INSPIRATION3 วิธีเปลี่ยนโลกให้เป็นแง่บวก แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ลบๆ

3 วิธีเปลี่ยนโลกให้เป็นแง่บวก แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ลบๆ

ถ้าเราต้องเลือกประโยคเพื่อบรรยายภาพแก้วน้ำที่บรรจุน้ำอยู่ครึ่งหนึ่ง เราจะเลือก “แก้วนี้มีน้ำอยู่ตั้งครึ่งหนึ่ง” หรือ “แก้วนี้ยังขาดน้ำอีกครึ่งหนึ่ง”

คนที่มองโลกในแง่บวกมักจะตอบว่า “แก้วนี้มีน้ำอยู่ตั้งครึ่งหนึ่ง” เพราะพวกเขาเห็นข้อดีของแก้วที่บรรจุน้ำใบนี้ หนึ่งในคนที่มองโลกเช่นนี้ได้แก่ Gottfried Wilhelm von Leibniz นักปรัชญาชาวเยอรมัน และนักคณิตศาสตร์ (เราอาจรู้จักเขาจากการเป็นผู้คิดค้นทั้งคำว่า “ฟังก์ชัน” ระบบเลขฐานสองที่ใช้ในคอมพิวเตอร์และวิชาแคลคูลัสที่หลายคนเกรงกลัว) ปรัชญาที่โด่งดังของ Leibniz คือ “โลกที่เราอยู่ในขณะนี้คือโลกที่ดีที่สุดจากความเป็นไปได้ทั้งหมด” ซึ่งแนวคิดนี้สื่อถึงความเป็น Optimism ในตัวเขาอย่างเต็มกำลัง 

ในขณะที่คนมองโลกในแง่ร้ายนิยมเลือกคำตอบที่สอง ซึ่งมองว่าน้ำยัง “ขาด” อีกตั้งครึ่งหนึ่ง หนึ่งในนั้นได้แก่ Arthur Schopenhauer นักปรัชญาชาวเยอรมัน ผู้ที่ใช้เวลาตลอดชีวิตไปกับการมองโลกในแง่ร้าย โดยเขามองว่า “ความสุขคืออุปสรรคของชีวิต”

Advertisements

Schopenhauer ยังได้แย้งปรัชญาของ Leibniz ด้วยตรรกะที่ว่า “ความเป็นไปได้ที่ Leibniz สื่อถึง ไม่ใช่สิ่งที่เราจะมาจากการวาดฝันหรือคิดไปเองได้ แต่ควรมาจากความจริงที่เกิดในขณะนี้ แม้ยังไม่มีความเป็นไปได้ที่โลกเราจะยังเลวร้ายจนถึงจุดสิ้นสุด แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ตอนนี้โลกของเราก็ดำเนินไปในหนทางที่เลวร้ายที่สุด เพราะมันทวีความรุนแรงและใช้ชีวิตยากขึ้นเรื่อยๆ”

ในโลกปัจจุบันที่มนุษย์เราต้องเผชิญทั้งภาวะโลกร้อน โรคระบาด สงคราม และภัยพิบัติต่างๆ เราอาจเห็นด้วยกับปรัชญาของ Schopenhauer มากกว่า เพราะมันทำให้เรามองโลกด้วยความเป็นจริงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มุมมองนี้อาจทำให้ใครหลายๆ คนรู้สึกท้อกับชีวิตที่เป็นอยู่ในตอนนี้ มากกว่าจะเกิดแรงผลักดันที่จะลุกขึ้นสู้และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น 

ยิ่งไปกว่านั้น การมองโลกในแง่ร้ายนั้นยังมีผลเสียอีกอย่าง ซึ่งก็คือทำให้เรา “อายุสั้น” กว่าที่ควรจะเป็น

จากการวิจัยของมหาวิทยาลัย Boston ในปี 2019 นักวิจัยได้ติดตามชีวิตของชายและหญิงมากกว่า 70,000 คน พวกเขาพบว่า กลุ่มชายและหญิงที่มองโลกในแง่ดีมากที่สุดมีอายุยืนมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 11-15% บ้างอาจมีอายุยืนยาวเกิน 85 ปีเลยทีเดียว

อีกหนึ่งการวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล Elizabeth Blackburn และนักจิตวิทยาด้านสุขภาพ Elissa Epel พวกเธอได้ศึกษาผลเสียที่เกิดจากการคิดเชิงลบ แล้วพบว่า พวกมันทำลาย Telomere ซึ่งเป็นปลายที่คอยปกป้องโครโมโซมของเรา โดยปกติแล้วโครโมโซมจะสั้นลงทุกครั้งที่มีการแบ่งเซลล์จากการใช้ชีวิต แต่การมองโลกในแง่ร้ายกลับสามารถกระตุ้นให้ Telomere หดสั้นเร็วกว่าปกติซึ่งส่งผลให้เรามีชีวิตสั้นลงกว่าเดิม

