ทิ้งข้อจำกัดเดิม

3767
[Mission to the Moon x Lexus]
หลายคนคงจะรู้จักรถ SUV กันมาบ้างแล้ว ว่าเป็นรถที่มีลักษณะสมบุกสมบัน ซึ่งเมื่อก่อนคนส่วนใหญ่ก็แทบจะคิดภาพไม่ออกเลยว่า จะทำให้รถลักษณะนี้ดูหรูหราขึ้นมาได้อย่างไร

ในบทความนี้จะมาพูดถึงแบรนด์รถสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Lexus ว่าเขามีวิธีคิดอย่างไรถึงทำให้เกิดรถ Luxury Crossover คันแรกของโลกขึ้นมา

รถ SUV โดยทั่วไปเป็นแบบไหน

ลักษณะเด่นและฟังก์ชันของรถ SUV ทั่วไป คือ มีความสูงเหมือนรถกระบะ ทำให้มองเห็นได้อย่างรอบด้าน ภายในกว้างขวาง ภายนอกดูมีความแข็งแกร่ง เหมาะกับการตะลุยในทุกพื้นที่ แต่ข้อเสียก็คือ ผู้ที่ขับ SUV ในสมัยก่อนจะรู้สึกอึดอัดที่จะต้องขับรถคันใหญ่เข้าไปในตัวเมืองเพราะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ที่ดูสมบุกสมบัน อีกทั้งยังต้องยอมแลกกับความรู้สึกนุ่มสบายแบบรถ Sedan

แต่ Lexus ได้ทำ Product ใหม่ที่ท้าทายความเชื่อที่ว่า “รถ Sedan เท่านั้นที่จะเป็นประเภทของรถหรู”

เพราะมองเห็นโอกาสในข้อจำกัด จนเกิดเป็น Luxury Crossover คันแรกของโลก

ทีมงาน Lexus ได้พยายามดึงจุดเด่นของรถ SUV ออกมา เพื่อทำให้ผู้ขับเกิดประสบการณ์ที่ดีที่สุดเหมือนกับการขับรถหรู โดยเริ่มพัฒนารถ Lexus RX จากแนวคิดที่ว่า “มันจะต้องให้ความสบาย ในขณะเดียวกันต้องดูดีเหมือนกับรถ sedan หรู และมีความสามารถในการขับขี่ออฟโรดเหมือน SUV ให้ได้”

และ Lexus ได้นำวิธีคิดในเรื่อง Craftsmanship มาใส่ใน Lexus RX ที่เป็นรถ Luxury Crossover รุ่นแรกของโลก

Craftsmanship ของ Lexus คือ การพยายามทำให้ทุกรายละเอียดของรถเป็นไปอย่างประณีต ตั้งแต่เย็บเบาะหนังด้วยมือ ซึ่งโดยปกติจะอยู่แต่ในรถประเภทเบนท์ลีย์หรือโรลส์-รอยซ์ ส่วนลายไม้ที่อยู่ภายในก็ตกแต่งด้วยเทคนิคโบราณของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Shimamoku ที่กว่าจะได้ต้องผ่านขั้นตอนกว่า 67 ขั้น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน

การพยายามทำให้งานออกแบบเป็นงานที่ดู Craft มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ลูกค้าประทับใจมากขึ้นเท่านั้น การทำให้มากกว่าที่ลูกค้าต้องการหรือที่เรียกว่า “Omotenashi” ก็เป็น Key สำคัญของแบรนด์ Lexus อยู่แล้ว และเป็นข้อแตกต่างสำคัญที่แบรนด์ฝั่งยุโรปไม่มี

และตัวรถ RX ใช้การสร้างแบบ monocoque ผลที่ได้คือยานพาหนะที่มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแกร่งสูง

ในเรื่องของเทคโนโลยี Lexus RX ก็ทำได้ดี จนเป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก นั่นก็คือ ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัจฉริยะ BladeScan Adaptive High-beam System (AHS) ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี BladeScan ช่วยกระจายแสงไฟหน้ารถกับวัตถุด้านหน้ารถได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดีในช่วงเวลากลางคืน และอีกข้อที่สำคัญเลยก็คือ ไม่รบกวนสายตารถคันอื่นๆ

รถ RX จึงกลายเป็นรถที่ทำให้รู้สึกสนุกในขณะที่ขับขี่ มีฟังก์ชันการใช้งานหลากหลายรูปแบบ โดยที่ยังคงความนุ่มสบายในการขับขี่ไว้

ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้สร้างขึ้นแค่เพื่อเป็นสินค้า Luxury แต่เกิดจากความต้องการของผู้ใช้งานจริงๆ จากการที่เข้าไปสำรวจลูกค้าในแต่ละพื้นที่ว่าอะไรที่เขาชอบและไม่ชอบ

ทำให้การมาของ Lexus RX ท้าทายมาตรฐานรถ SUV ทั่วไปในขณะนั้น และเมื่อ Lexus RX เปิดตัวครั้งแรกในอเมริกาในปี 1997 ก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม และมียอดขายในสหรัฐกว่า 42,000 คันในปีแรก และยังคงเป็นรถที่ผู้ใช้งานวางใจจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังทำให้ทุกวันนี้แบรนด์รถหรูต้องมีรถที่เป็น Luxury crossover เหมือนกับ Lexus

จุดสำคัญของเรื่องนี้มันอยู่ตรงที่ว่า โดยปกติคนเรามักติดกับหลุมพรางบางอย่าง จนบางครั้งคิดไปว่าอะไรๆ ก็มีแผนเดิมมาอยู่แล้ว ก็เลยไม่กล้าที่จะคิดต่าง ส่งผลให้พลาดโอกาสที่ซ่อนอยู่ในข้อจำกัด

ใครจะคิดล่ะว่ารถยนต์ฝั่งเอเชียจะดึงเงินเศรษฐีฝั่งยุโรปได้มากมาย และกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตลาดรถหรูเกิดการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้นการไม่ติดอยู่กับ “ข้อจำกัดเก่าๆ” และการทำอะไรให้สุด “เพื่อลูกค้า” จะมาเป็นตัวแปรสำคัญของทุกการแข่งขัน

“Design needs to be plugged into human behavior. Design dissolves in behavior.”

“การออกแบบ การสร้างสรรค์ สิ่งใหม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อมโยงกับพฤติกรรมของมนุษย์ให้ได้ และการออกแบบที่ดีนี่แหละ ที่จะมาช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้เช่นกัน”

– Naoto Fukasawa
ที่ปรึกษาและนักออกแบบระดับโลก