จะทำอย่างไรถ้าพรุ่งนี้น้ำท่วมโลก

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • “ถ้าพรุ่งนี้น้ำท่วมโลก พ่อจะทำยังไง?” “หนูอยากรู้ว่าพ่อจะเอางานไปทำด้วยไหม”​ คำถามที่ลูกสาวถามและทำให้ผมฉุกคิดได้หลายอย่าง
  • สถานการณ์ดังกล่าวช่วยให้ผมหยุดคิดปัญหาตรงหน้า และตระหนักว่าปัญหาที่เราเจออยู่นั้นเล็กไปเลย และยังเตือนใจได้ว่า ถ้ามีสถานการณ์โลกแตกขึ้นมาจริงๆ สัญชาติญาณเอาตัวรอดของเรานั้นไม่ยอมแพ้แน่นอน
  • เมื่อเจอปัญหา คนโดยมากมักประเมินความสามารถตัวเองต่ำ แต่จริงๆเรามี “ลูกฮึด” และ “ความสู้ไม่ถอย” กันทั้งนั้น เพียงแต่เราไม่รู้ตัว

ช่วงนี้งานของผมไม่ค่อยเป็นใจเท่าไร ทั้งเรื่องปัญหาภายใน ภายนอกรุมเร้าเต็มไปหมด ผมค่อนข้างรู้ตัวเลยว่าทำหน้าตาบูดบึ้งตลอดเวลา แม้ในยามอยู่บ้าน หน้าตาก็ดูอารมณ์ไม่ดี เชื่อว่าลูกผมก็คงรู้สึกได้ วันก่อนลูกสาวเลยเดินมาจับแขนแล้วถามผมว่า

“ถ้าพรุ่งนี้น้ำท่วมโลก พ่อจะทำยังไง?”

ตอนแรกที่ได้ยิน ผมก็งงๆ อึ้งๆ ตอบอะไรส่งๆไป แต่ลูกผมไม่พอใจคำตอบ อยากได้คำตอบแบบจริงๆ ใช้งานได้ ก็เลยคะยั้นคะยอให้ผมตอบจนได้ ผมเลยบอกกลับไปว่า “ก็ต้องต่อเรือแล้วหนีสิลูก”

“แล้วเรือใหญ่ไหม” “เอาใครไปได้บ้าง” “จะเอาหมาไปหมดไหม”

ผมเลยถามลูกว่าทำไมถึงถาม ลูกตอบว่า  “หนูอยากรู้ว่าพ่อจะเอางานไปทำด้วยไหม”

คำตอบนี้ทำให้ผมคิดอะไรได้หลายอย่าง

หนึ่งคือ การคิดถึงสถานการณ์ “โลกแตก” ช่วยให้ผมได้หยุดคิดปัญหาที่อยู่ตรงหน้า และได้ตระหนักว่า พอมองแบบนี้ ปัญหาที่เราเจออยู่นั้นมันเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อเทียบกับเรื่องน้ำท่วมโลกแบบที่ลูกผมถาม และถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมก็คงไม่เอางานไปทำด้วยแน่ๆ 

สองคือ การคิดถึงสถานการณ์ “โลกแตก” มันช่วยเตือนใจผมว่า ถ้าเกิดพรุ่งนี้น้ำท่วมโลก ซอมบี้ถล่ม หรือมนุษย์ต่างดาวบุกขึ้นมาจริงๆ สัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนเรานั้นไม่ยอมแพ้แน่นอน คือต่อให้ต้องหาทางต่อเรือ ปีนป่ายกำแพง วิ่งแทบขาดใจ ถือปืนยิงซอมบี้ เวลานั้นก็คงทำได้หมด

คือเวลาคนเราอยู่ในปัญหา โดยมากจะประเมินความสามารถตัวเองต่ำ เช่น คิดว่าทำไม่ได้หรอก ทำไมมันดูยากอย่างนี้ สงสัยไปต่อไม่ได้ แต่ถ้าลองคิดถึงสถานการณ์ “โลกแตก” ดู ผมว่ามนุษย์เรามี “ลูกฮึด” และ “สู้ไม่ถอย” กันทั้งนั้นครับ 