จะเห็นได้ว่าคิดลบนั้นน่ากลัว! แต่คิดบวกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนคงเริ่มสงสัยว่า “บนโลกที่มีแต่สถานการณ์เลวร้ายแบบนี้ แล้วเราจะสามารถมองโลกในแง่บวกได้ยังไงกัน”

หากยังคิดไม่ออก ลองมาอ่าน 3 วิธีที่จะช่วยให้เรารักษาความคิดแง่บวกไว้ได้กันดีกว่า

1. ปล่อยให้ตัวเราได้เรียนรู้อารมณ์ที่เป็นอยู่

เวลาเราแสดงอารมณ์เชิงลบ ไม่ว่าจะโมโห เสียใจ หลายครั้งที่เราพยายามบอกให้ตัวเราฮึบๆ ไว้ เพราะมองว่าการระบายอารมณ์เหล่านี้ดูเด็ก หรือไม่เป็นมืออาชีพ แต่เมื่อเราอดกลั้นสะสมอารมณ์ลบไว้ในใจนานเข้า สักวันมันก็ต้องระเบิดออกมาและอาจรุนแรงเกินกว่าที่จะควบคุมไหว

ดังนั้นเมื่อเรารู้สึกถึงอารมณ์เชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โมโห เศร้า ท้อแท้ ลองให้จิตใจเราได้กลั่นกรองอารมณ์เหล่านี้ เพื่อให้เราเข้าใจด้านลบในตัวเราได้ดีขึ้น ในช่วงเวลานั้นเราอาจรู้สึกว่า ตนเองช่างอ่อนแอ แต่นั่นคือสิ่งที่แสดงว่า เรายังมีชีวิตและมีความเป็นมนุษย์

หลังเราระบายอารมณ์ลบเรียบร้อยแล้ว แทนที่จะมานั่งเสียใจหรือเสียดายว่า ‘ฉันนี่มันช่างคิดลบจริงๆ’ หรือ ‘เจ้าอารมณ์แบบนี้คนอื่นต้องไม่ชอบแน่เลย’ ลองนำสิ่งที่ได้จากเหตุการณ์มาเป็นบทเรียนในการดำเนินชีวิตเสียใหม่ 

เช่น หากเราโมโหที่เหตุการณ์ต่างๆ ไม่เป็นใจให้เราเลย ลองระบายอารมณ์ที่คุกรุ่นในใจให้หมดสิ้น แล้วค่อยมาคิดหาวิธีว่า จะทำอย่างไรให้รับมือกับอารมณ์ได้ดีกว่านี้ หรือจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เดิมๆ เช่นนั้นได้อย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้นซ้ำอีก

Advertisements

2. ทำใจยอมรับสถานการณ์ที่เลวร้าย

สาเหตุที่เราคิดบวกได้ยากเป็นเพราะเราไม่สามารถหนีจากสถานการณ์เลวร้าย หรือข่าวเชิงลบในชีวิตอย่างสิ้นเชิงได้ ดังนั้นก่อนจะข้ามขั้นไปมองโลกในแง่ดี ลองทำสิ่งที่ง่ายกว่าให้สำเร็จก่อน ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ การทำใจ “ยอมรับ” ว่า ณ ช่วงเวลานี้เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และทำได้เพียงแค่ปล่อยให้สถานการณ์นั้นเกิดขึ้น ดำเนินไปในแบบของมัน และจบไป

การยอมรับยังช่วยให้เรารับมือกับอารมณ์ได้ดีขึ้นหลังจากพบเจอสิ่งเลวร้าย หลายครั้งที่เจอเรื่องแย่ๆ เราไม่รู้ตัวเลยว่าเรากำลังอยู่ในอารมณ์เชิงลบ ซึ่งสภาวะนี้ส่งผลให้เราตัดสินใจอะไรได้ช้าลง ทำให้เรารู้สึกอ่อนแอ และอาจรู้สึกหมดหนทาง ลองหันมายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นดูไหม เพราะนั่นจะช่วยให้เรารับความจริงในแบบที่เป็น ค่อยๆ ก้าวข้ามความรู้สึกเชิงลบที่เป็นอยู่ และรู้สึกสงบมากกว่าที่จะเอาใจไปคิดถึงเรื่องเลวร้ายวนไปวนมา

โดยสรุปแล้ว หากเราประเมินสถานการณ์แล้วพบว่า มันเกินกำลังของเรา ก็ให้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเดินหน้าต่อไปโดยไม่ต้องเสียเวลาและกำลังไปกับสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

3. ควบคุมการแสดงออกของเรา

ถึงเราจะไม่สามารถควบคุมความคิดได้ แต่เราสามารถเลือกยกด้านดีๆ ของทุกสถานการณ์มามองเป็นหลักได้ แต่หลักสำคัญคือ “เลือกวิธีแสดงออกทางพฤติกรรมหรืออารมณ์อย่างไรให้เป็นเชิงบวก”

