ลงมือทำ

รูปภาพจาก Number 24 x Shutterstock.com
มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • โครงการ “ผูกปิ่นโตข้าว” คือการจับคู่ชาวนากับคนกินข้าวให้ได้รู้จักกันและเกิดการซื้อขายกันโดยตรง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการใช้สารเคมีในนาข้าว และปัญหาไม่มีคนทำอาชีพชาวนา
  • กระบวนการง่ายๆคือ คนซื้อจะโอนเงินค่าข้าวไปให้ชาวนาทั้งปีตามจำนวนที่ต้องการ แล้วคนปลูกก็จะสีข้าวใหม่ๆส่งให้ที่บ้านทุกเดือน

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปเชียงรายพร้อมกับ คุณบี๋ ปรารถนา จริยวิลาศกุล และคณะ จุดหมายปลายทางของเราคือ ฟาร์มคุณทวด ที่ตั้งอยู่ที่ อำเภอพาน ห่างจากตัวเมืองเชียงรายไปไม่ไกล 

บ่าวมาร์ค

คุณบี๋พาผมมารู้จักกับ “บ่าวมาร์ค” เจ้าของฟาร์มแห่งนี้ หนึ่งในเกษตรกรอินทรีย์ผู้อยู่ในโครงการ “ผูกปิ่นโตข้าว” นี่คือที่มาของชื่อละครับ เพราะว่าโครงการนี้ต้องมีทั้ง “เจ้าบ่าว” และ “เจ้าสาว”

เจ้าบ่าวก็คือคนปลูกข้าว ส่วนเจ้าสาวคือคนกินข้าว

บ่าวมาร์คเป็นวิศวกรที่เคยอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แต่กลับมากรุงเทพแล้วรู้สึกว่าอะไรขาดหายไปบางอย่าง เขาเลยตัดสินใจเริ่มหาความรู้ทำนาอินทรีย์เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยเริ่มเล็กๆก่อน จนกระทั่งเป็นนาอินทรีย์ที่มีทั้ง ข้าว ถั่วเหลือง สารพัดผักผลไม้ต่างๆ รวมไปถึงเป็ดจำนวนมากที่ออกไข่เป็ดอวบๆทุกเช้า (ผมได้มีโอกาสไปเก็บไข่เป็ดมาด้วย สนุกมากครับ) บนพื้นที่ราว 20 กว่าไร่

ไร่ของบ่าวมาร์คได้รับการรับรองจาก IFOAM (The International Federation of Organic Agriculture Movements) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับด้านการทำเกษตรอินทรีย์ ส่งออกไปขายต่างประเทศได้สบายๆ

สารเคมีกับสินค้าการเกษตร

ผมถามบ่าวมาร์คว่าทำไมเลือกมาอยู่ที่นี่ เขาตอบว่าในบรรดาหลายๆสาเหตุหนึ่งในเรื่องที่ทำให้ตัดสินใจมาคือ “อยากรู้ว่าของที่เรากินอยู่ทุกวัน มีที่มามาจากไหน” พวกเรารู้ไหมครับว่าของที่เรากินโดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยทั้งประเทศ มีที่มามาจากไหน

50% ของพื้นที่ในประเทศไทยคือพื้นที่ทำการเกษตร
และในจำนวนนั้น 50% คือพื้นที่ปลูกข้าว 99.81% เป็นนาเคมี
ประเทศไทยใช้ยาฆ่าแมลงติดอันดับ 5 ของโลก 
และใช้ยาฆ่าหญ้าติดอันดับ 4 ของโลก 

คุณคิดว่าท้ายสุดแล้วมันไปอยู่ที่ไหนล่ะครับ

ถ้าคุณเคยได้คุยกับชาวนาที่ทำนาเคมี หลายคนบอกว่าไม่กล้ากินข้าวที่ตัวเองปลูก เพราะเขาใช้เคมีทุกรูปแบบในทุกช่วงของการปลูกข้าว ถึงแม้เราใช้สารพัดสารเคมีแบบนี้ ถามว่าคุณภาพชีวิตของชาวนาเป็นอย่างไร คำตอบคือ ชาวนาไทยยากจน ลูกหลานต้องจากบ้านไปทำงาน พึ่งตัวเองไม่ได้ ทั้งๆที่ “ข้าว” เป็นสินค้าที่คนไทยบริโภคทั้งประเทศ 

