รีวิวหนังสือ: This Book is a Planetarium

This Book is a Planetarium | รูปภาพจาก kellianderson.com/books/planetarium.html
มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • หนังสือเล่มนี้เป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กที่ใช้งานได้จริง โดยประกอบด้วยเรื่องต่างๆดังนี้
  • เครื่องดนตรี มีสายกีตาร์จำลองที่สร้างเสียงได้จริง
  • แหวนถอดรหัส สอนการสื่อสารที่สามารถลองทำตามได้
  • ปฏิทินตลอดกาล ที่อธิบายเรื่องวัน เดือน ปี
  • ท้องฟ้าจำลอง สามารถสร้างท้องฟ้าและดวงดาวขนาดย่อมๆบนเพดานบ้านได้ง่ายๆ
  • หลักการของลำโพง ที่สอนหลักคลื่นเสียงและรูปทรง
  • กราฟเกลียว เป็นโอกาสที่ดีในการสอนเรื่องดีไซน์

เรียนรู้ด้วยจิตนาการ

การสอนความรู้ให้เด็กๆ ตั้งใจ เข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ดังนั้นเมื่อเจอตัวช่วยที่ดีชีวิตของพ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู รวมถึงตัวเด็กด้วยจะดีขึ้นเยอะ

ในฐานะคนที่ชอบหนังสือมากๆ เวลาเจอหนังสือดีๆไม่ว่าจะเป็นของตัวเองหรือของลูก ผมมักจะตื่นเต้นมากครับ และเล่มนี้ก็เช่นกัน

หนังสือเล่มนี้ชื่อ This Book is a Planetarium ซึ่งเป็นหนังสือ ป๊อปอัพ ที่มีคุณภาพของงานที่ดีมาก ไม่ใช่แค่สวย แต่มันใช้งานได้จริงด้วย 

ใช้งานได้จริงคืออะไร?

 หนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วย 6 เรื่องครับ คือ

  1. A Planetarium (ท้องฟ้าจำลอง)
  2. A Speaker (ลำโพง)
  3. A Spiral Graph (กราฟเกลียว)
  4. A Decoder ring (แหวนถอดรหัส)
  5. A perpetual calendar (ปฏิทินตลอดกาล)
  6. A Musical Instrument (เครื่องดนตรี)
ตัวอย่าง This Book is a Planetarium | จาก kellianderson.com/books/planetarium.html

หน้าแรกพูดเรื่องเครื่องดนตรี ก็มีสายเป็นเส้นๆเหมือนกีตาร์จำลองอย่างที่เห็นจริงๆแถมมีปิ๊กกีตาร์มาให้ด้วย (สีเหลืองมุมขวาบน) เวลากางหน้าหนังสือไปจนสุดแล้วมันเล่นได้จริงๆครับ โดยหน้านี้ต้องการสอนเด็กๆว่าเสียงเกิดขึ่้นได้อย่างไร กลไกเสียงที่ต่างกัน เสียงสูงเสียงต่ำเป็นเพราะอะไร โดยพ่อแม่สอนในขณะที่ให้เด็กลองเล่นได้เลย

หน้าที่สองประกอบด้วยแหวนถอดรหัส (decoder Ring) กับปฏิทินตลอดกาล (perpetual calendar) ตัวแหวนถอดรหัสนั้นเป็นระบบการเข้ารหัสแบบง่ายๆ โดยสามารถสอนเด็กได้ว่าการเขารหัสนั้นสามารถทำให้เราสามารถส่งข้อความหาผู้รับโดยที่คนอื่นที่ไม่มีแหวนถอดรหัสไม่สามารถจะแปลสารออกได้ ตอนนี้เราก็ลองให้เด็กทำข้อความโดยใช้แหวนถอดรหัสดูได้ว่าเขาเข้าใจไหม