หากอยากจะฝึกการเป็นคนมองโลกในแง่ดีในทุกสถานการณ์นั้น เริ่มจากฝึกมองหาสิ่งดีๆ ทั้งจากในตัวเราไปจนถึงหาจากคนรอบๆ ตัวเรา เราอาจเริ่มต้นเล็กๆ จากการฝึกพูดจากับตัวเองให้ดี ไม่เกิดความรู้สึกลบๆ หรือจะเป็นการควบคุมตัวเองให้โต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นอย่างเหมาะสม ไม่ใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ และไม่แสดงความเห็นในเชิงมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป 

นอกจากนี้ ยังมีการฝึกควบคุมการแสดงออกเล็กๆ ที่ทุกคนทำได้ ซึ่งก็คือ การเลือกว่าจะตอบรับวันใหม่อย่างไรตั้งแต่หลังตื่นนอนเช่น เราจะเลือก “ต้อนรับเช้าวันใหม่ด้วยความสดใส และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่จะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น” หรือเลือกที่จะ “ให้ตัวเราจมอยู่กับอารมณ์แย่ๆ แล้วปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปด้วยความรู้สึกไม่สดใสตลอดทั้งวัน” 

สุดท้ายนี้ ถึงเราจะรู้สึกว่า ตอนนี้อารมณ์และความคิดเราไวเกินจะควบคุมได้ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะควบคุมมันไม่ได้ตลอดไป เราลองมาฝึกตาม 3 ขั้นตอนนี้ แล้วเราจะพบว่า การมองโลกในแง่ดีท่ามกลางเหตุการณ์แย่ๆ อาจไม่ได้ยากแบบที่เราคิด

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ
5 วิธีหนี “Downward Spiral” เพราะวันดีๆ เริ่มต้นที่อารมณ์แรกของวัน
จะตามหา ‘ความสุข’ ได้อย่างไรในช่วงเวลายากลำบาก

อ้างอิง
https://bit.ly/3qmLzs9
https://bit.ly/3EAdOZy
https://bit.ly/3FvMYmy
https://bit.ly/3JlawwA
https://bit.ly/3qohxUH

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#psychology

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

สรุปเทรนด์ 2021 กับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) เปลี่ยนไป

ใครจะเชื่อว่า Live นอนก็สามารถขายได้และมีคนดูกว่าหมื่นคนใครจะเชื่อว่า Live ธรรมะจะเข้าถึงง่ายและยังสร้างปรากฏการณ์คนดูกว่าครึ่งล้าน ใครจะเชื่อว่า ‘กล่องสุ่ม’ ที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมากนาทีนี้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อแล้ว เพราะตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา เราทุกคนล้วนเห็นกับตาและพบเจอด้วยตัวเองแล้วว่าอะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพราะหากใครติดตามข่าวหรือโซเชียลมีเดียจะพบว่ามีเรื่องราวและประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แม้จะได้รับวัคซีนกันไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ‘โอมิครอน’ กำลังสร้างความน่ากังวลไม่น้อย...

ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมีจริงไหม? ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ กับหนังสือ ‘The Midnight Library’

เรากำลังโหยหาชีวิตที่สมบูรณ์แบบอยู่หรือเปล่า? แล้วความสมบูรณ์แบบที่ว่ามีหน้าตาอย่างไร การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำอะไรเพื่อสังคม หรือได้เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ หรือว่าจริงๆ แล้วความสมบูรณ์แบบของชีวิตนั้นอาจไม่มีอยู่จริง

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

Related Articles

สรุปเทรนด์ 2021 กับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) เปลี่ยนไป

ใครจะเชื่อว่า Live นอนก็สามารถขายได้และมีคนดูกว่าหมื่นคนใครจะเชื่อว่า Live ธรรมะจะเข้าถึงง่ายและยังสร้างปรากฏการณ์คนดูกว่าครึ่งล้าน ใครจะเชื่อว่า ‘กล่องสุ่ม’ ที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมากนาทีนี้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อแล้ว เพราะตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา เราทุกคนล้วนเห็นกับตาและพบเจอด้วยตัวเองแล้วว่าอะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพราะหากใครติดตามข่าวหรือโซเชียลมีเดียจะพบว่ามีเรื่องราวและประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แม้จะได้รับวัคซีนกันไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ‘โอมิครอน’ กำลังสร้างความน่ากังวลไม่น้อย...

ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมีจริงไหม? ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ กับหนังสือ ‘The Midnight Library’

เรากำลังโหยหาชีวิตที่สมบูรณ์แบบอยู่หรือเปล่า? แล้วความสมบูรณ์แบบที่ว่ามีหน้าตาอย่างไร การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำอะไรเพื่อสังคม หรือได้เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ หรือว่าจริงๆ แล้วความสมบูรณ์แบบของชีวิตนั้นอาจไม่มีอยู่จริง

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

From Pandemic to Endemic: เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าโควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น”?

จากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน ที่แม้จะก่อให้เกิดการติดต่ออย่างรวดเร็ว แต่ก็มีแนวโน้มการก่อความรุนแรงลดลง ทำให้ทั่วโลกต่างออกมาคาดการณ์ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งเกิดคำถามตามมาว่า หากรูปแบบของโรคระบาดเปลี่ยนไป จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า