NEWSTECHNOLOGY NEWSAI จะเปลี่ยนชีวิตเราอย่างไรในอีก 20 ปีข้างหน้า?

AI จะเปลี่ยนชีวิตเราอย่างไรในอีก 20 ปีข้างหน้า?

ช่วงนี้หลายๆ คนคงจะเห็นข่าวการถือกำเนิดของ AI Influencer กันแล้ว และก็เริ่มจะรู้สึกแล้วว่าการมีอยู่ของ AI นั้นเริ่มที่จะค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในชีวิตของเราทุกคนมากขึ้นเรื่อยๆ 

ถ้าหากลองสังเกตชีวิตประจำวันของเรากันดีๆ เราจะสังเกตได้เลยว่า AI ได้เข้ามามีบทบาทในหลายๆ มุมของชีวิตเรามากกว่าแต่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นการท่องโลกโซเชียลมีเดีย การใช้บริการแอปพลิเคชันต่างๆ บนสมาร์ตโฟนของเรา หรือแม้แต่โลกของการทำงานของใครหลายคนก็ร่วมเอา AI มาใช้แล้วเรียบร้อย ซึ่งแม้แต่ในทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าการมีอยู่ของ AI ก็ทำให้ชีวิตของพวกเราทุกคนเปลี่ยนมาระดับหนึ่งแล้ว แม้จะไม่ได้เห็นชัดเจนก็ตาม จึงทำให้เกิดคำถามเผื่ออนาคตว่า “แล้วในอีก 20 ปีข้างหน้าล่ะ AI จะเปลี่ยนชีวิตของเราไปอีกแค่ไหนกัน?”

Kai Fu Lee ผู้เขียนหนังสือ “AI 2041: Ten Vision for Our Future” หนังสือที่ได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเราทุกคนอย่างไรบ้างในปี 2041 จากประสบการณ์การทำงานกว่า 4 ทศวรรษของเขาในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI 

Advertisements

จากบทความของเขาในเว็บไซต์ Time ก็ได้ชี้ว่า ในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า ความสามารถของ AI จะทวีคูณจนสามารถรู้จักและเข้าใจมนุษย์อย่างเราๆ มากกว่าที่ตัวของเรารู้จักตัวเองเสียอีก! เหล่าเว็บไซต์ แอปพลิเคชันต่างๆ ที่เราใช้จะสามารถรู้สิ่งที่เราต้องการ รู้สิ่งที่เราคิด ผ่านไม่แค่ทุกๆ คลิก ทุกๆ การกดสั่งซื้อ หรือทุกๆ การหยุดกดเหมือนทุกวันนี้ แต่ยังรวมถึงทุกๆ การกระทำ ทุกๆ การเคลื่อนไหว และทุกๆ คำพูดที่เราได้พูดออกไปอีกด้วย

ซึ่งในบทความนี้ เขาได้แบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลักๆ ของชีวิตเราที่ AI จะเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลง ไปดูกันเลยว่าชีวิตของเราจะต่างจากตอนนี้อย่างไรบ้าง!

1) แม้แต่ White Collar อาจโดนแย่งงาน

ในอีก 20 ปีข้างหน้า แน่นอนว่าดาต้าหรือข้อมูล จะอยู่ในรูปแบบดิจิทัลทั้งหมด ส่งเสริมให้ AI นั้นสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในเชิงของ Decision Making และ Optimization 

AI, หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ จะเข้ามาครองพื้นที่ในกระบวนการทำงานของทั้งอุตสาหกรรมการผลิต การขนส่งดิลิเวอรี การออกแบบและการทำการตลาดของสินค้าส่วนใหญ่ สิ่งที่พิเศษมากขึ้นคือการที่หุ่นยนต์เหล่านี้จะมีความครบวงจรในตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจำลองตัวเองได้เอง (Self-replicating), การซ่อมแซมตัวเอง (Self-repairing) และการออกแบบได้เอง (Self-designing) ช่วยลดการพึ่งพาจากการทำงานจากมนุษย์ 

และที่สำคัญเลยคือ ปกติเรามักจะพูดถึง Blue Collar Worker ที่จะถูกทดแทนด้วย AI แต่ใน 20 ปีข้างหน้านี้ ผู้เขียนก็ได้ระบุเช่นกันว่า White Collar Worker ที่เป็น Entry Level หรือผู้ที่ทำงาน Routine ก็อาจจะโดน AI เข้ามาทดแทนได้เช่นกัน โดยมันจะทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ช่วย’ ที่เพรียบพร้อมไปด้วยแหล่งข้อมูลมหาศาล เช่น อาจจะเข้าไปทดแทนงานในตำแหน่งที่ให้ความช่วยเหลือผู้ที่เป็นนักวิจัย นักกฎหมาย หรือแม้แต่นักข่าว ที่ต้องการผู้ช่วยในการจัดหาข้อมูลจำนวนมาก เพื่อเอามาต่อยอดตามหน้าที่ของแต่ละสายงาน

