวิ่งมากขึ้นอีกนิด
  • ถ้าคุณฝึก แม้หิวแค่ไหน คุณจะอยากกินเค้กก้อนนั้นน้อยลงอีกหน่อย คุณจะอยากกินผลไม้มากขึ้นอีกนิด
  • ถ้าคุณฝึก แม้ยากแค่ไหน คุณจะอยากไปร่วมวงนินทาเพื่อนร่วมงานของคุณน้อยลงอีกหน่อย คุณจะอยากจดจ่อกับงานตรงหน้าและทำมันให้ดีที่สุดมากยิ่งขึ้น 
ทำแค่วันสองวันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ แต่ถ้าคุณทำติดต่อกันเป็นปีๆ เงยหน้ามามองอีกที คุณก็วิ่งแซงคนอื่นไปไกลแบบไม่เห็นฝุ่นแล้วครับ 🙂