ปัญหาที่ถาโถมเข้ามาเหมือนน้ำท่วม

อย่างครั้งหนึ่ง เพื่อนผมเล่าเรื่องน้องนักเรียนคนหนึ่งให้ฟัง 

น้องผู้หญิงคนนี้เติบโตมาในครอบครัวที่พอมีฐานะ หน้าที่ของเธอก็คือเรียนอย่างเดียว จนกระทั่งวันหนึ่ง ตอนเรียนอยู่ชั้น ม. 4 ชีวิตของน้องก็พลิกผันสุดๆ เมื่อคุณพ่อซึ่งเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัวด่วนจากไปกะทันหัน 

ทิ้งเธอกับน้องชาย และแม่(ภรรยา) ที่ป่วยเรื้อรังนอนอยู่ที่บ้าน กับรถบรรทุกที่ไว้ใช้ทำงานอีกหนึ่งคัน และบ้านที่ยังติดผ่อนส่งหนึ่งหลัง

จากเด็กม.4 ที่มีหน้าที่เรียนเพียงอย่างเดียว ต้องกลายมาเป็นเสาหลักของครอบครัวแทน เธอต้องรับผิดชอบทั้งค่าผ่อนบ้าน ค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าเทอมตัวเองและของน้อง และยังจะมีค่ารักษาพยาบาลแม่อีก

ฟังเรื่องของเธอแล้ว ผมยังรู้สึกเครียดแทนเลยว่า ถ้าเราอายุเท่านั้น แล้วตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น จะทำอย่างไร

แต่ไม่น่าเชื่อครับว่า น้องผู้หญิงคนนี้เธอใจสู้จริงๆ หลังจากทุกข์กับความเศร้าและปัญหาต่างๆ ที่ประดังประเดถาโถมเข้ามา เธอก็ค่อยๆ ตั้งสติและพยายามคิดว่าจะเอาไงต่อดี สิ่งที่ทำตอนแรกคือ ขายรถบรรทุกของพ่อเพื่อนำเงินมาจุนเจือใช้จ่ายในบ้านก่อน 

จากนั้น เธอค่อยๆหาทางว่า จะหารายได้มาส่งตัวเองและน้องชาย รวมทั้งดูแลแม่อย่างไร ซึ่งเธอก็บังเอิญไปเห็นอินสตาแกรมของคนที่ขายครีม แล้วเห็นคนซื้อเยอะดี ก็เลยไปลองซื้อมาขายทางออนไลน์ดูบ้าง

ตอนแรกก็ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ด้วยความฮึดสู้และดิ้นรน เธอก็พยายามหาลู่ทางขายมาได้เรื่อยๆ จนขายดิบขายดี จากตอนแรกที่คิดแค่หาเงินพอเลี้ยงตัวให้อยู่รอด กลายเป็นว่าสร้างรายได้ได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้เธอมีเงินดูแลส่งเสียตัวเองและที่บ้าน รวมทั้งมีเงินผ่อนบ้าน(ซึ่งอีกไม่กี่ปีก็จะผ่อนหมดแล้ว) ทั้งที่น้องยังอายุไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ


ลูกฮึด

ตอนผมฟังเพื่อนเล่าเรื่องน้องคนนี้ ผมคิดเลยครับว่า ศักยภาพคนเรานี่มันสุดๆ   

ต่อให้ชีวิตพลิกผัน สถานการณ์กลับตาลปัตรแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอด โดยเฉพาะ “ลูกฮึด” มันพาเราฝ่าอุปสรรคปัญหาไปได้จริงๆ 

อย่างน้องผู้หญิงคนนี้ ถ้าเทียบก็คงไม่ต่างกับการตกไปอยู่ในสถานการณ์น้ำท่วมโลก ที่พอถึงหน้างานจริงๆ สุดท้ายเธอก็หนีมาได้สำเร็จ ทั้งที่ปัญหานั้นรุนแรงและยากที่จะรอดมาได้ก็ตาม

ฉะนั้น หากใครที่กำลังเครียดหรือกังวลว่า ตัวเองจะผ่านปัญหาไปได้หรือไม่ ลองจินตนาการเรื่อง “โลกแตก” ดูนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าจริงๆแล้ว คุณมีลูกฮึดเหลืออยู่อีกเยอะ

ผมว่าทุกคนมีทีเด็ดและร่างซุปเปอร์ไซย่าในตัวเองกันทั้งนั้น เพียงแค่เราไม่รู้ตัวว่า เรามีเท่านั้นเองครับ