เมื่อได้ลองทำครั้งนึงแล้วเด็กๆก็จะเข้าใจทันทีว่าการเข้ารหัสคืออะไร โดย คุณพ่อคุณแม่อาจจะสอดแทรกเรื่องสนุกๆไปด้วยก็ได้เช่น เครื่อง Enigma คืออะไรและมีความสำคัญต่อสงครามโลกครั้งที่สองยังไง และเครื่อง Enigma ถูกถอดรหัสได้อย่างไร ส่วน Perpetual Calendar ก็เป็นโอกาสที่ดีในการสอนเด็กๆเกี่ยวกับที่มาของปีที่มี 366 วัน และเรื่องที่มาของการกำหนดวัน เดือน ปี ของมนุษย์

ทีเด็ดที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือหน้า Planetarium คุณดู ป๊อปอัพในรูปสิครับว่ามันสวยขนาดไหน วิธีการใช้งานคือ ปิดไฟในห้อง เปิดไฟฉายจากโทรศัพท์ของคุณแล้วฉายไปข้างใต้ป๊อปอัพ จากนั้นเพดานของคุณจะกลายเป็นท้องฟ้าจำลองย่อมๆที่มีกลุ่มดาวเพกาซัส กลุ่มดาววัว กลุ่มดาวเหนือ กลุ่มดาวเฮอร์คิลิส และอื่นๆอีกมากมาย เป็นกิจกรรมการสอนเรื่องดวงดาวที่เด็กๆชอบมากๆครับ 

หน้าต่อไปเป็น Speaker ซึ่งสอนหลักการของลำโพง โดยอันนี้ต้องใช้โทรศัพท์เปิดเพลงแล้วเอาไปจ่อ หน้านี้จะสอนหลักการของคลื่นเสียง และการขยายเสียงให้กับเด็กๆ โดยให้เห็นเลยว่ารูปทรงนั้นสามารถการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นได้อย่างไร (ควรมีการวาดภาพประกอบเรื่องคลื่นเสียงให้เด็กๆดูด้วย)

หน้าสุดท้ายเป็น Spiral Graph  อันนี้พวกเราคงไม่คงไม่ตื่นเต้นกันมากเพราะมีขายทั่วไป แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีในขณะที่วาดรูปเล่นที่พ่อแม่จะสอดแทรกความรู้เรื่อง geometric design

หนังสือเล่มนี้ต้องบอกว่าได้สนุกด้วยได้ความรู้ด้วย และถ้าคนสอนสอนดีๆเด็กๆจะเข้าใจและนำไปพัฒนาต่อยอดเรียนรู้สิ่งอื่นต่อได้ครับ เป็นลักษณะของสื่อการสอนที่บ้านที่ดีมาก

ความรู้เมื่อมาพร้อมกับความสนุกด้วยแล้ว เด็กๆก็จะอยากเรียนครับ ไม่ต้องเด็กหรอกครับจริงๆผู้ใหญ่ก็ชอบเรียนอะไรที่สนุกๆเหมือนกัน

วิธีคิดแบบนี้ใช้กับการทำการตลาดได้เช่นเดียวกันนะครับ ข้อมูลอะไรที่เราอยากให้ลูกค้าถ้ามันไม่สนุกไม่น่าสนใจก็ลองทำมันจากมุมใหม่แบบหนังสือเล่มนี้

ส่วนหนังสือเล่มนี้ผมไม่แน่ใจว่าที่เมืองไทยเข้ามารึยัง แต่ว่าถ้าเอาชัวร์ไปสั่งซื้อที่ bookdepository ก็ได้ครับ ส่งฟรีด้วยครับ ต้องบอกว่าหนังสือสวยๆแบบนี้อีกหน่อยอาจจะหายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเทคโนโลยีการสอนในอนาคตจะถูกพึ่งพวกเทคโนโลยีภาพเสมือน (AR,VR) มากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ดังนั้นใครชอบหนังสือแนวนี้เจอแล้วรีบซื้อเก็บไว้เลยนะครับ 🙂 

ในฐานะที่มีลูกที่ยังเล็กอยู่ผมเชื่อเสมอว่าสำหรับการเรียนนั้น หน้าที่ของพ่อแม่คือสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมขึ้นมา แล้วเด็กก็จะเรียนรู้ได้เองครับ เหมือนอย่างที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า

ผมไม่เคยสอนลูกศิษย์ ผมเพียงแค่สร้างบรรยากาศให้พวกเขาสามารถเรียนรู้ได้อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์