2) การปฏิวัติอุตสาหกรรมสุขภาพ

ถึงแม้ว่า AI จะเข้ามาสร้างความสั่นคลอนให้กับตลาดแรงงาน แต่ในขณะเดียวกัน การมีอยู่ของมันก็ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราในด้านที่เกี่ยวกับ ‘สุขภาพ’ 

ในปัจจุบันเราก็เริ่มที่จะเห็นแล้วว่าการดูแลสุขภาพกำลังถูกทรานส์ฟอร์มให้มีความดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ซึ่งในอีก 20 ปีข้างหน้า ภายใต้อุตสาหกรรมสุขภาพที่เต็มไปด้วยดาต้า นวัตกรรม และเทคโนโลยี สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งมวลนี้จะสร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมนี้พัฒนากลายเป็นอุตสาหกรรมแบบ Data-driven หรือขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางผู้เขียนก็ได้บอกไว้ว่า AI จะเข้าไป ‘ปฏิวัติ’ ทั้งห่วงโซ่ของสายสุขภาพเลยด้วยซ้ำ ตั้งแต่ขั้นตอนของการวินิจฉัย การรักษา การมอนิเตอร์ จนไปถึงการดูแลรักษาในระยะยาว 

นอกจากนี้ AI จะยังเข้ามาช่วยมนุษย์ในกระบวนการคิดค้นยาชนิดใหม่ๆ ขึ้นมา และด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามากในระยะยาว ก็จะช่วยให้เราเข้าถึงวิธีรักษาโรคที่หาได้ยากได้มากขึ้น โดยเฉพาะในสายของการรักษาแบบแม่นยำและจำเพาะ (Precision Medicine) ที่ AI จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเสนอการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละรายบุคคลได้ด้วยเช่นกัน

3) การคมนาคมที่ทั้งปลอดภัยและสะดวกมากยิ่งขึ้น

ในปัจจุบัน เราก็เริ่มที่จะเห็นกระแสของรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติอย่าง Tesla เข้ามาบ้างแล้ว และในแบรนด์อื่นๆ ก็เริ่มที่นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาปรับใช้ แต่ก็ยังมีข้อกังขาที่ว่ารถยนต์เหล่านี้จะปลอดภัยจริงหรือไม่?

แต่สำหรับในอีก 20 ปีข้างหน้า ทางผู้เขียนก็บอกว่า AI จะเข้ามาช่วยให้ชีวิตของผู้คนบนท้องถนนนั้นดียิ่งขึ้นผ่านการใช้งานระบบขับขี่อัตโนมัติที่มีความปลอดภัยมากกว่าเดิม โดยจะช่วยลดกว่า 90% ของการเสียชีวิตบนท้องถนนเลยทีเดียว

Advertisements

เขายังกล่าวอีกว่ายานพาหนะระบบขับขี่อัตโนมัตินี้จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานของสมาร์ตซิตี้ ที่จะทำหน้าที่เป็นเหมือนโฮสต์ในการเชื่อมโยงรถต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยรถแต่ละคันจะสามารถสื่อสารถึงกันได้ทันทีและมีความแม่นยำที่ค่อนข้างสูง หากใครยังนึกภาพไม่ออกลองนึกว่าถ้ามีรถคันหนึ่งจู่ๆ ยางแตกขึ้นมา รถคันนี้ก็สามารถที่จะส่งสัญญาณไปยังรถคันอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ให้ระวังหรือให้อยู่ห่างๆ นั่นเอง เกิดเป็นระบบการคมนาคมที่มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นและช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

4) เสริมประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหนือชั้น

การเข้ามาของ AI ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับผู้ใหญ่เท่านั้น แต่กับเด็กๆ ด้วยเช่นกัน ทางผู้เขียนก็ได้บอกว่า AI นั้นจะเข้ามาเป็นครูผู้สอน เข้ามาเป็นผู้ให้คะแนนและตอบคำถามพื้นฐานให้แก่เด็กๆ โดยที่จะมีความแม่นยำทางด้านข้อมูลและมีความอดทนมากกว่าครูที่เป็นคนจริงๆ เสียอีก

โดยครู AI จะยังสามารถตรวจจับได้ว่าเมื่อสอนไปถึงตรงไหนหรือการสอนแบบไหนทำให้เปลือกตาของนักเรียนหย่อนยานจนแทบจะปิด ช่วยวิเคราะห์และปรับรูปแบบการสอนที่ทำให้นักเรียนเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น และยังมอบบททดสอบให้แก่นักเรียนแต่ละคนโดยอิงจากระดับความรู้ความสามารถของนักเรียนในเรื่องนั้นๆ แทนที่จะมอบแบบทดสอบที่เหมือนกันทั้งหมดให้กับนักเรียนทุกคน

