INSPIRATION"Letting Go" 5 สิ่งที่ควรปล่อยเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

“Letting Go” 5 สิ่งที่ควรปล่อยเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

‘ปล่อย’ คำที่เรารู้จักกันดีแบบไม่ต้องเปิดพจนานุกรม เป็นคำที่ให้กลิ่นอายความอิสระ แต่ก็ปนกับความเศร้าหน่อยๆ เพราะในชีวิตเราเผลอปล่อยอะไรหลายอย่างที่ทำให้เสียน้ำตา

อย่างการปล่อยลูกโป่งหลุดมือในตอนเด็ก หรือปล่อยให้โอกาสหลุดมือในตอนโต

แต่พอโตมาอีกหน่อยจึงได้เรียนรู้ว่าจับไว้แน่นเกินไปก็ไม่ดี

ในบางช่วงจังหวะของชีวิต เราจึงรู้สึกเหมือนหลงทางเพราะเราไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่ควรปล่อย เวลาไหนถึงจะเหมาะสม หรือปล่อยอย่างไรถึงจะเป็นการหลุดพ้นที่แท้จริง

Jill Sherer Murray ก็เป็นหนึ่งคนที่เคยเผชิญช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ แต่ประสบการณ์ของเธอนั้นให้อะไรกับเธอหลายอย่าง และใน Ted Talk ที่ชื่อ ‘The Unstoppable Power of Letting Go’ เธอได้แบ่งปันเรื่องราวของเธอเอง พร้อมกับแนะนำ 5 สิ่งที่เราควรปล่อย เพื่อชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น

ชีวิตของจิลล์ เมอร์เรย์

ตอนจิลล์อายุ 41 เธอมีพร้อมแทบทุกด้าน ทั้งงานที่ดี เพื่อนที่ดี สุนัขแสนน่ารัก และแฟนที่หน้าตาดี มีอารมณ์ขัน เขาคนนั้นชื่อเฮกเตอร์ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ หลังจากเกริ่นเรื่องแต่งงานกันมาหลายครั้ง จนผ่านไป 12 ปี เขาก็ไม่ขอเธอแต่งงานสักที

แน่นอนว่าเขาเป็นแฟนที่ดี และแม้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่มันก็ดีในแบบของมัน เธอจึงอยู่กับความหวังว่าเขาจะขอแต่งงานมาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนของเธอโทรมาแจ้งข่าวเรื่องคอนโดฯ ในฝันที่เธอเล็งไว้ แต่คำตอบแรกที่จิลล์คิดออกในตอนนั้นคือ “ยังก่อน” เพราะเธอกับเฮกเตอร์ยังไม่พร้อม

ยังก่อน.. เป็นคำพูดติดปากของเฮกเตอร์

เมื่อพูดถึงเรื่องแต่งงาน เขาก็มักจะตอบว่า “ยังก่อน”

หากถามว่าย้ายมาอยู่ด้วยกันไหม เขาก็ตอบอีกว่า “ยังก่อน” 

คำคำนี้หลอนอยู่ในหัวของเธอราวกับเพลงที่ไม่ชอบแต่หยุดคิดถึงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เธอก็ยังอยากลองไปดูคอนโดฯ ที่ว่านี้อยู่จึงลองชวนเขาดู และเธอก็ต้องตกใจเมื่อเฮกเตอร์ตอบตกลง

เธอเดินทางไปถึงก่อนเวลา แต่รอแล้วรอเล่า เฮกเตอร์ก็ไม่โผล่มาเสียที

วินาทีนั้นจิลล์จึงตัดสินใจว่าไม่ว่าเธอจะรักเขามากแค่ไหน ถึงเวลาแล้วที่ต้องปล่อยเขาไป

ชีวิต (ใหม่) ของจิลล์ เมอร์เรย์

จิลล์ย้ายไปใช้ชีวิตใหม่ในรัฐเพนซิลเวเนีย และได้แต่งงานกับคนรักใหม่ของเธอในเวลาต่อมา ฟังดูง่ายเพราะเรากำลังมองเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วในมุมคนนอก แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้นเลย

ตอนนั้นหากเธอคบกับเฮกเตอร์ต่อไป เธอคงต้องอยู่กับความไม่แน่นอน แต่การยุติความสัมพันธ์ก็เป็นไปได้สูงว่า เธอจะต้องลงเอยคนเดียว ต้องยอมรับว่าในวัย 41 ปี ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วที่จะหาแฟนสักคน

อย่างไรก็ตาม เธอได้ตัดสินใจทำสิ่งที่กล้าหาญซึ่งก็คือการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวเอง แม้ว่านั่นจะหมายความว่าเธอต้องอยู่คนเดียวก็ตาม

จิลล์ต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความเสียใจ ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง ฟังเพลงเศร้าวนไปวนมาและกินพิซซ่าแบบไม่หยุด ก่อนจะย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่และงานใหม่ในอีกรัฐ

แต่ประสบการณ์ชีวิตนี้เองที่สอนให้เธอได้เรียนรู้ถึง “5 สิ่งที่ควรปล่อย” และเธอก็ยังจดจำมาใช้จนถึงทุกวันนี้

5 สิ่งที่ควรปล่อย

1) Let go of taking things personally ปล่อยความคิดโทษตัวเอง

เวลามีคนพูดจาไม่ดี เราอาจรู้สึกว่าเป็นเพราะเราทำอะไรผิดหรือเปล่า 

หรือคนที่เรารู้สึกดีไม่ได้ชอบเรากลับ เรามักจะคิดว่าเป็นเพราะเราไม่สวยหรือดีไม่พอแน่เลย

‘เรา เรา เรา’ ทุกคำตอบของคำถามวนกลับมาที่ตัวเราเองเสียหมด ทั้งๆ ที่จริงแล้วหลายเรื่องเป็นเรื่องของคนอื่นล้วนๆ และถ้าเป็นของ ‘คนอื่น’ ก็เท่ากับว่านอกเหนือการควบคุมของเรา

จิลล์ก็เช่นกัน เธอทุกข์ใจกับความคิดที่ว่าเฮกเตอร์ไม่ขอแต่งงานเพราะเขารักเธอไม่มากพอ เธอรู้สึกไร้ค่า แต่ท้ายที่สุดเธอก็คิดได้ว่าการที่เฮกเตอร์ไม่ขอแต่งงาน หมายความว่าเขาไม่พร้อมที่จะผูกมัด ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่ดีพอแต่อย่างใด

การกระทำของคนอื่นบ่งบอกถึงนิสัยของคนเหล่านั้น ไม่ได้สะท้อนว่าเราเป็นอย่างไร

ดังนั้นปล่อยมันไป อย่าโทษตัวเองมากเพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นเพราะเราเสมอไป

2) Let go of what other people think ปล่อยให้คนอื่นคิดอย่างที่เขาอยากคิด

มนุษย์เรามักจะมีความเห็นต่อทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว การจัดประเภท (Categorization) และอนุมานสาเหตุ (Attribution) เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราทำอยู่ตลอด แม้บางทีเราอาจจะไม่ได้พูดออกมาก็ตาม

และการจะ ‘บังคับ’ ให้ใครบางคนคิดแบบใดแบบหนึ่งเป็นเรื่องยาก สิ่งที่เรามองว่าสวย หลายคนอาจมองว่าไม่สวย อาหารที่เราคิดว่าอร่อย คนอื่นอาจรู้สึกว่าทานไม่ได้เลย 

ตอนจิลล์พาแฟนใหม่ไปเปิดตัวกับที่บ้าน แม่เธอบอกว่า “เขาหล่อจัง… หล่อเหมือนเท็ด บันดี้เลย” (หมายเหตุ: เท็ด บันดี้คือฆาตกรต่อเนื่องชื่อดัง) หากเธอเก็บความเห็นของแม่มาคิด เธอคงไม่ได้แต่งงานกับเขาและมีความสุขอย่างปัจจุบันนี้

ดังนั้นคนอื่นจะคิดอย่างไรก็ปล่อยให้เขาคิดไป แค่เราสุขใจก็พอแล้ว

3) Let go of trying to be something you’re not ปล่อยตัวตน ‘ที่ไม่จริง’ ทิ้งไป

หลายครั้งเราซ่อนตัวตนที่แท้จริงเพื่อที่จะเข้ากับสังคมให้ได้ แต่การแสร้งเป็นคนอื่นให้ความพึงพอใจเพียงแค่ชั่วขณะเท่านั้น ท้ายที่สุดเราอาจเหนื่อย ไม่มีความสุข และพลาดโอกาสในการให้คนอื่นเรียนรู้ที่จะรักเราในแบบที่เราเป็น

4) Let go of the need to be perfect ปล่อยความอยากเพอร์เฟกต์

การทำให้ทุกด้านในชีวิตสมบูรณ์แบบฟังดูดีในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับการเล่นกายกรรมโยนบอลหลายลูกพร้อมๆ กันขึ้นไปในอากาศ โดยไม่ให้ตกพื้นเลย

งานก็ต้องปัง หุ่นก็ต้องเป๊ะ สุขภาพดีไม่มีเจ็บไข้ได้ป่วย ความรักก็ต้องรุ่ง ครอบครัว เพื่อน และงานอดิเรกก็ต้องมีเวลาให้ ไหนจะต้องทำตามความฝันอีก!

เห็นภาพกันหรือยังว่าการประคับประคองชีวิตทุกด้านให้ดีไปพร้อมๆ กันนั้นยากแค่ไหน ดังนั้นอย่าโทษตัวเองเลยถ้าเราจะทำพลาดบ้าง บนโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ (อย่างที่แสดงออก) หรอกนะ

5) Let go of ‘not yet’ ปล่อยคำว่า ‘ยังก่อน’ ทิ้งไป

สิ่งสุดท้ายที่จิลล์อยากบอกคือหากคุณมีสิ่งที่อยากทำ ให้วางแผนและลงมือทำซะ เลิกนิสัยบอกตัวเองว่า ‘ยังก่อน’ ‘ไว้ก่อน’ หรือ ‘เดี๋ยวค่อยเริ่มพรุ่งนี้’ เพราะเวลาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างไม่คอยใคร อย่าลืมว่าก้าวเล็กๆ วันละไม่กี่ก้าวก็ยังดีกว่ายืนอยู่กับที่นะ

นี่แหละคือ 5 บทเรียนที่จิลล์ได้เรียนรู้

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เราลองหันกลับมาสำรวจชีวิตตัวเองกันบ้างดีกว่า ว่าเรากำลังกอดบางอย่างแน่นเกินไปหรือเปล่า

และเราจะมีความสุขขึ้นไหม หากเราปล่อยสิ่งเหล่านั้นไป

อ้างอิง
https://bit.ly/38gWgnt

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#inspiration

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

POPULAR

Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน