PODCASTMission to the Moon EP.28: ทำไมเราควรเลิกบ่นคนในออฟฟิศ

Mission to the Moon EP.28: ทำไมเราควรเลิกบ่นคนในออฟฟิศ

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • เรามักจะบ่นใครบางคนให้เพื่อนคนอื่นๆ ฟัง แทนที่จะพูดหรือบอกกับเจ้าตัว “ตรงๆ” (อย่างมีเหตุผล)
  • วิธีการพูดกับเจ้าตัวตรงๆ ต้องทำอย่างมีสติ ใช้คำพูดให้รอบคอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำยากแต่ถ้าทำได้คุณจะเป็นคนที่เติบโตทั้งในหน้าที่การงานและการใช้ชีวิต
  • สิ่งที่ขวางคนส่วนใหญ่ไม่ให้ได้ในสิ่งที่ต้องการมีอยู่ 2 อย่างคือ อีโก้ กับ จุดบอด และสองเรื่องนี้แก้ไขได้ด้วยการเปิดใจรับฟังทุกความคิดเห็น

เลิกบ่นคนที่ออฟฟิศเถอะครับ เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย

การที่เราบ่นคนในออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า ลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงาน มันไม่มีประโยชน์เลยจริงๆ ครับ การบ่นคนในออฟฟิศเป็นปัญหาระดับองค์กรที่ทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมากมาย

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือเรามักจะบ่นใครบางคนให้เพื่อนคนอื่นๆ ฟัง และในขณะเดียวกันคนคนนั้นก็อาจบ่นเราให้คนอื่นฟังด้วยเช่นกัน เหตุการณ์เหล่านี้มักเกิดขึ้นในออฟฟิศทุกวัน แต่สิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นเลยคือ เราไม่ค่อยพูดกับคนที่เราบ่น “ตรงๆ ”

จากการสำรวจพบว่าคนในออฟฟิศใช้เวลา 12.5% ของเวลางานไปกับการบ่นเรื่องหัวหน้าของตัวเอง ที่แย่คือ หลายคนคิดว่าเวลาที่เขาใช้ไปกับการบ่นคนอื่นนับเป็นการทำงานด้วยซ้ำ

สาเหตุที่คนเราชอบบ่นคนอื่นคืออะไร?

คำตอบคือเพราะมันสามารถทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ในทันที กระบวนการที่ทำให้เรารู้สึกอยากบ่นคนอื่น เกิดขึ้นเมื่อมีคนทำให้เรารู้สึกไม่พอใจ เช่น โกรธ กลัว ความรู้สึกนี้จะเป็นพลังงานในร่างกายของเรา และมันส่งผลต่อร่างกายของเราโดยตรงเลย เช่น เราอาจจะรู้สึกหน้าร้อน หัวร้อน มือชา หน้าชา ตัวสั่น เป็นต้น ซึ่งพอเราได้บ่นเรื่องนี้ออกไป อาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปครับ

แต่ในความเป็นจริงแล้วพลังงานความโกรธนั้นไม่ได้หายไปไหน มันแค่กระจายไปที่อื่น

นอกเหนือจากนั้น เรามักจะไปบ่นให้คนที่เรารู้สึกว่าเขาเห็นดีเห็นงามกับเราด้วย ซึ่งจะทำให้เรายิ่งรู้สึกโล่ง รู้สึกมีพวก ความรู้สึกแย่ๆ ก็จะหายไป และได้ความรู้สึกดีๆ มาแทนที่ แต่ความรู้สึกดีๆ แบบนั้นมันอยู่ได้แค่ชั่วคราว และความรู้สึกดีที่อยู่แค่ชั่วคราวนั้น ดันเป็นความรู้สึกที่สมองเราเสพติดเสียด้วย

ซึ่งความน่ากลัวอยู่ตรงนี้ครับ เพราะนอกจากการบ่นจะเสียเวลาในการทำงานไปเยอะมากแล้ว เรายังมีแนวโน้มที่จะเสพติดมันอีก

จนในที่สุดมันก็จะทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ขึ้นครับ คือทุกครั้งที่เรารู้สึกแย่ เราจะบ่นเพื่อให้เรารู้สึกดีขึ้นแบบสั้นๆ แล้วก็กลับมารู้สึกแย่อีก และยิ่งเมื่อทำแบบนี้ไปนานๆ ความรู้สึกดีที่มาชั่วคราวมันจะค่อยๆ หายไป และถ้าเราทำมันบ่อยมากเกินไป ในที่สุดเราจะกลายเป็นคนที่รู้สึกแย่กับตัวเอง

เพราะเวลาที่เราปล่อยพลังงานความไม่พอใจนี้ออกมา เรามักเลือกที่จะปล่อยมันออกไปข้างๆ เสมอ ไม่เคยหรือไม่พยายามที่จะปล่อยมันไปตรงๆ (คุยกับคนที่เราบ่นเขาเพื่อร่วมกันหาทางแก้ปัญหา) คือ เราไม่ยอมเผชิญหน้ากับต้นเหตุที่แท้จริงในการบ่นของเรา ดังนั้นการบ่นไปเรื่อยๆ มันจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย นอกจากนั้นการบ่นยังเป็นการเพิ่มความไม่พอใจในที่ทำงานให้แข็งแรงมากขึ้นไปอีก สร้างความไม่ไว้วางใจกันในหมู่เพื่อนร่วมงาน ที่สำคัญคนที่บ่นมากๆ จะถูกคนรอบตัวมองในด้านลบโดยที่เจ้าตัวอาจจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

ทีนี้จะทำอย่างไรดี?

สิ่งที่ควรจะทำคือ เราควรจะพูดกันตรงๆ ครับ และการพูดกับเจ้าตัวตรงๆ ก็ต้องทำอย่างมีสติ ควบคุมอารมณ์ให้ดี และใช้คำพูดให้รอบคอบ แน่นอนมันเป็นเรื่องที่ยากมากแต่คนที่สามารถทำได้ จะเป็นคนที่เติบโตทั้งในหน้าที่การงานและการใช้ชีวิต เราเรียกสิ่งนี้ว่า “ความกล้าหาญทางอารมณ์” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หลายคนอาจจะยังไม่มี

Advertisements

แต่สิ่งนี้มันฝึกกันได้ครับ และเมื่อคุณทำได้มันจะเปลี่ยนคุณจากคนขี้บ่นให้กลายเป็นผู้นำที่มีไหวพริบสูง ทักษะนี้เป็นที่ต้องการของบริษัทในยุคใหม่อย่างมาก เพราะการที่ผู้คนในองค์กรสามารถให้ feedback กันได้อย่างตรงไปตรงมา จะทำให้คนในองค์กรเกิดการเรียนรู้ แถมยังช่วยลดเรื่องการเมืองภายในบริษัทลงไปได้เยอะ

คนที่สำคัญในวงจรนี้คือคนที่ต้องรับสาร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อยู่ในระดับหัวหน้า ผู้ใหญ่ทั้งหลายต้องตั้งใจฟังเวลาที่มี Feedback มาจากลูกน้อง และต้องตัดอีโก้ออกไปให้เหลือน้อยที่สุด

พูดง่ายแต่ทำยากนะครับ เหตุผลที่ทำยากก็เพราะเวลาที่มีคนมาพูดตรงๆ กับเรา เราจะรู้สึกเหมือนถูกโจมตี แต่ว่าการลดอีโก้นี้ยิ่งทำได้มากเท่าไรเราก็จะยิ่งโตขึ้นได้มากเท่านั้น

อีโก้ และจุดบอด

มนุษย์เรามีสองอย่างที่ขวางคนส่วนใหญ่ไม่ให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งคนเก่งๆ ก็มักจะพลาดตกม้าตายในสองเรื่องนี้ ก็คือเรื่องอีโก้และจุดบอด (blind spot) นี่เอง

อีโก้เป็นเหมือนกับระบบป้องกันตัวของเราที่ถูกซุกซ่อนอยู่ ทันทีที่เรารู้สึกเหมือนถูกโจมตีที่ข้อผิดพลาดหรือที่จุดอ่อน เราจะโต้ตอบในทันที

ส่วนจุดบอดคือ วิธีคิดส่วนตัวที่ทำให้เรามองไม่เห็นภาพที่แท้จริงของเรื่องที่กำลังตัดสินใจ และมนุษย์ส่วนใหญ่มักจะไม่ให้ค่ากับสิ่งที่เรามองไม่เห็นโดยไม่รู้ตัว

คนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่าคนอื่นมีวิธีคิดหรือกระบวนการทำงานอย่างไร และเราก็ไม่พยายามจะเข้าใจด้วยซ้ำ แถมยังพยามจะบอกกับอีกฝ่ายหนึ่งเสมอว่าวิธีคิดของเรานั้นถูก และไม่สนใจวิธีคิดของอีกฝ่ายเลย ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดจุดบอด คนที่เป็นหัวหน้าที่ดีต้องลดทั้งอีโก้ และแก้จุดบอดของตัวเองให้ได้

หนึ่งในวิธีการแก้ก็คือ เริ่มเปิดใจรับฟังทุกความคิดเห็นที่มาจากผู้ใต้บังคับบัญชา ผมเชื่อว่าหัวหน้าส่วนใหญ่ใจกว้างพอจะรับฟังข้อเสียและข้อผิดพลาดของตัวเอง เพราะมันมีแต่ประโยชน์ทั้งนั้นครับ

ทันทีที่คุณรู้สึกอยากจะบ่นอะไรขึ้นมา วิธีการแก้คือให้เปลี่ยนความรู้สึกนั้นมาเป็นความรู้สึกที่อยากจะพัฒนาสิ่งที่สร้างสรรค์แทน แค่นั้นเองครับ เวลาที่อะดรีนาลีนคุณหลั่งเพราะความรู้สึกโกรธ เสียหน้า หรืออะไรก็แล้วแต่ ให้คุณจับความรู้สึกนี้ให้ได้ เราต้องมีสติที่สุดและทำความเข้าใจกรอบของเรื่อง เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความรู้สึกคับข้องหรือขุ่นใจกับใครให้อธิบายไปตรงๆ โดยไม่เอาเรื่องอื่นมาผสม แน่นอนว่าการทำแบบนี้มันยากกว่าการบ่นเยอะ แต่มันมีค่าและจะช่วยให้คุณเป็นคนที่มี EQ สูงขึ้น พร้อมที่จะเติบโตในหน้าที่การงาน

เมื่อเปลี่ยนเรื่องนี้ได้ เราจะมีวัฒนธรรมองค์กรที่เจ๋งมากๆ และคนในองค์กรก็จะมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย แค่นี้ก็คุ้มแล้วครับ ที่จะเลิกบ่น แล้วก็เผชิญหน้ากับปัญหาตรงๆ

Advertisements

Lastest

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

From Pandemic to Endemic: เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าโควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น”?

จากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน ที่แม้จะก่อให้เกิดการติดต่ออย่างรวดเร็ว แต่ก็มีแนวโน้มการก่อความรุนแรงลดลง ทำให้ทั่วโลกต่างออกมาคาดการณ์ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งเกิดคำถามตามมาว่า หากรูปแบบของโรคระบาดเปลี่ยนไป จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? | 5M EP.1086

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? ‘ความกลัว’ มีหลายรูปแบบด้วยกัน บางคนกลัวความล้มเหลว บางคนกลัวสัตว์อันตราย หรือบางคนกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
Rawit Hanutsaha
CEO : Srichand United Dispensary Co.,Ltd. CEO & Co Founder : Mission to the Moon Media Author , Podcaster , Speaker , Guest Lecturer

Related Articles

Zipmex หนึ่งในผู้ผลักดันวงการ Cryptocurrency ไทย | MM EP.1250

หลายๆ คนเกิดคำถามว่าคริปโตเคอรร์เรนซีคืออะไร ปลอดภัยหรือไม่และต้องลงทุนผ่านอะไร? ทาง Mission To The Moon จึงได้รับเกียรติพูดคุยกับคุณ แบงค์ ดร.เอกลาภ ยิ้มวิไล ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Zipmex ประเทศไทย ที่จะพาทุกคนไปรู้จักการเทรดคริปโตเคอร์เรนซีกันให้มากขึ้น รวมถึงยังพาไปดูแนวโน้มของตลาดในช่วงนี้อีกด้วย!

Mission to the Moon EP. 620 การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าทำอย่างไร

คุยกับคุณแดน ธนัท มนัญญภัทร์ เรื่องการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในแบบของ dtac ที่น่านำไปปรับใช้กันครับ

Mission to the Moon EP. 608 คุยเกี่ยวกับ People Development

คุยกันเรื่อง People Development ในแบบขององค์กรขนาดใหญ่ กับ คุณนาฎฤดี อาจหาญวงศ์ CPO DTAC

5 Minutes EP. 302 ใช้ชีวิตแบบ Minimal

เทรนด์การใช้ชีวิตแบบ Minimal หรือ Minimalism ที่เน้นการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย มันอาจจะต่างจากภาพที่เราสร้างไว้จริงๆ ก็ได้

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า