Web Summit 2017 : อนาคตที่ปลายจมูก

web summit 2017 | รูปภาพจาก Number 24 x Shutterstock.com
มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • งาน web summit เรียกได้ว่าเป็นงานที่รวมเหล่าคนที่น่าสนใจมาพูดทั้งเรื่อง เทคโนโลยี, สิ่งแวดล้อม, ธุรกิจ, สังคม
  • เลขาธิการสหประชาชาติ พูดถึงเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมเพื่อให้เราไม่ทิ้งผลกระทบไว้ให้คนรุ่นหลัง
  • นอกเหนือจากเทคโนโลยีที่มาโชว์กันเยอะมาก(อ่านได้ในบทความ) มีสิ่งสำคัญที่ อัล กอร์ อดีตรอง ปธน.สหรัฐ พูดถึงคือ “เห็นถึงวิกฤตสภาพอากาศ” โดยพูดถึง 3 ส่วนด้วยกัน 1)เราต้องเปลี่ยนจริงๆหรือ 2)รวมจะเปลี่ยนได้ไหม 3)เราจะเปลี่ยนหรือไม่

งาน Web Summit คืองานที่จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2009 โดย 5 ปีแรกนั้นจัดที่ ดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ และเพิ่งจะย้ายมาจัดที่ ลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในปี 2016 นี่เอง งาน Web Summit ถือเป็น งานประชุมด้านเทคโนโลยีระดับต้นๆของโลกที่มีผู้มาร่วมงานกว่า 60,000 คน ผู้พูด 12,000 คน นักข่าว 2,600 ซึ่งมาจาก 170 ประเทศทั่วโลก เรียกว่าทำให้เมือง ลิสบอน คึกคักมากเลยละครับ

แม้งานนี้อาจจะไม่ใหญ่เท่างาน SXSW ที่จัดใน เท็กซัส สหรัฐอเมริกา เพราะอันนั้นปิดเมืองของจริง แต่ว่าก็ใหญ่พอที่จะทำให้คุณเดินไปที่ไหนก็จะเจอคนที่ใส่สายข้อมือ web summit ตลอดทาง

ตัวผมเองอาจจะไม่ได้อยู่ในสายเทคโดยตรงแต่เชื่อว่าตอนนี้ เทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนาองค์กรเพื่อที่จะให้ก้าวต่อไปในอนาคตได้ดังนั้นผมจึงตื่นเต้นมากที่จะได้มาหาความรู้ตลอด 4 วันที่งานนี้ถูกจัดขึ้น

ด้วยปริมาณผู้พูดและปริมาณเวทีที่เยอะมากๆต้องบอกว่าที่ผมได้ฟังอาจจะเป็นประมาณซัก 5% ของทั้งหมดได้ บวกกับที่ได้มาฟังย้อนหลังก็อาจจจะอีกนิดหน่อย แต่โดยรวมคือยังมีที่ไม่ได้ฟังอีกมาก นี่ขนาดอยู่เช้าจนเย็นไม่มีหนีกลับก่อนเลยนะครับ 555

ผมเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งและตื่นตาตื่นใจกับเรื่องที่ได้ฟังตั้งแต่ AI, AR, VR ,Big Data , IoT , Robotics, Next Gen Social Media และ Technology Transformation รวมไปถึงเรื่องอื่นๆอีกมากมาย แต่ละเรื่องนี่ใหม่และตื่นตะลึงมากๆ

ผู้พูดเองนี่ก็หลากหลายสุดๆครับ มีตั้งแต่ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ , อันโตนิโอ คอสต้า นายกรัฐมนตรีของโปรตุเกส ,อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ, มาร์เกรเธอร์ เวสเตเจอร์ จาก อียู, ฟร็องซัว ออล็องด์ อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส, สจ๊วต บัตเตอร์ฟิลด์ ซีอีโอ ของ Slack, สตีฟ ฮัฟฟแมน ซีอีโอ ของ Reddit, มาร์ก เฮิร์ด ซีอีโอ ของ Oracle, ฌอน ราร์ด ประธานบริษัท ของ Tinder, จิลเลี่ยน แทนส์ ซีอีโอ ของ Booking.com

เวอร์เนอร์ โวเกิล ซีทีโอ Amazon, แบรด สมิธ ประธานกรรมการ Microsoft, ดัสติน มอสโควิส ซีอีโอ Asana, อามิต ซิงค์ รองประธานฝ่ายธุรกิจและปฏิบัติการ VR Google, เคทลิน เจนเนอร์ คนดัง และ อดีตนักกีฬาทีมชาติสหรัฐ, จอห์น ไซเฟอร์ ประธานกรรมการ และ ซีอีโอ โอกิลวี่, จาเร็ด โคเฮน ซีอีโอ Google Jigsaw, จอห์น คราฟซิก ซีอีโอ Waymo, ซารา ซังไปยู นางแบบ Victoria’s secret, เจฟฟ์ โฮลเดน ซีพีโอ Uber, เดวิด คาร์ป จาก Tumblr, ฉาง ยังฉี ซีโอโอ OfO, มาร์ติน แกร์ริกซ์ ดีเจ

เอาจริงๆเยอะมากครับลิสต์ไม่หมดสิ่งที่ผมชอบมากคือความหลากหลายของผู้พูดครับ แน่นอนเรามีตั้งแต่นักการเมืองระดับสูงผู้กำหนดนโยบายที่กระทบกับคนทั่วโลก คนในสาย เทคโนโลยี ที่มากันเนืองแน่นมากๆ ไปจนถึง ดารา ดีเจ นักฟุตบอล บุคคลข้ามเพศ นักมายากล ไบโอเอ็นจิเนียร์ ฯลฯ แม้แต่ AI อย่าง โซเฟีย ก็มา คือความหลากหลายต้องบอกว่าหลากหลายมากครับ โอเค อาจจะไม่หลากหลายเท่างาน TED ที่ แวนคูเวอร์ ในแคนาดา แต่ก็ถือว่าทำได้ดีมากๆแล้วครับ 

และนี่คือบรรดาผู้พูดที่ผมชอบที่สุดเท่าที่ผมได้ฟังนะครับ 

Web summit 2017

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ

พูดถึงการพัฒนาการของเทคโนโลยีในอดีตที่ผ่านมาว่ามันช่วยโลกเราให้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แต่ในขณะเดี๋ยวกันก็สร้างผลกระทบไว้ไม่น้อย ดังนั้นเพื่อก้าวต่อไปในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ทุกภาคส่วนต้องมาคุยกันและลงมือทำอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเพื่อให้พวกเราในวันนี้จะไม่ทิ้งผลกระทบไว้ให้ลูกหลานอีก เราจะทำธุรกิจอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่เราต้องทำธุรกิจเพื่อประโยชน์ของสังคมด้วย

อามิต ซิงค์ จาก Google

มาพูดถึง VR และ AR ว่ามันจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานและอุตสาหกรรมต่างๆได้อย่างไรบ้างที่ผมชอบมากเลยเพราะเจอเองคือการเอา VR เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาทางไกล เพราะเวลาเราเรียนออนไลน์เราจะไม่ได้ “ฟิลลิ่ง” ของการนั่งในห้องเรียนจริงซึ่งผมว่านั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้เราสมาธิหลุดและหลายคนซื่อคอร์สออนไลน์มาเลยเรียนกันไม่เต็มที่ นี่คือหนึ่งตัวอย่างที่ VR สามารถเข้ามาแก้ปัญหาได้ 

มัวราจ์ด & นาตาลี ออสแมน

คนดังบน instrgram มาพูดถึงการทำคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์ที่ อินฟลูเอนเซอร์ มีกับแบรนด์

จอห์น คราฟซิก จาก Waymo

เขามาบอกเราว่าโลกที่มีรถยนต์ขับเองจะทำให้อุบัติเหตุลดลงยังไง เราจะปรับรถซึ่งปกติมีอัตราการใช้งานต่ำมาก ให้เพิ่มขึ้นได้อีกมหาศาล และที่พีคสุดคือ Waymo เพิ่งส่งรถไร้คนขับที่ไม่มีใครนั่งอยู่ที่คนขับ (ปกติจะมีคนนั่งกรณีฉุกเฉิน มนุษย์จะได้รับช่วงต่อได้) วิ่งบนถนนสาธารณะ ในเมือง ฟีนิกซ์, แอริโซนา หมายความว่ารถยนต์ขับเองที่เราคิดว่าจะมาถึงในอนาคตอันไกลนั้นมันไม่ใช่แล้วครับ เพราะวันนี้ได้มาถึงแล้วจริงๆครับ #thefutureisnow

