4 สิ่งที่ต้องคิด เมื่อธุรกิจจะ “growth”

1969

วันนี้อยากมาชวนคุยเรื่องหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของคนทำธุรกิจ นั่นก็คือเรื่องของการ “growth” หรือการเติบโตของธุรกิจ นั่นเอง

ในมุมของคนทำธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ มีพนักงานหลักสิบ หรือจะเป็นธุรกิจที่ทำมานาน มีพนักงานหลักร้อย แต่เมื่อเราทำมาสักพัก แน่นอนว่าสเต็ปถัดไปเราก็ต้องอยากขยายให้ธุรกิจของเราเติบโตขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ขนาดองค์กร จำนวนพนักงาน การเพิ่มสาขา เพิ่มยอดขาย หรือจะเป็นการเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ 

แต่เราต่างก็รู้ดีว่าการ growth ของธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะอยู่ในสถานะที่พร้อมจะ growth เพราะการเติบโต ย่อมมาพร้อมกับความท้าทายใหม่ๆ อีกทั้งยังต้องเจอกับปัญหาที่ยังไม่เคยเจอมาก่อน ทั้งในมุมของผู้บริหาร และมุมของพนักงานเองด้วย

ดังนั้นก่อนที่เราจะขยายธุรกิจ เราควรคิดถึงเรื่องสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วย

1. ต้องมีความรู้เพิ่มขึ้น

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเมื่อคุณจะขยายธุรกิจ นั่นหมายความว่าจะต้องไปเจอโจทย์ใหม่ๆ ต้องแข่งขันมากขึ้น อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์และการบริการบางอย่างใหม่ทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องมีความรู้ในธุรกิจของคุณมากขึ้น ทั้งในแง่ของโปรดักส์ที่จะขาย ลูกค้าใหม่ ตลาดใหม่ และกลยุทธ์ใหม่ที่จะใช้

ซึ่งแต่ธุรกิจก็จะมีความต้องการที่แตกต่าง นั่นหมายถึงทีมที่พัฒนาหรือคนวางกลยุทธ์ยิ่งจะต้องมีความเชี่ยวชาญ และต้องจำไว้ว่า การที่โปรดักส์ของเราขายดีในตลาดเดิม ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราขยายแล้วจะขายดีได้เหมือนแต่ก่อน

ดังนั้นพนักงานโดยเฉพาะระดับเมเนเจอร์ขึ้นไปยิ่งต้องเร่งเรียนรู้ให้ลึกขึ้น ส่วนพนักงานระดับอื่นๆ นอกจากต้องได้รับการเทรนนิ่งในส่วนที่ตัวเองต้องรับผิดชอบให้มากขึ้น ก็ควรต้องมีความรู้ภาพกว้างเพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่กำลังทำอยู่ด้วย อีกทั้งต้องมีความพร้อมสำหรับการเติบโต มีความเข้าใจใน tools ที่ใช้มากขึ้น หรืออาจจะต้องจ้างพนักงานระดับสูงเพิ่ม เพื่อมาดูแลโปรเจกต์ใหม่ๆ

2. ต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่ดี 

การที่บริษัทจะมีคนเก่งๆ เข้ามาทำงาน ก็ต้องสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมที่น่าทำงาน เพื่อดึงดูดเขาด้วย วัฒนธรรมองค์กรที่ดีจะยิ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น 

ข้อดีของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี เป็นเรื่องที่ง่ายกว่าการแก้วัฒนธรรมที่แย่ไปแล้ว ให้ดีขึ้น

อย่างต่อมาคือ การตั้งวัฒนธรรมองค์กรที่ดีและแข็งแรงตั้งแต่ช่วงเริ่มหรือช่วงที่กำลังจะขยาย จะเป็นด่านแรกในการคัดคนที่เหมาะสมเข้ามาตอนหลังได้ด้วย

ส่วนวิธีการรับพนักงานเข้ามาใหม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับขั้นตอนการสัมภาษณ์ด้วย และอย่าลืมว่า ถ้าเราเป็นปลาน้ำจืด แต่เราเลือกปลาน้ำเค็ม และคอยเติมน้ำเค็มเข้ามาอีกเรื่อยๆ วันหนึ่งอาจจะพากันตายทั้งบ่อ ดังนั้นเราต้องดูให้ดีว่า ถ้าจะ Growth วัฒนธรรมองค์กรของเราต้องชัดเจนตั้งแต่แรก 

การสัมภาษณ์พนักงานใหม่ สิ่งที่ต้องมองหานอกจาก Hard Skills ที่ตรงกับที่บริษัทกำลังมองหา ก็ต้องมองหา Soft Skills ที่ตรงกับวัฒนธรรมองค์กรด้วย ซึ่งเบื้องต้นสามารถทำได้จากการถามคำถามที่ทำให้เห็นแนวคิดของเขา เช่น “คุณจะทำอย่างไรเมื่อมีความเห็นไม่ตรงกับเจ้านาย” “คุณจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร” เพื่อจะได้เห็นทัศนคติในการจัดการกับปัญหา 

เพราะคนเก่งๆ ทำให้เราได้งานดีๆ มากขึ้นก็จริง แต่คนที่เก่งและมีแนวคิดเดียวกับองค์กร จะยิ่งช่วยดันให้องค์กรเติบโตขึ้นไปอีก

3. เลือกจังหวะที่ใช่

จังหวะที่ใช่นั้นหมายถึงหลายเรื่อง เช่น ทีมงานของเรามีความพร้อมหรือเปล่า ตลาดที่เราจะเข้าไปมีความพร้อมกับสิ่งที่เราจะเสนอให้ไหม รวมถึงเรามีการวางแผนทั้ง worst case และ best case scenario ไว้ว่าอย่างไร

เพราะการที่เราขยายธุรกิจ นั่นหมายความว่าเราต้องลงทุนมากขึ้น และถ้าหากเราลงทุนโดยที่ยังไม่มีความพร้อม ไม่มี direction ที่เหมาะสม การขยายธุรกิจก็อาจจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีเท่าไร และอาจเป็นการเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ 

และการที่เราจะมีความพร้อมได้ เราต้องแพลนทุกอย่างไว้ล่วงหน้า โดยอาจตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า

  • เรามีเป้าหมายอะไร : ถ้าหากเราต้องการเพิ่มยอดขาย ก็ต้องวางแผนว่าจะใช้สินค้าตัวไหนเป็นตัวทำรายได้ให้กับบริษัท หรือถ้าหากเราต้องการหาลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ก็ต้องลองคิดว่าลูกค้าเป้าหมายเป็นใคร และมีแผนการอย่างไรที่จะเข้าถึงพวกเขาได้

  • การขยายตัวจะส่งผลกับพนักงานอย่างไรบ้าง : พนักงานมีความพร้อมไหม มีระบบเทรนนิ่งอะไรสำหรับพนักงานบ้าง

  • ตลาดหรือเซกเมนต์ใหม่ที่เราจะเข้าไปเป็นผู้เล่นมีการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน : แน่นอนว่าเมื่อขยายธุรกิจ ก็จะต้องแข่งกับเจ้าอื่นๆ เพิ่มขึ้น ดังนั้นเราต้องมีการคิดเรื่อง SWOT ใหม่ และเตรียมตัวเพื่อเข้าไปเล่นกับผู้เล่นเจ้าใหม่ๆ การแข่งขันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเสมอไป เพียงแต่เราต้องมีการเตรียมพร้อมและวางแผนไว้ให้ดีก่อน

4. ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น

แน่นอนว่าการขยายธุรกิจจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำรายได้ที่มากขึ้น แต่การปรับขนาดของบริษัทก็มาพร้อมกับต้นทุนและความท้าทายด้านการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ดังนั้นเราจึงต้องพิจารณาเรื่องเงินในทุกแง่มุมอย่างละเอียด ทั้งเรื่องรายได้ กำไร และต้นทุน ถ้าหากการขยายธุรกิจทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น เราก็ควรขยาย แต่ถ้าหากเราลองคำนวณดูแล้วว่ารายรับหักจากต้นทุนก็ยังไม่ก่อให้เกิดกำไร ก็ยังไม่ควรตัดสินใจขยายธุรกิจ เพราะมันมีความเสี่ยงมากเกินไป

เพราะการขยายธุรกิจนำมาสู่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าสถานที่ การจ้างพนักงานเพิ่ม ต้นทุนในการเทรนพนักงานเพิ่ม ค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด ไปจนถึงต้นทุนในการซื้ออุปกรณ์ 

อย่างไรก็ตามเราสามารถแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ เช่น ต่อรองเรื่องเครดิตการจ่ายเงินกับซัพพลายเออร์รายใหม่ เปลี่ยนเครดิตกับซัพพลายเออร์รายเก่า กู้ยืมธนาคาร และอาจลองคุยกับนักลงทุนหรือธนาคารเพื่อให้ช่วยซัพพอร์ต ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นต้องใช้ หรือลองมองหาโซลูชั่นที่ช่วยประหยัดมากขึ้น

สำหรับองค์กรไหนที่ยังมีโครงสร้างขององค์กรที่ยังไม่แน่นอน มีการเติบโตและการขยายตัวอย่างรวดเร็ว อุปกรณ์ที่ใช้ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามการเติบโตซึ่งอาจจะทำให้ต้องลงทุน cost ค่า IT devices เยอะขึ้นจำนวนมาก ตอนนี้ HP ได้ออกโปรแกรม HP Subscription หรือ โปรแกรมเช่าซื้อ-เช่าใช้ รายเดือน สำหรับผู้ประกอบการ SME-Startup โดยให้เช่าใช้-เช้าซื้ออุปกรณ์ IT ต่างๆ ตั้งแต่ Laptop / Printer / แพกเกจ Software / และการบริการจากเจ้าที่ผู้เชี่ยวชาญแบบ on-site service ตลอดสัญญา

สามารถเปลี่ยนเครื่องได้ช่วยให้องค์กรสามารถใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ได้ และไม่เป็นภาระในการจัดการอุปกรณ์เก่าๆ  และเราไม่ต้องเสียเงินก้อนใหญ่ในการซื้ออุปกรณ์ในครั้งเดียว มีเงินเหลือไปลงทุนให้ธุรกิจเติบโตได้ต่อไป  โดยราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 776 บาท / เดือน* 

ใครที่สนใจโซลูชั่นนี้ ก็สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของ HP ได้ที่ (ลิงค์ด้านล่าง) https://bit.ly/2Y6IgrW หรือ โทร. 02-021-5559