ชาวนาแม้รู้ว่าเจ็บจนเพราะเคมี อยากเลิกเคมี แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะในช่วงที่เลิกแรกๆนั้น ผลผลิตจะตกและไม่สวยเหมือนเดิม และด้วยระบบที่มีอยู่ทุกวันนี้ชาวนาก็ไม่รู้จะเอาข้าวไปขายใคร สุดท้ายก็ทำเคมีต่อไป

ถ้าเป็นแบบนี้ อาชีพชาวนาจะเหลือไม่ถึง 5% ลูกหลานไปทำอาชีพอื่น ขายที่ไปทำโรงงาน หรือเป็นแรงงานทำนาเคมีต่อไป บนที่ดินที่เคยเป็นของตัวเอง สุดท้ายประเทศไทยจะมีพื้นที่เกษตรจำนวนมาก อุดมไปด้วยเคมีที่สะสมมาหลายสิบปี แผ่นดิมเสื่อมโทรม คนไทยก็ยิ่งเจ็บป่วย เพราะกินอาหารหลักที่เจือปนด้วยสารเคมี ..ทางออกล่ะ ?

มีสองทาง

  1. ไม่ทำอะไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกหลานหาคำตอบ 
  2. ทำอะไรสักอย่างให้คำถามหมดไปในรุ่นเรา

จุดเริ่มต้นของ “ผูกปิ่นโตข้าว” ครับ

คุณนภนีรา รักษาสุข, คุณร่มฉัตร พัฒนศิริ บุญเจริญ, คุณจันทนา เชาวน์วิจิตร, คุณจอมทรัพย์ วงศาโรจน์, คุณศรีสรรพ์ ธเนสวิวัฒน์, คุณเพ็ญวลี ธารีจิตต์, คุณอนุสรา แสงละออง และคุณปรารถนา จริยวิลาศกุล

กลุ่มเพื่อนทั้งหมดเลือกที่จะทำทางเลือกที่จะทำอะไรสักอย่างครับ โดยโครงการนี้ทำด้วยจิตอาสา ปลอดการค้า 100% และพวกเธอคือ “แม่สื่อ” ที่จะพา “เจ้าบ่าว” กับ “เจ้าสาว” มาเจอกัน

นี่คือจุดเริ่มต้นของ “ผูกปิ่นโตข้าว”ครับ

ผูกปิ่นโตข้าวคือ การ “จับคู่” ชาวนาวิถีอินทรีย์กับคนกินข้าวให้ได้รู้จักกันและเกิดการซื้อขายกันโดยตรงบนความสัมพันธ์ฉันญาติมิตร 

ชาวนา คือ “เจ้าบ่าว” ที่เลิกเคมีเด็ดขาดและเดินบนวิถีอินทรีย์ ปลูกข้าวด้วยใจ ด้วยความเกื้อกูลกับธรรมชาติและมีชีวิตพอเพียง

คนกินข้าว คือ “เจ้าสาว” ที่พร้อมให้กําลังใจเจ้าบ่าว จับมือเดินเคียงกันไป

เรามาทำความรู้จักนาอินทรีย์ในไทยกันหน่อยดีกว่าครับ ในบรรดาที่ปลูกข้าวในไทยนั้นมีเพียง 0.19% เท่านั้นที่เป็นนาอินทรีย์

(ข้อมูลในปี 2556 ไทยมีพื้นที่นา 64,998,380 ไร่ (Thai Rice Exporters Association) มีนาอินทรีย์ 125,730.71 ไร่ (GreenNet)) 

นาอินทรีย์จะทำให้ได้ข้าวอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์คือข้าวที่ไม่มี

  • สารเคมีแช่เมล็ดข้าวเปลือก
  • ยาฆ่าหญ้า
  • ยาฆ่าปู ฆ่าหอยเชอรี่
  • ยาฆ่าแมลง
  • ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนเร่งโต
  • เคมีเร่งให้ข้าวสุกพร้อมกันทั้งนา
  • การรมยากันมอด อบยาคุมเชื้อรา

โครงการผูกปิ่นโตข้าว อธิบายแบบสั้นคือการที่คนกินข้าวซื้อ “ข้าว” จากคนปลูกข้าวโดยตรง โดยข้าวนั้นเป็นข้าวอินทรีย์ เพื่อให้เกษตรมีเงินทุนในการดำเนินงาน คนกินข้าวจะโอนเงินค่าข้าวไปให้ทั้งปีตามจำนวนที่ต้องการและคนปลูกหรือ “เจ้าบ่าว” ก็จะสีข้าวใหม่ๆส่งมาให้ถึงบ้านทุกเดือน

