การเลือกซื้อของ ไม่ต่างจากการเลือกลงทุน

965

(Sponsored Post)

Return on Investment (อัตราส่วนผลตอบแทนจากการลงทุน) หรือตัวย่อ ROI น่าจะเป็นสิ่งที่นักธุรกิจ หรือนักลงทุนทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะเป็นตัวที่ใช้ในการชี้วัดว่า การลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่ เราควรที่จะลงทุนกับสิ่งนี้ไหม และหลายครั้งหลักการของ ROI ก็มักจะถูกนำมาใช้ในการชั่งน้ำหนัก เพื่อตัดสินใจเรื่องต่างๆ มากมาย รวมถึงการตัดสินใจซื้อของใดๆ สักชิ้นหนึ่ง

จริงอยู่ว่าเราอาจจะไม่ได้คิดทุกอย่างออกมาเป็นอัตราตัวเลขเป๊ะๆ คิดทุกอย่างออกมาเป็นผลตอบแทนแบบชัดๆ (เพราะหลายสิ่งก็อาจจะไม่สามารถทำอย่างนั้นได้) แต่เชื่อเถอะว่าลึกๆ ในความคิดของเรา ในทุกการตัดสินใจ ปฎิเสธไม่ได้ว่าเรามักจะชั่งน้ำหนัก ระหว่างสิ่งที่ต้องจ่าย กับสิ่งที่ได้เสมอ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เราทุกคนนั้นมองหา “ความคุ้มค่า”

สิ่งของกับความคุ้มค่า

ในกรณีที่ของบางอย่างราคาเท่ากัน ถ้าเราจะซื้อสิ่งที่คุ้มค่า คำว่า “คุ้มค่า” ควรจะคุ้มขนาดไหนเมื่อเทียบกับเงินที่เราต้องเสียไป?  


ถ้าจะพูดให้เห็นภาพง่ายๆ ให้นึกถึงกรณีของนักวิ่ง สิ่งที่เขาจำเป็นต้องลงทุนเพื่อไม่ให้เท้าของเขาได้รับบาดเจ็บ และวิ่งได้ยาวๆ ก็คือ รองเท้า ถ้าซื้อรองเท้าที่ไม่ดี เกิดอาการบาดเจ็บ ก็ต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา หรือคนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ถ้าเลือกรถที่ไม่ดี มีปัญหาบ่อยก็ต้องมาเสียเวลาซ่อม ซึ่งก็แปลว่าการลงทุนของเราอาจจะไม่เวิร์ค และมันก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่ไม่ค่อยคุ้มค่า ซักเท่าไหร่

การเลือกซื้อของสักชิ้น จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเป็นคน ที่ต้องเดินทางไปเจรจาเรื่องงานหรือประชุมที่ต่างประเทศบ่อยๆ กระเป๋าเดินทางเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อย ยิ่งถ้าใช้กระเป๋าเดินทางที่ไม่ได้คุณภาพ อาจเกิดความเสียหายระหว่างการเดินทาง เช่น กระเป๋าฉีกขาด คันชักเสีย ล้อเสีย หรือ ขนาดของกระเป๋าไม่ได้มาตรฐาน แน่นอนว่าสิ่งที่เสียหายไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่เราต้องเสียเวลา และอาจจะทำให้เราพลาด “โอกาสสำคัญ” มากมาย

ถ้าเราซื้อของที่เราพิจารณามาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า “ดี” ตรงตามความต้องการของเรา เราก็จะใช้ของที่ซื้อมาได้ยาวนานขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงซื้อมาแล้วต้องทิ้ง การซื้อกระเป๋าเดินทางที่ได้มาตรฐาน ก็เหมือนกับการลงทุนระยะยาว ให้เรามั่นใจได้ในทุกๆ การเดินทาง และสามารถใช้ได้ในระยะยาว

ลงทุนเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสครั้งสำคัญ

สำหรับนักธุรกิจหรือคนที่ต้องเดินทาง จะเห็นแล้วว่า การเลือกกระเป๋าที่ดีก็เหมือนเป็นการลงทุนระยะยาว นอกจากจะช่วยให้ทรัพย์สินเราปลอดภัย ลดความยุ่งยากในการเดินทาง ยังช่วยให้เราไม่ต้องเสียเวลาอีกด้วย ถ้าสามารถบริหารจัดการเวลาได้ดีไม่มีปัญหา ก็จะมีเวลามากขึ้นในการเตรียมตัว ในการประชุมหรือการเจรจาครั้งสำคัญ 

แล้วกระเป๋าที่เหมาะสำหรับนักธุรกิจที่ต้องเดินทาง ควรดูที่อะไรบ้าง ?

เริ่มแรกเราต้องดูว่า กระเป๋ามีวัสดุที่ทนทานหรือไม่ มีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่ถูกแบ่งสัดส่วนเป็นอย่างดีเพื่อง่ายต้องการใช้งานหรือเปล่า ต้องมีซิปที่สามารถกันขโมยเพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สิน และที่สำคัญคือความแข็งแรงของล้อ เพราะถ้าของในกระเป๋ามีน้ำหนักมาก ล้ออาจจะแตกหรือหมุนได้ไม่ดี ส่งผลให้มีปัญหาในการเคลื่อนย้ายกระเป๋า ซึ่งจะทำให้เราต้องเสียเวลามากขึ้น

และไม่ใช่แค่เรื่องของฟังก์ชัน แต่เรื่องของดีไซน์กระเป๋าก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะกระเป๋าก็ถือเป็นตัวที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้เราดูดีขึ้น 

Samsonite จึงได้ออกแบบกระเป๋าที่มีฟังก์ชันซัพพอร์ตทุกการเดินทางของนักธุรกิจ Samsonite business traveller collection มีความปลอดภัย และมีดีไซน์ที่ดูดี โดยทั้ง 3 รุ่นของกระเป๋าใน collection นี้มีนวัตกรรมของล้อที่ดีที่สุด สำหรับการเดินทาง

Samsonite รุ่น BRICTER มาพร้อมกับ ล้อ Double wheel ที่การันตีความคงทนและความ smooth ของล้อในการลาก อีกทั้งยังมีน้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษ

Samsonite รุ่น EVOA มีนวัตกรรมล้อแบบใหม่ที่เรียกว่า AERO-TRAC™ ที่มาพร้อมกับโช้คช่วยลดแรงสั่นเทือน และเสียงในขณะลาก

Samsonite Black Label รุ่น SBL FANTHOM มี Aero-Trac ™ II ที่สุดของนวัตกรรมล้อที่ออกแบบมาพร้อมกับระบบโช้คกันสะเทือน และลูกปืนในล้อเพื่อตอบโจทย์ทุกมิติของการเดินทาง ที่พร้อมไปในทุกพื้นที่ ช่วยปกป้องสัมภาระ ลดการเกิดเสียง และเพิ่มความลื่นไหลในขณะลาก ช่วยให้การเคลื่อนย้ายไม่มีสะดุด

สามารถเข้าไปดูรายละเอียดของดีไซน์และฟังก์ชันอื่นๆ ของ Samsonite ได้ที่ www.samsonite.co.th

การเลือกกระเป๋าที่ออกแบบมาอย่าง Smart นอกจากจะช่วยให้การเดินทาง และการใช้ชีวิตของเรา Smooth ยังเป็นสิ่งที่สนับสนุนให้เรา Success ได้อีกด้วย 

จะเห็นว่า การเลือกซื้อของที่ดีก็เหมือนกับการลงทุนใน Asset ชั้นดี ดังนั้นทุกการซื้อ เราจำเป็นต้องพิจารณว่า สิ่งนี้ให้ผลตอบแทนที่ดีกับเราในระยะยาวหรือเปล่า เพราะถ้าทำให้เราเสียเงิน หรือเวลามากเกินจำเป็น การลงทุนนี้ก็อาจจะ “ไม่คุ้มค่า”