ENTERTAINMENT ถ้าบ้านเมืองดี “หนูน้อยไม้ขีดไฟ” จะไม่ตายข้างถนน

ถ้าบ้านเมืองดี “หนูน้อยไม้ขีดไฟ” จะไม่ตายข้างถนน

ความเหลื่อมล้ำในสังคม มีมาทุกยุคทุกสมัย เป็นโครงสร้างกดทับผู้คนที่น่ากลัว ใครที่ “มี” ก็ใช้ชีวิตได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไรนัก แต่กับคนที่ “ขาด” เขาอาจต้องเผชิญกับความตายได้ทุกวินาที

อย่างในนิทาน “หนูน้อยไม้ขีดไฟ” เรื่องราวของเด็กผู้หญิงที่ตระเวนขายไม้ขีดไฟในคืนก่อนวันปีใหม่ เพื่อหาเงินไปซื้อซุปอุ่นๆ ให้แม่และยายที่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน แต่ความตั้งใจของหนูน้อยจะสำเร็จหรือไม่?

ค่ำคืนแห่งความสุข

บนท้องถนน ในค่ำคืนก่อนวันปีใหม่ ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างรื่นเริงท่ามกลางหิมะโปรยปราย แต่ละคนสวมเครื่องแต่งกายสีสันสดใส เด็กๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนาน แต่ในขณะเดียวกัน บนถนนเส้นนั้น ก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่แตกต่างออกไป…

เด็กผู้หญิงคนนี้ ยืนกลางถนนอย่างเดียวดาย ตัวสั่นจากความหนาว เธอไม่มีชุดสีสันสดใสเหมือนคนอื่น เสื้อผ้าของเธอทั้งบาง ทั้งขาดลุ่ย และสวมรองเท้าที่ใหญ่เกินตัว พร้อมกล่องกระดาษในมือ

ระหว่างที่หนูน้อยกำลังยืนอยู่บนถนน เธอเกือบถูกชนโดยรถที่สัญจรไปมา หนูน้อยตกใจกลัว แล้วรีบวิ่งไปยังทางเท้า แต่รองเท้าที่ใหญ่เกินตัวก็ได้หลุดออกไป และถูกขโมยไปอย่างรวดเร็ว

เธอรีบวิ่งตามเพื่อจะขอคืน แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ตลอดคืนนี้ เห็นทีหนูน้อยจะต้องเดินเท้าเปล่าบนพื้นถนนที่เย็นเฉียบ แล้วหาซอกตึกสักแห่งใช้หลบหนาว

แสงอบอุ่นจากไม้ขีดไฟในคืนที่หนาวเหน็บ

ความหนาว และความเหนื่อย ทำให้เธอต้องหาที่นั่งพัก แล้วเปิดกล่องกระดาษที่เต็มไปด้วยไม้ขีดไฟ น้ำตาของหนูน้อยได้ไหลออกมา เธอแค่อยากจะขายไม้ขีดไฟ แล้วหาเงินไปซื้อซุปอุ่นๆ ให้แม่และยายที่กำลังนอนป่วยที่บ้าน แต่จนถึงตอนนี้ เธอยังขายไม่ได้เลยแม้แต่กล่องเดียว

“ไม้ขีดไฟไหมคะ ใครต้องการไม้ขีดไฟบ้างไหมคะ..”
เธอพยายามขายไม้ขีดไฟด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า และสั่นเครือ แต่ก็ไม่มีใครสนใจ

หนูน้อยทรุดตัวพิงกำแพง นิ้วมือของเธอเริ่มเจ็บปวดจากความหนาวเย็น เธอเปิดกล่องไม้ขีดไฟที่ตั้งใจจะนำมาขาย แล้วจุดให้ความอบอุ่นกับตัวเอง

ทันทีที่หนูน้อยจุดไม้ขีดไฟได้สำเร็จ แสงสีส้มอบอุ่นได้บรรเทาความเย็นให้มือของเธอ รู้ตัวอีกทีเธอ ก็ได้นั่งอยู่หน้าเตาผิง ในห้องที่ตกแต่งสวยงาม ตัวเธออยู่ในชุดขนสัตว์แสนอบอุ่น แต่ไม่นาน แสงจากไม้ขีดไฟในมือเธอก็ดับลง เธอกลับมานั่งอยู่ซอกตึก ในค่ำคืนเหน็บหนาวเช่นเดิม

หนูน้อยพยายามจุดไม้ขีดไฟอีกหลายก้าน เพื่อหวังให้แสงสว่างช่วยมอบความอบอุ่นให้เธออีกครั้ง

ชีวิตที่ดับไปพร้อมกับแสงจากไม้ขีดไฟก้านสุดท้าย

ไม้ขีดไฟก้านที่สามที่หนูน้อยจุดขึ้น ได้พาเธอไปยังความฝัน เธอกำลังนอนดูดวงดาวในค่ำคืนฤดูร้อน เป็นช่วงเวลาที่เธอไม่เคยมีโอกาสได้เห็นในชีวิตนี้ แต่ระหว่างที่หนูน้อยกำลังนอนดูดาว เธอก็ได้มองเห็นดาวตก จึงนึกไปถึงคุณยายที่นอนป่วยรออยู่ที่บ้าน คุณยายที่รักเธอสุดหัวใจ

ไม่ช้า คุณยายก็ได้ปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างที่หนูน้อยไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วบอกว่า
“ถ้าหนูเห็นดาวตก ให้รู้เอาไว้ว่ามีใครบางคน กำลังจะขึ้นไปแทนที่ดาวดวงนั้น”

หลังจากพูดจบ คุณยายก็ได้หายไปพร้อมกับแสงจากไม้ขีดไฟในมือ

“คุณยายคะ อย่าไป หนูคิดถึงคุณยายเหลือเกิน” หนูน้อยคร่ำครวญพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
เธอพยายามจุดไม้ขีดไฟ เพื่อหวังจะได้พบเจอกับคุณยาย อยากจะเห็นรอยยิ้มสดใส ที่ทำให้เธอลืมความขมขื่นทั้งชีวิตที่เธอผ่านมา

หนูน้อยไม่อยากจะให้ช่วงเวลานี้หายไป เธอหยิบไม้ขีดไฟก้านสุดท้ายขึ้นมาจุด
คุณยายปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้ม และพาเธอล่องลอยไปบนฟ้า ตอนนี้หนูน้อยไม่รู้สึกเจ็บปวด เหน็บหนาวอีกต่อไป

ในขณะเดียวกันบนฟากฟ้า ก็ได้มีดาวตกดวงใหม่ ลอยผ่านไปอีกหนึ่งดวง

เช้าวันถัดมา ผู้คนเริ่มตื่นออกมาใช้ชีวิต หลังจากการเฉลิมฉลองวันปีใหม่ ซึ่งคนที่เดินผ่านไปบริเวณนั้น ก็จะเห็นหนูน้อยคนหนึ่ง ที่นอนหลับอยู่ริมกำแพงด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่ปราศจากลมหายใจ
รอบตัวของเธอเต็มไปด้วยก้านไม้ขีดไฟ ที่ดูไร้ค่า แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าก้านไม้ขีดไฟเหล่านั้น คือสิ่งเดียวที่ช่วยมอบความสุขให้กับวาระสุดท้ายของเธอ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต

ถ้าบ้านเมืองดีโลกนี้จะไม่มีหนูน้อยไม้ขีดไฟ

นิทานเรื่องนี้เกิดขึ้นสมัยศตวรรษที่ 19 เป็นอีกหนึ่งผลงานของ Hans Christian Anderson
ชาวเดนมาร์ก ที่โตมาในย่านสลัมของบ้านเกิด เขาเลยรู้ดีว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมเป็นอย่างไร และถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้ง

ในเรื่องเราจะได้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำมากมายที่หนูน้อยไม้ขีดไฟต้องเผชิญ ความเหน็บหนาวทำให้หลายคนมีความสุข แต่เธอกลับต้องเจ็บปวด ในขณะที่เด็กคนอื่นวิ่งเล่น เธอกลับต้องเดินเตร็ดเตร่ขายไม้ขีดไฟ

ความขาดแคลน ทำให้หนูน้อยไม้ขีดไฟต้องดิ้นรน จนสุดท้ายก็พบจุดจบคือความตาย ทำไมความพยายามของหนูน้อยไม้ขีดไฟยังไม่พอที่จะพาครอบครัวหลุดออกจากวังวนนี้ได้?

มันจึงเป็นเรื่องของ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ในสังคมแห่งความเหลื่อมล้ำ ที่ยังคงไม่หายไป
ทุกวันนี้ยังมีเหตุการณ์น่าเศร้าเหมือนกับหนูน้อยไม้ขีดไฟเกิดขึ้นทั่วโลก
เราที่เป็นมนุษย์ทุกคน มีหน้าที่ช่วยเหลือกันทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ เห็นชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญ และจงอย่าลืมว่า

“ในขณะที่คนอื่นใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ยังมีบางคนที่ต้องนอนตายอยู่ข้างถนน”


The Story Teller EP.14 The Little Match Girl หนูน้อยไม้ขีดไฟ
Youtube: https://bit.ly/3bYtPeM

Spotify: https://spoti.fi/2FjJvOd

Soundcloud: https://bit.ly/32tJsru

Podbean: https://bit.ly/3mlq5sz

Apple Podcast: https://apple.co/32s9Lyr


#missiontopluto
#missiontoplutopodcast
#thelittlematchgirl

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/online-content/

POPULAR

รีวิวหนังสือ: Principles

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มนึงที่ผมเคยอ่านมาในชีวิต หนังสือเล่มนี้พลาดแล้วจะ”เสียใจ”ครับ

10 เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต

บิล เกตส์ เขียนถึง 10 เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตที่จะมาเปลี่ยนแปลง และพัฒนาโลกของเราให้ดียิ่งขึ้น

13 ข้อที่คนเข้มแข็งไม่ทำกัน

แท้จริงแล้วความเข้มแข็งของจิตใจคน ไม่ได้มาจากสิ่งที่เราทำ แต่มาจากสิ่งที่เรา "ไม่ได้ทำ" ต่างหาก
Pannawit Thavarawuth
นักหิวข้าวมันไก่ ที่ชอบเรื่องสนุก ๆ และเชื่อในคำว่า "Now or Never"