NEWSสมมูนอธิบาย “ทำไมปัจจุบันนี้ไวรัสโควิด-19 มีหลายสายพันธุ์จัง!”

สมมูนอธิบาย “ทำไมปัจจุบันนี้ไวรัสโควิด-19 มีหลายสายพันธุ์จัง!”

ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานและน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน มีการพูดถึงสายพันธุ์ใหม่ๆ เกือบทุกสัปดาห์ ข้อมูลข่าวสารละลานตาไปหมด ทำเอาหลายคนตื่นตระหนกได้ง่ายๆ

แต่สิ่งที่หลายคนอาจสงสัยเหมือนกันคือ “ทำไมถึงมีสายพันธุ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เลย!?!” 

วันนี้สมมูนเลยอยากจะมาแบ่งปันความรู้แบบเข้าใจง่าย ว่าเหตุใดโควิด-19 จึงมีสายพันธุ์มากมายขนาดนี้ โดยการพาไปรู้จักการทำงานของไวรัส ทำไมถึงกลายพันธุ์ และทำไมสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ถึงระบาดรุนแรงกว่าเดิม

Advertisements

เราไปหาคำตอบกันดีกว่าว่าเป็นเพราะเหตุใด และเราจะหยุดการกลายพันธุ์นี้ได้อย่างไร

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าไวรัสทำงานอย่างไร

เป้าหมายของไวรัสคือการเพิ่มจำนวนไวรัสไปเรื่อยๆ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ไวรัสไม่สามารถขยายพันธุ์โดยการแบ่งเซลล์ (Cell Division) แบบสิ่งมีชีวิตได้  เพราะไวรัสไม่ถูกจัดว่าเป็นเซลล์ เนื่องจากไม่มีเยื่อหุ้มเซลล์

ดังนั้นไวรัสจึงต้องอาศัยเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ​ เพื่อขยายพันธุ์

การเพิ่มจำนวนของไวรัส (Viral Replication) เริ่มเมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายและพยายามยึดเกาะกับผิวเซลล์ที่มีลักษณะจำเพาะเจาะจง หรือที่เราเรียกว่า Receptor เมื่อยึดเกาะได้แล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนต่างๆ เพื่อ ‘ยึด’ ระบบการทำงานและเมตาบอลิซึม (Metabolism) ในเซลล์ของโฮสต์เพื่อใช้ในการสร้าง ร่างจำลองของตัวเองขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

แต่ใครๆ ก็ทำพลาดบ้าง แม้กระทั่งไวรัส!

ในระหว่างขั้นตอนการเพิ่มจำนวนนี้เอง มีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดและการกลายพันธุ์ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ (Variants) นั่นเอง

จริงๆ แล้วการกลายพันธุ์ของไวรัสเกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา แต่ส่วนใหญ่ความผิดพลาดนี้ไม่ได้ทำให้ไวรัสต่างจากเดิมมากนัก หรือไม่ก็ทำให้ไวรัสอ่อนแอลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างของโปรตีน (Protein Configuration) 

เราเรียกการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนี้ว่า “Drift” โดยส่วนใหญ่แล้วภูมิคุ้มกันจะจดจำหน้าตาของเหล่าไวรัสนี้ได้อยู่ จึงทำหน้าที่ของมันต่อไปได้

แต่หลายๆ ครั้งการกลายพันธุ์ก็รุนแรง อย่างสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ระบาดในตอนนี้!

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

เมื่อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก (หรือที่เรียกว่าการ “Shift”) อาจทำให้การตรวจหาไวรัสด้วยเครื่องมือที่มีอยู่แล้วยากขึ้น หรือการรักษาที่มีอยู่อาจไม่ได้ผล เพราะหน้าตาของไวรัสนั้นแตกต่างไปจนภูมิคุ้มกันไม่ตอบสนอง

ด้วยเหตุนี้ คนที่เคยติดโควิดแล้วอาจติดซ้ำได้ และวัคซีนบางชนิดที่เคยทำงานได้ดี จึงมีประสิทธิภาพต่ำเมื่อเจอกับสายพันธุ์ใหม่บางสายพันธุ์ 

การกลายพันธุ์แล้วเปลี่ยนไปอย่างไร?

การกลายพันธุ์ หรือ Mutation สามารถทำให้ ‘ส่วนไหนก็ได้’ ของไวรัสเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่นักวิจัยกังวลที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงบริเวณ ‘หนามโปรตีน’ (Spike Proteins) เนื่องจากหนามเหล่านี้มีส่วนช่วยให้ไวรัสเกาะตัวและระบาดเข้าสู่เซลล์ของโฮสต์ 

Advertisements

ในบรรดา “สายพันธุ์ที่น่าเป็นห่วง” (Variant of Concern) อย่าง Alpha, Beta, Delta และ Gamma ล้วนมีการกลายพันธุ์บริเวณ ‘หนามโปรตีน’ ทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้เอง สายพันธุ์เหล่านี้จึงมีการแพร่กระจายในอัตราที่สูงกว่า เพราะยิ่งหนามโปรตีนเกาะได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งระบาดได้ดีเท่านั้น

สายพันธุ์ Delta ที่ระบาดหนักอยู่ในตอนนี้มีการกลายพันธุ์ที่จุด L452R เหมือนกับสายพันธุ์ Epsilon ซึ่งมีคุณสมบัติในการจับตัวกับ ACE2 Receptors ของเซลล์ในมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เกิดการแพร่กระจายได้ง่าย หรือไม่ก็ที่จุด E484Q  เหมือนในสายพันธุ์ Gamma ซึ่งมีคุณสมบัติในการแพร่เชื้อในกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกัน

เป็นเพราะโควิด-19 เป็นไวรัส RNA ด้วยไหมถึงกลายพันธุ์เก่ง?

เราสามารถแบ่งไวรัสตามประเภทกรดนิวคลีอิกได้สองประเภทคือ DNA และ RNA

ไวรัสชนิด DNA มีกลไกในการแก้ไขข้อผิดพลาด หากพบปัญหาระหว่างการขยายจำนวน (Replication) จะมีการเข้าไปซ่อมแซมให้ถูกต้อง ราวกับเป็นการพิสูจน์อักษรอย่างไรอย่างนั้น

ส่วนไวรัสชนิด RNA มักจะมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลาเพราะระบบ RNA-synthesizing ที่ใช้ในการคัดลอกจีโนมมักจะไม่มีกลไกในการแก้ข้อผิดพลาด ทำให้ไวรัส RNA กลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและหลบหลีกภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้เรื่อยๆ 

ดังนั้นสำหรับโควิด-19 แล้ว การกลายพันธุ์ถือเป็นเรื่องปกติเพราะเป็นไวรัส RNA อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์พบว่าโควิด-19 มีเอนไซม์พิเศษในการแก้ไขข้อผิดพลาดคล้ายๆ กับไวรัส DNA ทำให้อัตราการกลายพันธุ์ยังไม่สูงมาก หากเทียบกับไวรัส RNA ตัวอื่นๆ

ไวรัสจะหยุดกลายพันธุ์เมื่อไร?

ตราบใดที่ยังมีการระบาด ไวรัสก็มีโอกาสเพิ่มจำนวนเรื่อยๆ ซึ่งเท่ากับว่า โอกาสในการกลายพันธุ์และพัฒนาเป็นสายพันธุ์ใหม่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน แม้วัคซีนคุณภาพดีๆ ยังสามารถป้องกันสายพันธุ์ใหม่ได้อยู่ แต่ถ้าหากเราปล่อยให้ไวรัสมีโอกาสได้ขยายไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ก็มีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคตจะเกิดสายพันธุ์ที่สามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้อย่างสมบูรณ์ 

ดังนั้นกุญแจสำคัญในการหยุดการกลายพันธุ์คือการหยุดการระบาด 

สถานการณ์จะทุเลาลงได้ก็ต่อเมื่อประชากรทุกคนบนโลกเข้าถึงวัคซีนที่มีคุณภาพ ประกอบกับความรับผิดชอบต่อสังคมที่หลายๆ คนปฏิบัติมาอย่างดีโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือ สวมหน้ากาก และเว้นระยะห่าง 

สามารถชมวิดีโอที่พูดถึงการลดการกลายพันธุ์ ฉบับสั้นๆ เข้าใจง่ายจากองค์กรอนามัยโลกได้ที่นี่ >> https://bit.ly/3zBmyMJ

สมมูนหวังว่าคนไทยทุกคนจะได้ฉีดวัคซีนมีคุณภาพเร็วๆ นี้ และระหว่างที่รอวัคซีนก็ดูแลตัวเองด้วยนะคร้าบ สมมูนเป็นห่วง 



อ้างอิง:
https://bit.ly/3l1X4Ep
https://bit.ly/3x6c85W
https://ab.co/2WgndVr
https://bit.ly/3y0LNrr
https://bit.ly/2UGI4RC

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#society
#covid19

ติดตามข่าวสารอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/category/news/

Advertisements

Lastest

คนยุคใหม่ควรวางแผนการเงินอย่างไรดี? สรุปพอดแคสต์ MM X โค้ชหนุ่ม Money Coach

เพราะเรื่อง “เงิน” นั้นไม่เข้าใครออกใคร การเงินเป็นเรื่องของคนทุกเพศทุกวัย จะดีกว่าไหมถ้าเรามีแผนด้านการเงินที่ดี เพราะมีก่อน พร้อมกว่า และได้เปรียบกว่า โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกผันผวนเช่นนี้

Anthropocene Era: ธุรกิจในโลกยุคใหม่ที่ ‘เปลี่ยนไป’ จากน้ำมือมนุษย์ | MM Change Podcast EP.1341

Anthropocene Era: ธุรกิจในโลกยุคใหม่ที่ ‘เปลี่ยนไป’ จากน้ำมือมนุษย์

Hope Frozen: A Quest To Live Twice เมื่อวิทยาศาสตร์ถูกใช้เพื่อพิสูจน์รักนิรันดร์

Hope Frozen: A Quest To Live Twice ได้รับรางวัล “สารคดียอดเยี่ยม” จากเวที International Emmy Awards ตอนนี้สามารถหาดูได้แล้วใน Netflix ส่วนใครที่อยากจะดูเราอยากให้เตรียมใจไว้สักนิด ว่าอาจจะสะเทือนใจได้กับประเด็นของตัวสารคดี รวมถึงกระบวนการทำ ไครโอนิกส์ (Cryonics) อาจจะดูโหดร้ายไปสักหน่อย แต่เราอยากแชร์เรื่องราวนี้ไว้เพื่อพิสูจน์ว่ารักนิรันดร์มีอยู่จริง
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน