INSPIRATIONเลิกได้เลิกซะ! การเป็นคน ‘อะไรก็ยอม’ บุคลิก People-Pleaser ที่พยายามทำให้ทุกคนพอใจ อาจมีผลร้ายกว่าที่คิด

เลิกได้เลิกซะ! การเป็นคน ‘อะไรก็ยอม’ บุคลิก People-Pleaser ที่พยายามทำให้ทุกคนพอใจ อาจมีผลร้ายกว่าที่คิด

ถ้าคุณต้องไปจองโต๊ะอาหารทุกพักเที่ยง ทั้งๆ ที่งานยังไม่เสร็จ หรือต้องหิ้วของพะรุงพะรัง จากการถูกฝากซื้อขนมทุกครั้งที่ไปมินิมาร์ท บางครั้งก็ต้องรับงานที่คนอื่นทำไม่เสร็จมาทำต่อ แม้คุณอยากเลิกงานตรงเวลา หรือต้องขับรถไปรับแฟนของคุณทุกวัน ทั้งๆ ที่วันนี้คุณเหนื่อยใจจะขาด

สิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพราะคุณปฏิเสธคนไม่เป็น ทั้งยังเกรงใจและกลัวว่าคนอื่นๆ จะผิดหวัง ซึ่งเป็นลักษณะของคนที่มีบุคลิกแบบ “People-Pleaser”

People-Pleaser คืออะไร?

โดยนิยามแล้ว People-Pleaser คือคนที่ชอบเอาอกเอาใจผู้อื่น เพื่อเติมเต็มความปรารถนาของตนเอง ซึ่งความปรารถนาดังกล่าว อาจเป็นการอยากเป็นที่ยอมรับ หรืออยากเป็นที่รักของคนอื่นๆ แม้ว่านี่จะเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ แต่ People-Pleaser จะถึงขั้นยอมเสียสละความสุข ความสบายของตนเอง อย่างเช่นการยอมอดทนต่อความลำบาก เพียงเพื่อจะได้คำชม คำขอบคุณ หรือการได้รับรู้ว่าตนเองมีความสำคัญ

Advertisements

การเป็นคน ‘อะไรก็ยอม’ มีข้อเสียตรงไหน?

ดูเหมือนการยอมให้กับทุกคนจะไม่ได้มีปัญหาอะไร คนอื่นได้ความพอใจ ตัวเราก็ได้ความสุข แต่จริงๆ แล้ว คนแบบ People-Pleaser จะตกอยู่ในความรู้สึกไร้อำนาจในความสัมพันธ์ หนักเข้าก็กลายเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ เพราะดูโอนอ่อนผ่อนตามความปรารถนาของคนอื่น จนไม่เหลือคุณค่า และมองไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ไม่ว่าจะกับเพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คนรัก

เราจะเลิกเป็นคนแบบ People-Pleaser ได้ไหม?

คำตอบคือ…ได้ ถ้าเรากล้าที่จะพูดคำว่า ‘ไม่’ กับคนอื่น และยอมพูดคำว่า ‘ได้’ กับตัวเอง แน่นอนว่าการปฏิเสธจะทำให้คนอื่นไม่พอใจ และจะขุดความรู้สึกผิดของเราให้ฟุ้งกระจายขึ้น แต่มันจะไม่เป็นไรหรอก คนอื่นๆ จะค่อยๆ เรียนรู้ว่าเราไม่ใช่คนที่เขาจะใช้ทำอะไรก็ได้ พวกเขาจะเพิ่มระดับความเกรงใจขึ้น เมื่อคุณให้คุณค่ากับตัวตนและเวลาส่วนตัวของคุณเอง

เว็บไซต์ Science of People ได้แนะนำวิธีการเลิกเป็น People-Pleaser ไว้ ลองไปดูคำแนะนำบางข้อที่น่าสนใจ และสามารถปรับใช้ได้จริงกัน

1. อย่าเพิ่งรีบตอบรับ

เมื่อไรที่ถูกขอความช่วยเหลือ ให้คุณตอบว่า ‘เดี๋ยวขอดูก่อนนะ’ การแบ่งรับแบ่งสู้จะทำให้อีกฝ่ายเผื่อใจในการรับคำปฏิเสธ และยังเป็นการเผื่อเวลาให้คุณได้ไตร่ตรองที่จะมอบความช่วยเหลือให้คนอื่นๆ ด้วย

2. ตอบรับในส่วนเล็กๆ

น้ำใจเป็นสิ่งที่ดี แต่น้ำใจที่ดีจะต้องไม่ทำให้ตัวเองลำบาก การแบ่งปันน้ำใจให้คนอื่นสามารถทำได้อย่างมีขอบเขต โดยการประเมินว่าตัวเราไหวแค่ไหน เช่น ถ้าเพื่อนร่วมงานฝากซื้อน้ำขวดใหญ่เป็นลิตรๆ แต่มันหนักเกินกว่าคุณจะแบกมาไหว คุณอาจตอบรับไปว่าจะซื้อน้ำขวดเล็กมาให้แทน เป็นต้น

3. อย่าตอบว่า ‘ทำไม่ได้’

People-Pleaser ที่ลองปฏิเสธคนอื่นมักพูดว่า ทำไม่ได้ เช่น ฉันทำงานนี้ไม่ได้ การปฏิเสธด้วยการบอกว่าทำไม่ได้ มักจะถูกถามกลับว่า ทำไม ซึ่งเป็นการผลักให้เราเข้าสู่ทางตัน จนสุดท้ายก็ต้องยอมทำอยู่ดี ดังนั้น ถ้าอยากปฏิเสธ ให้พูดไปเลยว่า “ฉันไม่ทำ” บอกเจตจำนงให้เขารู้ถึงการตัดสินใจของเรา ว่าเราเลือกที่จะไม่ทำสิ่งนี้ด้วยตัวเอง

4. หยุด ‘ขอโทษ’ ซ้ำๆ

Advertisements

การไม่ทำตามความต้องการของคนอื่นนั้นไม่ใช่ความผิดของคุณ คุณแค่แยกแยะและจัดลำดับความสำคัญให้กับตัวเอง การพูดขอโทษซ้ำๆ ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนผิด และคุณต้องอยู่กับความรู้สึกนี้ไปเรื่อยๆ ดีไม่ดีคุณจะย้อนกลับไปทำตามความต้องการของคนอื่นอีก เพื่อลดความรู้สึกผิดของตัวเอง

5. อย่าให้ความสุขขึ้นอยู่กับคนอื่น

คนบางคนไม่เคยรู้สึกถึงคุณค่า ความดี หรือความสุขของตัวเองเลย ถ้าหากไม่ได้รับคำยืนยันจากคนอื่น ว่าตนเองดีหรือเก่งมากพอ การสร้าง Self-Esteem ในตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าคุณไม่เคารพตัวเอง คุณก็ต้องคอยเอาอกเอาใจคนอื่น เพื่อได้รับคำชม มาเติมเต็มคุณค่าของตนเองไปเรื่อยๆ

การตั้งเงื่อนไขในการช่วยเหลือคนอื่นไม่ใช่สิ่งผิดอะไรเลย ถ้าคุณเป็นคนที่มีบุคลิกแบบ People-Pleaser และรู้สึกเหนื่อยเต็มทีกับการต้องยอมเสมอ ลองเริ่มต้นจากการปฏิเสธคนอื่น และดูแลความต้องการของตนเองบ้าง เพราะถ้าคุณเป็นคนยังไงก็ได้-อะไรก็ยอม คุณก็ต้องยอมไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นคนที่มีชีวิตเพื่อคนอื่น จนลืมการมีชีวิตเพื่อตนเองในที่สุด


แปลและเรียบเรียงจาก:

https://bit.ly/3xt0enn

https://bit.ly/3zAY8Uz

#missiontothemoon 

#missiontothemoonpodcast

#behavior

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

From Pandemic to Endemic: เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าโควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น”?

จากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน ที่แม้จะก่อให้เกิดการติดต่ออย่างรวดเร็ว แต่ก็มีแนวโน้มการก่อความรุนแรงลดลง ทำให้ทั่วโลกต่างออกมาคาดการณ์ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งเกิดคำถามตามมาว่า หากรูปแบบของโรคระบาดเปลี่ยนไป จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? | 5M EP.1086

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? ‘ความกลัว’ มีหลายรูปแบบด้วยกัน บางคนกลัวความล้มเหลว บางคนกลัวสัตว์อันตราย หรือบางคนกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
Manlika Klinprayong
I write, therefore I am. เราเขียน เราจึงมีอยู่

Related Articles

ต้องเชื่อฟังเพราะผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน? Critical Thinking การคิดเชิงวิพากษ์ที่ถูกพรากไปจากสังคม

รู้หรือไม่? การถูกบังคับให้เชื่อฟังตาม เป็นเด็กที่ ‘ว่านอนสอนง่าย’ แบบที่ผู้ใหญ่ต้องการ กำลังค่อยๆ ทำลายความคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ไปจากเด็กในสังคม

‘Revenge Bedtime Procrastination’ อาการของคนที่เหนื่อยแต่ไม่ยอมนอน ขอใช้เวลาชีวิตของตัวเองก่อน!

ทั้งง่วง ทั้งเหนื่อย แต่ก็ยังไม่อยากนอนใครจะไปรู้ว่ามันมีคำศัพท์ที่อธิบายอาการนี้อยู่ด้วย โดยเรียกว่า ‘Revenge Bedtime Procrastination’ หรือแปลตรงตัวว่า ‘การไม่ยอมนอนเพื่อล้างแค้น’ นั่นเอง!

‘Gaslighting’ สิ่งน่ากลัวในความสัมพันธ์ เมื่อเธอบอกว่าฉัน ‘เข้าใจผิดคิดบ้าไปเอง’

ถ้าใครเคยถูกผู้อื่นพูดใส่แบบนี้ จนตื่นตระหนกและเริ่มคิดว่า บางทีตนเองอาจจะคิดมากหรือเป็นบ้าแบบที่คนอื่นบอก ให้รู้ไว้เถอะว่าคุณกำลังถูก ‘Gaslighting’! …ทำไมคำว่า ‘ตะเกียง’ ถึงอธิบายถึงประเด็นเชิงจิตวิทยา และเราจะตรวจสอบได้อย่างไร ว่าเรากำลังถูกกระทำเช่นนั้น วันนี้เราจะมารู้จักกับ ‘Gaslighting’ กัน

Toxic Positivity พิษของการสั่งให้คิดแต่เรื่องบวก โดยไม่ดูความเป็นจริง

เราทุกคนรู้ดีว่าการมีมุมมองความคิดที่เป็นบวก มีผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจมากแค่ไหน แนวคิด “Just be positive” ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นความสุขสำเร็จรูป จึงถูกผลิตซ้ำออกมาให้เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า