My Way

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • สุดท้ายแล้วความสุขหรือทุกข์มันคือทัศนคติ ไม่ใช่เหตุการณ์ และหลายครั้งเรื่องร้ายๆมันก็ไม่ได้ร้ายเสมอไป บางคนเกิดมาต้นทุนต่ำมากๆ แต่ด้วยทัศนคติที่ดีและจิตใจที่เข้มแข็ง พวกเขาจึงพาตัวเองมายืนในที่ที่เขาอยากมาได้
  • ในเรื่องร้ายๆมีดีเสมอ ถึงจะเกิดมาขาด แต่สุดท้ายธรรมชาติจะชดเชยสิ่งอื่นๆมาให้เราเอง หรือถ้าหากเราพยายามมากพอ เสียสละมากพอ สุดท้ายวันหนึ่งเราก็จะได้สิ่งที่เราอยากได้

ขอตั้งชื่อบทความแบบนี้เลยแล้วกัน เพราะกำลังนั่งทำงานอยู่ดีๆ เพลง My Way ก็เล่นขึ้นมาในเพลย์ลิสต์ ทำให้ถึงกับต้องหยุดทำงานแล้วเปลี่ยนมาเขียนบทความนี้แทน 

คุณคิดเหมือนผมไหมครับ ว่าในที่สุดเมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึงแล้ว เราอยากร้องเพลง My Way นี่แหละให้กับตัวเอง อยากบอกกับตัวเองเหมือนในเพลงไหมครับว่า

ใช่ ฉันมั่นใจว่าคุณรู้ว่ามันเคยมีช่วงเวลา
ที่ฉันต้องทำสิ่งที่ยากเกินกว่าท่ีฉันสามารถทำได้
แต่เมื่อไรก็ตามที่ลังเลสงสัย
ฉันกลืนกินมันเข้าไปแล้วค่อยคายออกมา
ฉันเผชิญหน้าแล้วลุกขึ้นยืน
แล้วก็ทำมันในแบบของฉันเอง

Yes, there were times, I’m sure you knew
When I bit off more than I could chew.
But through it all, when there was doubt,
I ate it up and spit it out.
I faced it all and I stood tall;
And did it my way

ชีวิตมันไม่ง่ายนะครับ แต่เชื่อเถอะครับว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเรา เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่สำคัญเท่าทัศนคติที่เรามีต่อเรื่องนั้นครับ 

เพราะสุดท้ายแล้วความสุขหรือทุกข์มันคือทัศนคติครับ ไม่ใช่เหตุการณ์ และหลายครั้งเรื่องร้ายๆมันก็ไม่ได้ร้ายเสมอไป บางทีมันกลับกลายเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เหมือนกับคำกล่าวโบราณของจีนที่ว่า 

Good Luck? Bad Luck? Who knows?
โชคดี? โชคร้าย? ใครจะรู้ล่ะ?

ถ้าจำไม่ผิดผมเคยอ่านจากหนังสือของพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ว่า โทมัส อัลวา เอดิสัน หนึ่งในบุคคลที่พลิกหน้าประวัติศาตร์ของโลกนั้น ก็มีปัญหาเรื่องการได้ยินมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากเขาติดเชื้อไข้ดำแดง ทำให้เมื่อโตมา เอดิสันมีภาวะที่เรียกว่าเกือบจะหูหนวก 

แต่ว่าปัญหาไม่ค่อยได้ยินนี้ไม่ได้แย่ไปซะทั้งหมด เพราะสำหรับเอดิสัน มันกลับกลายเป็นคุณูปการสำคัญที่ช่วยให้เขาไม่ค่อยวอกแวก มีสมาธิจดจ่อกับการทดลองประดิษฐ์ของต่างๆ ได้นานกว่าคนอื่น เป็นเพราะว่าเขาไม่ค่อยได้ยินอะไร เลยไม่โดนรบกวนโดยเสียงได้ง่าย


หรือลองอ่านตัวอย่างของเด็กหนุ่มคนนี้ดูก่อนได้นะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นในเมืองเอสเซ็กซ์ (Essex) ประเทศอังกฤษ เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว

หนูน้อยเดินออกจากชั้นด้วยความใจเสียปนความอาย เมื่อเขาถูกเรียกชื่อโดยคุณครูให้ออกจากห้องเรียนปกติเพื่อไปเข้าชั้นเรียนสำหรับเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ “พิเศษ”

เด็กๆคนอื่นร้องเพลงแซว โดยเอาทำนองเพลง let it be มาแปลงโดยใส่คำว่า special need (ต้องการความช่วยเหลือพิเศษเข้าไปแทน) พลางหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

หนูน้อยคนนี้เป็นโรคที่เรารู้จักกันในนาม ดิสเล็กเซีย (Dyslexia) ซึ่งทำให้มีความบกพร่องในการอ่าน ส่งผลต่อปัญหาในการอ่านเขียน การสะกดคำและผสมคำ จัดเป็นความไม่ปรกติด้านการเรียนรู้ (จริงๆแล้วไม่เรียกว่าเป็นโรคซะทีเดียว เพราะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา ต้องอาศัยความเข้าใจและกำลังใจของตัวเองและคนรอบข้างเป็นหลัก) มีสาเหตุมาจากการทำงานที่เซลล์สมองซีกซ้ายที่ผิดปรกติ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้เด็กมีปัญหาในการเรียนบ้างไม่มากก็น้อย 

แม้จะเรียนได้ไม่ดีนัก แต่หนูน้อยคนนี้สนุกกับการทำอาหารและโชคดีที่พ่อแม่ของเขามีร้านอาหารกึ่งผับเล็กๆ เขาจึงมีที่ซ้อมมือในการทำอาหารได้ตลอด 

เขาทำอาหารให้กับครอบครัวและเพื่อนฝูงทานตั้งแต่เขาสูงพอที่จะใช้เตาได้ 

การทำอาหารเป็นสิ่งที่เขาหลงใหล เมื่อเรียนหนังสือจบเขาจึงพยายามหางานในร้านอาหาร จนในที่สุดก็ได้โอกาสไปทำงานที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยนแห่งหนึ่ง ที่นี่เอง เขาค้นพบว่าอาหารอิตาเลี่ยนเป็นอาหารที่เขาทำได้ดีเป็นพิเศษ

ในปี 1997 หลังจากได้ออกทีวีสั้นๆในรายการทำอาหารรายการหนึ่ง ผู้จัดของ BBC ก็เห็นแววของเด็กหนุ่มคนนี้เนื่องจากสไตล์การพูดที่ไม่เหมือนใคร และการทำอาหารที่ทำให้เรื่องยากๆดูง่าย จึงชวนเขามาทำรายการให้ BBC 

รายการนี้ชื่อ The Naked Chef ซึ่งทำให้เด็กหนุ่มผู้นี้ดังเป็นพลุแตก และรายการทีวีอีกหลายสิบรายการตามมา 

เขาคือ เจมี่ โอลิเวอร์ (Jamie Oliver) เชฟที่ร่ำรวยที่สุดในโลก นิตยสารฟอร์บส์ (Forbes) ประมาณการทรัพย์สินของเขาว่ามีเกิน 10,000 ล้านบาท

เจมี่ยังมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนอาหารของโรงเรียนในอังกฤษให้ดีต่อสุขภาพเด็กมากขึ้น โดยโครงการของเขานั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ เมื่อการเรียกร้องของเขาส่งผลในการแก้กฎเกณฑ์เรื่องการจัดหาอาหารในโรงเรียน เมื่อทำสำเร็จในอังกฤษแล้ว เขายังรณรงค์เรื่องนี้ต่อในอเมริกาอีกด้วย 

นอกจากนี้ ทุกๆปีเขายังมีโครงการชื่อ “ฟิฟทีน (Fifteen)” ซึ่งเอาเด็กด้อยโอกาสด้านทุนทรัพย์ ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือติดยาเสพติด เข้ามาฝึกในร้านอาหารของเขา เพื่อที่คนเหล่านี้จะได้มีโอกาสที่จะมีอาชีพที่ดีและไม่ต้องกลับไปสู่วังวนเดิม

ปัจจุบันเจมี่เป็นเจ้าของร้านอาหารกว่า 50 ร้าน และเป็นเจ้าของหนังสือทำอาหารขายดีกว่า 20 เล่ม จริงๆเมื่อวันก่อนผมก็เพิ่งลองร้านของเจมี่ ที่สยามดิสคัฟเวอรี่มา อาจจะไม่ใช่แนวผมเท่าไร แต่ก็ถือว่าโอเคนะครับ พอได้ 

ทั้งที่เขามีหนังสือของตัวเองมากมาย แต่ด้วยโรคดิสเล็กเซีย ทำให้เขาเพิ่งอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิตจบเมื่อตอนอายุ 38 นี่เอง หนังสือที่ว่าคือนิยายเรื่อง เกมล่าเกม: แคชชิ่งไฟเออร์ (The Hunger Games: Catching Fire) 

เจมี่บอกว่าปัญหาไม่ได้มาจากอุปสรรคที่ทุกคนมี ปัญหาจะเกิดก็ต่อเมื่อคนเหล่านั้นเอาอุปสรรคมาเป็นข้ออ้างในการดำเนินชีวิตมากกว่า 

อันที่จริงในวงการธุรกิจ นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงหลายคน ไม่ว่าจะเป็นริชาร์ด แบรนด์สัน (Richard Branson) ผู้บริหารเครือเวอร์จิ้น (Virgin), อนิตา ร็อดดิก (Anita Roddick) ผู้ก่อตั้งแบรนด์เดอะบอดี้ช็อป (The Body Shop), พอล สมิท (Paul Smith) เจ้าของแบรนด์แฟชั่นชื่อดัง และ อิงวาร์ คัมพราด (Ingvar Kamprad) ผู้ก่อตั้ง IKEA คนเหล่านี้ล้วนมีปัญหาเรื่องดิสเล็กเซียเหมือนกันทำให้อ่านหนังสือได้ช้า หรือบ้างก็อ่านหนังสือไม่ได้เลย

แน่นอนครับว่าแทบทุกคนล้วนเจอปัญหากับการเรียนในโรงเรียน เพราะสิ่งที่พวกเขาเป็นนั้นเป็นอุปสรรคในการเรียนซะเหลือเกิน และบ่อยครั้งที่พวกเขาเหล่านี้จะถูกสบประมาทหรือดูถูกสารพัด

แต่มันก็น่าแปลกใจนะครับ เพราะมีงานวิจัยพบว่า ผู้ก่อตั้งธุรกิจในสหรัฐกว่า 35% บอกว่าตัวเองเป็นดิสเล็กเซีย หรือหากใครเคยอ่านหนังสือเรื่อง กลยุทธ์ล้มยักษ์: David and Goliath ของมัลคอล์ม แกลดเวลล์ (Malcolm Gladwell) ก็มีเขียนไว้ว่า เขาพบว่าผู้บริหารเกือบครึ่งห้องที่มาฟังเขาพูดนั้นก็เป็นดิสเล็กเซียเช่นกัน

การอ่านหนังสือไม่ออกนั้นดูเหมือนเป็นฝันร้ายของชีวิต เพราะมันเป็นอุปสรรคในการเรียน แต่เชื่อมั้ยครับว่าจูลี่ โลแกน (Julie Logan) ได้ทำการศึกษาถึงบุคลิกและลักษณะของผู้บริหารที่เป็นดิสเล็กเซียที่ส่งผลให้ประสบความสำเร็จและพบว่า ผู้บริหารที่เป็นดิสเล็กเซียนั้น มีทักษะด้านการพูดที่ดีมาก นั่นเพราะพวกเขาเขียนอ่านไม่ได้ เลยได้ทักษะการพูดชดเชยมา ทำให้พวกเขาพูดโน้มน้าวคนเก่ง มีความสามารถในการผลักดันคนให้คล้อยตามวิสัยทัศน์ของพวกเขา

นอกจากนี้ พวกเขายังมีทักษะการแก้ปัญหา รวมไปถึงการมอบหมายงาน (delegation) ที่เก่งอีกด้วย นั่นเพราะตลอดชีวิตของพวกเขาต้องเรียนรู้กับการแก้ปัญหาจากการอ่านหนังสือไม่ค่อยออก พวกเขาจึงจำเป็นต้องคิดหาทางออกเป็นประจำ อีกทั้งความที่อ่านเองไม่ได้ ทำให้พวกเขาต้องฝึกความกล้าขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ทำให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะเชื่อใจและไว้ใจคน (trust) และนั่นก็ส่งผลให้ผู้บริหารเหล่านี้มีทักษะใช้งานคนเป็น 


หรือบางครั้งเรื่องร้ายๆ ก็เกิดขึ้นมาโดยไม่คาดคิด 

สมัยยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม เดเมียน ชาเซลล์ (Damien Chazelle) เข้าเป็นมือกลองวงดนตรีแจ๊ซของโรงเรียน แต่ด้วยความโชคร้ายชาเซลล์ เขาต้องเจอกับครูสอนดนตรีที่ดุร้ายมหาโหด 

ครูคนนี้ที่มักใช้ถ้อยคำบีบคั้นจิตใจ ด่าด้วยคำหยาบคายกรอกหูเด็กซ้ำแล้วซ้ำเล่าเวลาที่เล่นไม่ได้ดั่งใจ บังคับให้เด็กต้องฝึกดนตรีอย่างหนักหนาเกินกว่าปกติ

โดยชาเซลล์ต้องฝึกตีกลอง 6-7 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลาเกือบ 5 ปี และนั่นทำให้เขาจำฝังใจกับความเจ็บปวดจากการถูกกดดันของครูสุดโหด

เมื่อเวลาผ่านไปชาเซลล์ ดึงเอาความรู้สึกบีบคั้นแบบที่เขาเคยเผชิญในชีวิตจริงนี้มาทำเป็นหนังเรื่อง Whiplash ที่เล่าเรื่องแอนดรูว์ นีย์แมน (Andrew Neiman) หนุ่มมือกลองที่อยากประสบความสำเร็จกับการเป็นมือกลองแจ๊ซระดับประเทศ แต่เขาก็ต้องเผชิญกับความกดดันจากครูสุดโหดเทอเรนซ์ เฟลชเชอร์ (Terence Fletcher) ซึ่งถอดบุคลิกมาจากครูแจ๊ซตัวจริงๆของชาเซลล์ และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ภาพของเฟลชเชอร์นั้นเป็นที่กล่าวขานกันมาก ในฐานะตัวละครที่ดุร้ายและบีบคั้นจิตใจคนดูได้สุดๆ

ซึ่งนั่นทำให้หนังเรื่อง Whiplash คว้ารางวัลใหญ่ Grand Jury Prize จากเทศกาลหนังซันแดนซ์ (Sundance) ส่วนเจเค ซิมมอนส์ (J.K. Simmons) เจ้าของบทครูสุดโหด ก็ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์มาครองด้วย 

เมื่อปีที่ผ่านมา ชาเซลล์ที่หลงใหลในดนตรีแจ๊ซ ก็ได้นำเรื่องราวของดนตรีแจ๊ซซึ่งมีอิทธิพลในชีวิตเขาวัยเด็กมาทำเป็นหนังที่มาแรงที่สุด ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากที่สุด และเป็นตัวเต็งในการคว้ารางวัลภาพยนต์ยอดเยี่ยมไปครอง นั่นคือ La La Land นั่นเอง

เดาว่าถ้าชีวิตไม่รันทดขนาดนี้ บทหนังของชาเซลล์คงไม่กินใจพวกเราได้ขนาดนี้เหมือนกัน

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวอย่างชีวิตมนุษย์ที่มีสองมือสองขาหนึ่งสมองเหมือนเรา บางคนเกิดมาต้นทุนต่ำมากๆ แต่ด้วยทัศนคติที่ดีและจิตใจที่เข้มแข็ง พวกเขาจึงพาตัวเองมายืนในที่ที่เขาอยากมาได้

แน่นอน พวกเขาอาจเคยคิดถามตัวเองว่าทำไมฟ้าถึงต้องกลั่นแกล้งพวกเขา แต่เชื่อเถอะครับ โลกไม่ได้ร้ายกับเราขนาดนั้น เพราะตัวอย่างเหล่านี้ได้บอกว่า ในเรื่องร้ายๆมีดีเสมอ ถึงจะเกิดมาขาด แต่สุดท้ายธรรมชาติจะชดเชยสิ่งอื่นๆมาให้เราเอง หรือถ้าหากเราพยายามมากพอ เสียสละมากพอ สุดท้ายวันหนึ่งเราก็จะได้สิ่งที่เราอยากได้ ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ 

ดังนั้น เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น จะดีหรือร้าย อยู่ที่การมองของเราครับ


เขียนเรื่องนี้จบผมนึกถึงคำพูดของสก็อต แฮมิลตัน (Scott Hamilton) ขึ้นมาทันที

The only disability in life is a bad attitude
ความพิการอย่างเดียวในชีวิต คือการมีทัศนคติอันเลวร้ายScott Hamilton