เจฟฟ์ โฮลเดน จาก Uber

มาพูดเรื่อง Uber’s flying cars ซึ่งเป็นเครื่องโดยสารบินปลอดมลพิษ และเงียบด้วย ขับเคลื่อนโดยพลังงานไฟฟ้า (yes! electric aircraft) ส่วนราคาของการใช้ UberAir นั้นจะถ้าใครคิดว่าแพงไม่ต้องห่วงครับ เพราะ Jeff บอกว่าราคาของการใช้งานจะประมาณ UberX (Flying uber เป็นรถแบบแชร์กันนะครับ) ซึ่งพีคมากถ้าคิดต่อจาก Waymo

แล้วเราจะได้ใช้งานกันเมื่อไรครับ 10-20 ปีข้างหน้า? เปล่าเลยครับ UberAir จะเริ่มดำเนินการที่ LA ในปี 2020 แล้ว ตะลึงสุดๆ

เจอรัลดีน แคลปิน จาก Hilton

มาพูดถึงการ transform บริษัทอายุ 98 ปีที่มีโรงแรมกว่า 5000 โรงแรมในเกือบทุกมุมโลก วัฒนธรรมที่หลากหลายขององค์กร ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ Hilton ก็ทำได้มาแล้วด้วยการเอา เทคโนโลยีมาช่วย เดี๋ยวนี้ App ของ Hilton ทำให้เราเช็คอินออนไลน์ เลือกห้องได้จาก Google Map ไม่ต้องขอกุญแจเพราะใช้ Ele ctronic Key จากมือถือ เช็คเอาท์ก็จากมือถือ แถมเวลาสั่ง room service ยัง track ได้ด้วยว่าถึงไหนแล้ว ฯลฯ ตอบโจทย์ pain point หลายอย่างของคนไปพักโรงแรมได้เลยครับ

ลาร์ ซิลเบอร์เบาเออร์ จาก Lego 

มาพูดเรื่องความคิดสร้างสรรค์และการทำ แคมเปญ ที่ใช้เงินแค่ $100 ได้ยังไง และความเชื่อที่ว่าพลังสร้างสรรค์ของลูกค้านั้นมากมายกว่าภายในองค์กรเยอะ การดึงการมีส่วนร่วมของลูกค้าให้สามารถทำได้ง่ายขึ้นโดยอาศัยพลังของ เทค และ social media

จูเลียส ดีน นักมายากลคนดังบนโลก social medial 

มาพูดถึงการทำให้ ผู้ติดตาม เพิ่มขึ้น 15 ล้านคนใน 15 เดือนได้ยังไง เบื้องหลังคือการศึกษา เข้าใจ และทำงานอย่างหนัก

เจส เฟรมตัน จาก Interbrand 

มาพูดเรื่องความสำคัญของแบรนด์ รวมถึงเบื้องหลังและวิธีของความสำเร็จของแบรนด์ต่างๆ

จริงๆมีอีกเยอะครับ เดี๋ยวรอติดตามในหนังสือเล่มใหม่ของผมละกันนะครับ 

แต่อยากปิดท้ายสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นบทสรุปของความคิด แรงบันดาลใจ และพลังที่ผมได้จากงานนี้ด้วยสิ่งที่อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ Al Gore พูดไว้ครับ

อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ 

พูดถึง วิกฤตสภาพอากาศ (Climate Crisis) แต่ผมคิดว่าวิธีคิดนี้สามารถนำไปปรับใช้กับทุกเรื่องได้หมด จริงๆครับไม่ว่าจะเรื่องใหญ่ๆอย่างประเทศ สังคม ธุรกิจ ไปจนถึงเรื่องเล็กลงมาอย่างเรื่องครอบครัว หรือเรื่องส่วนตัว

นี่คือสื่งที่ อัล กอร์ ตั้งคำถามครับ

1. พวกเราต้องเปลี่ยนแปลงจริงๆหรือ?

คำตอบคือ แน่นอน ด้วยสถานการณ์ในโลกปัจจุบันที่ร้ายแรงมากปัญหาสภาวะแววล้อมซึ่งเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์นั้นทำให้เราเห็นภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นในทุกมุมของโลกในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่นที่สหรัฐ ในช่วงเวลาแค่สองเดือนที่ผ่านมามี เฮอร์ริเคนฮาร์วี่ ที่ถล่ม ฮิวสตัน ด้วยปริมาณน้ำฝน 1.5 เมตร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น 1 ใน 25000 ปี แต่ก่อนหน้านี้เราเพิ่งมีเหตุการณ์ที่เป็น 1 ใน 500 ปี 2 ครั้งและ 1 ใน 1000 ปี อีก 1 ครั้งก่อนเฮอร์ริเคนฮาร์วี่ ตามมาด้วยเฮอร์ริเคนเออร์มา และเฮอร์ริเคนมาเรีย ในขณะเดี๋ยวกันก็มีไฟป่าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาตร์ที่แคลิฟอร์เนีย เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นรอบโลก

แน่นอนเราต้องเปลี่ยน เราจะทิ้งมรดกนี้ไว้ให้ลูกหลานไม่ได้

2. เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ไหม?

คำตอบคือได้แน่นอน ต้นทุนของ พลังงานโซล่าร์เซลล์, พลังงานลม, แบตเตอรี่ รวมไปถึงรถยนต์ไฟฟ้า ราคาถูกลงทุกวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโลกใบนี้ได้ อย่างเช่นราคาของ พลังงานโซล่าร์เซลล์ ในหลายภูมิภาคของโลกนี้คุ้มค่ากว่าการใช้พลังงานจากถ่านหินแล้ว เช่นเมื่อเดือนที่แล้วในตะวันออกกลางมีการประมูลสร้างโรงไฟฟ้า 13 แห่ง ผู้ชนะที่ราคา 1.7 เซนต์/kW-hr ซึ่งราคาถูกว่าราคาจากถ่านหินมากๆ ซึ่งหมายความเทคโนโลยีช่วยเราในการใช้พลังงานสะอาดเพื่อทดแทนการใช้งานพลังงานจากถ่านหิน และนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

3. เราจะเปลี่ยนหรือไม่?

คำตอบที่แท้จริงจะมาจากทุกคน เพราะว่าพลังในการเปลี่ยนแปลงต้องมาจากการรวมกันของพวกเราทุกคน ถ้าเราต้องการที่จะเปลี่ยนพอ มันก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น 

หลักวิธีคิดนี้เอาไปประยุกต์ได้กับทุกเรื่องจริงๆเช่นเวลาเราอยากทำโปรเจคใหม่ๆ เช่น ทำ digital transformation ในองค์กรเราก็ควรจะต้องถามตัวเองว่า เราจำเป็นต้องเปลี่ยน (หรือต้องการ) จริงๆหรือไม่? / เราเปลี่ยนได้ไหม? / เราจะเปลี่ยนหรือไม่? หรือมาปรับใช้กับเรื่องเล็กอย่างการเริ่มออกกำลังกายยังได้เลยครับ 

เดี๋ยวมาเขียนเรื่องการพูดของ อัล กอร์ แบบเต็มๆอีกทีครับ เพราะเป็นสิ่งที่ควรจะต้องเรียนรู้เยอะมากๆครับ 

สำหรับผมต้องบอกว่างานนี้สุดจริงๆ เป็นงานที่ฟังแล้วอ้าปากค้างว่าเรื่องแบบนี้ก็มีเหรอ เราไปอยู่ที่ไหนมา เป็นงานที่ฟังแล้วได้แรงบันดาลใจเยอะมาก เป็นงานที่ไปฟังแล้วรู้สึกว่าโลกกว้างมาก ฟังแล้วรู้สึกว่าเราตัวเล็กมากและต้องรีบพัฒนาตัวเองมากๆ ฟังแล้วรู้สึกว่าโลกกำลังเปลี่ยนและเป็นงานที่ฟังแล้วได้ข้อสรุปว่าเรามีทางเลือกแค่สองทางจริงๆคือจะเปลี่ยนหรือจะไม่เปลี่ยนแล้วก็เตรียมตัวหายไปได้เลย

แน่นอนครับ หลายครั้งเวลาคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงพวกนี้แล้วรู้สึกว่าโลกนี้มันเหนื่อย บางทีก็ท้อๆเหมือนกัน บางทีเราอาจจะไม่มี “ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง” หรือพลังใจเยอะพอที่จะเปลี่ยน แล้วเราจะทำไงดี? 

ผมขอตอบด้วย คำพูดที่ อัล กอร์ ใช้ปิดงาน web summit 2017 ครับว่า
“ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงเริ่มจากตัวเราเอง”