คุณภาพข้าวที่มั่นใจได้

ถึงตรงนี้คุณต้องมีคำถามแน่ๆว่า กระบวนการคัดเลือกเกษตรกรเข้าโครงการเป็นยังไง จะมั่นใจได้แค่ไหนว่าข้าวที่มาถึงคนกินมีคุณภาพดีจริงๆ แม่สื่อผูกปิ่นโตข้าว มีกระบวนการการคัดเลือกและตรวจสอบเจ้าบ่าวที่เคร่งครัด พิถีพิถัน และในขณะเดียวกัน ก็ให้พลังและกําลังใจกับชาวนา

แม่สื่อจะไปเยี่ยมนาที่ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้น เพื่อรู้จักวิถีการดําเนินชีวิตของชาวนาว่า สอดคล้องกับวิถีอินทรีย์หรือไม่ ซึ่งวิถีอินทรีย์นั้น ต้องกล้าหาญ ขยัน หนักแน่น อดทน ยินดีทํางานหนักแม้จะยังไม่เห็นผลตอบแทนในทันที มีใจเกื้อกูลผู้คนและส่ิงแวดล้อม จึงพูดได้ว่า “ความโลภ” เป็นของแสลงกับวิถีอินทรีย์ และ “ความพอเพียง” เป็นของคู่กันกับวิถีอินทรีย์ นี่คือคุณสมบัติของเจ้าบ่าวด้วย

แล้วมาตรฐานข้าวละจะวัดมายังไง?

ทางโครงการมีระบบการตรวจสอบที่มี “คณะกรรมการเจ้าบ่าวผูกปิ่นโตข้าว” ทํางานร่วมกับ ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ และคุณนกกบแห่งเพลินข้าวบ้าน ได้ ร่วมกันร่าง “มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม ผูกปิ่นโตข้าว” และ ได้ประกาศใช้เมื่อวันท่ี 11 ตุลาคม 2558

  • เพื่อให้เป็นมาตรฐานสําหรับข้าวอินทรีย์ที่ปลูกโดยชาวนาไทยทุกคนท่ี ตั้งใจเดินบนเส้นทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
  • เพื่อให้ผู้บริโภคได้มั่นใจ ไว้วางใจและเช่ือมั่นว่าข้าวทุกถุงท่ีมีตรา มาตรฐานผูกปิ่นโตข้าว จะนําส่งความรักความปลอดภัยและสุขภาพท่ีดีให้ อย่างจริงใจและจริงจัง

โครงการนี้ทำมาเข้าปีที่ 4 แล้วครับ และได้ผลตอบรับอย่างดีมากครับ 

อย่างกรณีของบ่าวมาร์คก็มี “เจ้าสาว” 80 กว่าคน (พี่ก้อง นูโวก็เป็นหนึ่งในนั้น) ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ทุกวันนี้ผมมีข้าวที่อร่อยกว่าซื้อตามห้าง และเนื่องจากผมสั่งเดือนละ 30 กิโล จึงมีไปแบ่งคนข้างๆบ้านด้วยเสมอ เป็นของที่ให้แล้วคนรับถูกใจมากๆครับ

ที่สำคัญคือราคาครับ เนื่องจากข้าวของบ่าวมาร์คคุณภาพดีมากๆ จึงทำให้สามารถขายข้าวหอมมะลิได้กิโลละ 80 บาทและไรซ์เบอรี่ที่ 100 บาท (ถ้าเข้าโครงการผูกปิ่นโตข้าวจะมีส่วนลดให้) ซึ่งราคาแตกต่างจากราคาข้าวที่ทำนาเคมีอย่างมากครับ

บ่ายวันนั้นตอนแดดร้อนเปรี้ยง คณะของเราได้ลงไปเดินในนาของบ่าวมาร์คครับ ได้เรียนรู้อะไรใหม่เกี่ยวกับข้าวที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเยอะมาก แค่ผมเดินอยู่ชั่วโมงเดียวยังไม่ได้ทำอะไรก็พอจะรู้แล้วละครับว่างานเกษตรกรรมนั้นเหนื่อยและหนักมาก มากกว่าที่ผมเคยคิดไว้เยอะ

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดหนึ่งวันในนา ทั้งจากบ่าวมาร์ค คุณบี๋ โครงการผูกปิ่นโตข้าว ข้าวอินทรีย์ มันทำให้ผมคิดว่า ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลงโลก ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงประเทศ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง

มันจะไม่มีอะไรเปลี่ยนเลยครับถ้าคุณไม่ “ลงมือทำ”

หากสนใจรายละเอียดโครงการผูกปิ่นโตข้าวสามารถไปชมได้ที่

http://pookpintokao.com/ หรือ https://www.facebook.com/pookpintokao/