BUSINESSเมื่อ Work From Home ก่อให้เกิดอาการอยู่ไม่นิ่ง หรือเรียกว่า Attention Deficit Disorder

เมื่อ Work From Home ก่อให้เกิดอาการอยู่ไม่นิ่ง หรือเรียกว่า Attention Deficit Disorder

สำนักข่าว Business Insider รายงานว่าพนักงานที่ต้องทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home มีความเสี่ยงต่อการเกิด ’ภาวะสมาธิสั้น’ (Attention Deficit Disorder) ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน สืบเนื่องจากภาระการทำงานของพนักงานที่เพิ่มมากขึ้น

โดยทางผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ปกติแล้วการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multitasking) หรือแม้แต่การทำงานสองอย่างสลับไปมา จะทำให้ประสิทธิภาพของพนักงานในการจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าลดน้อยลง อีกทั้งการทำงานจากที่บ้านยังส่งผลให้เหล่าคนทำงานต้องแยกตัวออกจากสังคมและยังต้องจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ซึ่งล้วนส่งผลให้ ‘ภาวะสมาธิสั้น’ เลวร้ายลงไปอีก

แหล่งข่าวรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ต่อ Business Insider ว่า เมื่อเธอทำงานจากที่บ้านไปได้สักระยะหนึ่ง เธอมักหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อที่จะเช็กข้อความและการแจ้งเตือนอยู่ตลอดเวลา หลังจากนั้นก็มักจะลุกไปจัดโต๊ะหรือแม้แต่กระทั่งหาขนมทานระหว่างทำงาน เธอยังกล่าวเพิ่มอีกว่า เธอไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าได้เลย เธอรู้สึกว่าการทำงานของเธอกำลังถูกรบกวนอยู่ตลอดเวลา โดยเธอเชื่อว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นผลมาจากมาตรการทำงานจากที่บ้านในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ขณะที่ Ned Hallowell จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อาการไม่จดจ่อต่องาน หรือการอยู่ไม่นิ่งจากการทำงานแบบ Work From Home ไม่ใช่โรคสมาธิสั้น (ADHD) แต่เป็นอาการอยู่ไม่นิ่ง หรือการขาดการจดจ่อ เกิดจากสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่ซึ่งเรายังไม่สามารถปรับตัวได้ โดยอาการเหล่านี้เรียกว่า Attention Deficit Disorder (ADD) หรืออาการไม่สามารถอยู่นิ่งได้ อีกทั้งยังกล่าวว่า ‘การเป็นโรคสมาธิสั้น จะไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด’ อย่างไรก็ตามวิธีการรักษาของทั้ง 2 อาการมีความคล้ายคลึงกัน อาทิเช่น การดื่มกาแฟหรือแม้แต่กระทั่งการสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้เช่นกัน

ด้าน Curt Steinhorst ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสมาธิ กล่าวว่า ลำดับแรกเราต้อง แบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน โดยแยกระหว่างพื้นที่สำหรับการทำงาน และพื้นที่ส่วนตัว เนื่องจากเมื่อเราเข้าสู่พื้นที่ที่แบ่งไว้สำหรับทำงาน จะทำให้เรารู้สึกมีพลัง และสามารถจดจ่อได้มากขึ้น และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้พื้นที่การทำงาน มาเป็นพื้นที่ในการพักผ่อน หรือสร้างความบันเทิง เพราะจะทำให้รบกวนการจดจ่อต่องานได้ รวมถึงการเดินในตอนเช้า ก็จะช่วยให้สมองปลอดโปร่งมากขึ้นอีกด้วย

ลำดับต่อมา คือ การไม่รับข้อมูลที่มากจนเกินไป ในส่วนนี้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำ To-Do-List ไว้ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดลำดับในสิ่งที่ควรทำในแต่ละวัน อีกทั้งการวางโทรศัพท์ให้ห่างตัว ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ Steinhorst ยังกล่าวเพิ่มว่า การทำงานให้น้อยลง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ โดยให้เหตุผลว่า เราไม่สามารถคาดหวังให้ตัวเราเองกระตือรือร้นตลอดเวลาในการทำงาน การนั่งอยู่ตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ไม่ช่วยให้งานเราดีขึ้น การทำงานให้น้อยลง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความยืดหยุ่นในการทำงาน ดังนั้นการสร้างพื้นที่การทำงานใหม่และออกจากมุมเดิมๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้


อ้างอิง:
https://bit.ly/3AJggMY

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#worldnews

Advertisements
Advertisements

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า