ในขณะเดียวกัน ครูที่เป็นมนุษย์จะทำหน้าที่แทนสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ เช่น การสร้าง Critical Thinking การกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ การปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจ และการสร้างการทำงานแบบทีมเวิร์กให้กับนักเรียน รวมถึงเมื่อนักเรียนเกิดความสับสน หรือต้องการปรึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้สึก จิตใจ หน้าที่นี้ก็จะเป็นหน้าที่ของครูที่เป็นมนุษย์นั่นเอง

5) ทำให้ชีวิตในบ้านของเราสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

เมื่อนำ AI มาผสานกับเทคโนโลยีอย่าง Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) เส้นแบ่งระหว่างชีวิตจริงๆ ของเรากับการสื่อสาร กับการเล่นเกม และการดูหนังจะค่อยๆ ลบเลือนหายไป เมื่อถึงเวลานั้น เด็กๆ อาจจะสามารถเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์กับอัลเบิร์ต ไอสไตน์ที่จะมาในรูปแบบ Virtual โดยพวกเขายังสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับนักวิทยาศาสตร์จำลองเหล่านี้ได้อีกด้วย

และในเชิงของเอนเตอร์เทนเมนต์ แน่นอนว่า AI จะช่วยทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมของเรานั้นเสมือนจริงมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกันกับพวกหุ่นยนต์ต่างๆ ทำให้เราเห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างสองโลกนี้นั้นมีความไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น AI จะค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในชีวิตประจำวันของเรา ทำให้เราแทบจะไม่รู้สึกเลยว่ามันได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเราไปมากขนาดนี้แล้ว

ซึ่งทั้ง 5 ข้อเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ Kai Fu Lee ได้วิเคราะห์และคาดการณ์ไว้ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรในปี 2041 แต่แน่นอนว่า AI ก็เป็นเหมือนกับ ‘ดาบสองคม’ 

บางส่วนแน่นอนว่าก็ช่วยทำให้ชีวิตมนุษย์อย่างเราๆ นั้นง่ายดายมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับบางส่วน อย่างเรื่องของการเข้ามาทดแทนงาน ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทางรัฐบาลและสังคมต้องหาทางรับมือ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาชีพใหม่ๆ หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเป็นส่วนตัว ที่มักจะเป็นประเด็นอันร้อนระอุเมื่อพูดถึงการจัดเก็บดาต้าจำนวนมาก ที่เราก็ต้องหาทางออกร่วมกันให้ได้ อย่างไรก็ดี ในตอนนี้เราก็เริ่มที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้บ้างแล้ว ก็ต้องมาค่อยๆ จับตาดูกันว่า ตั้งแต่วันนี้จนถึงปี 2041 อีก 20 ปีข้างหน้า ชีวิตของพวกเราจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ทุกคนคิดว่าจะเป็นอย่างไร มาแชร์กัน!

แปลและเรียบเรียง
https://bit.ly/3n28nLZ

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#society

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

Metaverse กับการช่วยเหลือจิตใจ มุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไป

“แต่จริงๆ แล้ว Metaverse อาจช่วยชีวิตคนก็เป็นได้” นี่อาจฟังดูเป็นประโยคที่เป็นไปไม่ได้จากอีลิตที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้ว Metaverse สามารถทำให้เราเข้าใจและรับมือกับความเจ็บปวด ความเศร้าและอคติในสังคมได้มากขึ้น

Arcane ผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ จากค่ายเกมที่ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม!?

เปิดจักรวาลความบันเทิงครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กับซีรีส์ที่หยิบยกเนื้อหามาจากเกม LoL (League of Legends) โดย Riot Games ค่ายเกมผู้ถูกตั้งแง่โดยแฟนๆ ว่า “ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม” แต่ตามทฤษฎีได้บอกไว้ว่า “เกมไหนกาก แปลว่าเกมนั้นดัง” ดังนั้นจึงไม่น่าห่วงอะไร (มั้ง!?)

ไม่แปลกที่จะ “แปลก” เมื่อความแปลกมีพลังกว่าที่คิด!

วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดี กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan ที่จะมาเปลี่ยน “ความแปลก” ของเราให้กลายเป็นพลัง และสอนให้เราเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ไปดูเรื่องราวโดยสรุปของหนังสือเล่มนี้กัน
Photcharadhanai Thirati
ครีเอเตอร์ที่หลงใหลในความแตกต่างและความเปราะบางผู้คน