INSPIRATIONตามหาความสุขและความสมดุลในชีวิตด้วยคำถาม “เราวัดชีวิตอย่างไร”

ตามหาความสุขและความสมดุลในชีวิตด้วยคำถาม “เราวัดชีวิตอย่างไร”

ผมได้มีโอกาสไปทานข้าวกับเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่จะเจอกันสักสองสามปีหนหนึ่ง ในการเจอกันรอบล่าสุดนี้ เขาหุ่นดีขึ้นมากๆ แบบผิดหูผิดตา ดูด้วยตาก็รู้ว่าฟิตมากและกล้ามเป็นมัดๆ เลย ซึ่งต่างจากรอบที่แล้วที่เจอกันอย่างมาก

ผมเลยถามไปว่าน้ำหนักลดลงจากรอบที่แล้วกี่กิโลฯ เนี่ย 15 กิโลฯ ได้ไหม

เพื่อนผมตอบว่าน้ำหนักลดเพียง 2 กิโลฯ เท่านั้น ซึ่งผมฟังแล้วงงมาก เพราะหุ่นของเขาราวกับเป็นคนละคนเลย

เพื่อนผมเลยอธิบายให้ฟังว่า หลายครั้งเวลาที่คนเราอยากหุ่นดี เรามักโฟกัสไปที่น้ำหนักบนตาชั่งเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วการหุ่นดีหมายถึงสัดส่วนดีต่างหาก แล้วเพื่อนผมก็อธิบายยาวเหยียดในเรื่องกล้ามเนื้อ ไขมัน การกระตุ้นอินซูลิน และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ประเด็นที่ติดใจผมมาก คือ ถ้าคนเราอยากหุ่นดี ทำไมถึงสนใจน้ำหนักมากกว่าสัดส่วน

เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ผมเลยคิดว่าจริงๆ แล้วชีวิตเราจะเป็นแบบไหนนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรา “วัด” อะไรเสียมากกว่า

เหมือนกับวงสามวงบน Apple Watch ที่วัดการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย และการยืนของเรานั่นแหละครับ ซึ่งเราสามารถกำหนดเองได้ และพอถึงค่าที่เราตั้งไว้ นาฬิกาก็จะบอกเรา พอเราใส่ทุกวันและสนใจมันทุกวัน ในที่สุดเราจะสามารถทำสามเรื่องนี้ได้ครบตามวงที่เรากำหนดไว้เกือบทุกวัน

ช่วงใกล้ปีใหม่นี้ ผมได้มีโอกาสทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจังเพราะอยากวางแผนชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น ผมคิดว่าตัววัดชีวิตของของเรานี่สำคัญมากจริงๆ และการมีมาตรวัดจะช่วยให้เราสามารถรักษา “ความสมดุล” ไว้ได้นั่นเอง

ผมคิดว่าชีวิตของเรามี 4 แกนหลักที่เราจำเป็นต้องวัดและรักษาความสมดุลเอาไว้ให้ได้

แกนที่หนึ่งคือ “แกนของสุขภาพ”

จริงๆ สุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดเลยก็ว่าได้นะครับ เพราะว่าถ้าสุขภาพไม่ดีแล้ว อะไรอย่างอื่นจะดีแค่ไหนเราก็คงไม่มีความสุขมากหรอก จริงไหมครับ

เรื่องของสุขภาพนั้น ถ้าไม่นับความเจ็บป่วยจากกรรมพันธุ์ ที่เหลือก็เป็นเรื่องของความสามารถในการดูแลตัวเองแล้ว แต่ว่าจะทำหรือเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แค่ไหน

คนที่บอกว่าไม่มีเวลาออกกำลังกายจริงๆ แล้วสิ่งที่พวกเขาบอกอยู่คือการออกกำลังกายไม่สำคัญพอที่จะหาเวลามาทำต่างหาก

ลองคิดกลับกันครับว่า ถ้าเราบอกว่าทุกวันที่คุณตื่นมาวิ่งเพียง 30 นาที จะมีเงินฝากเข้าบัญชีคุณ 1 ล้านบาท คราวนี้คุณคิดว่าคุณจะ “มีเวลา” ออกกำลังกายไหมครับ

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ตอบว่ามีแน่นอน

ดังนั้นการที่คนเราไม่ออกกำลังกายไม่ใช่เพราะเราไม่มีเวลา แต่เป็นเพราะเราไม่ให้ความสำคัญกับมันมากพอต่างหาก เรื่องนี้ยังเป็นจริงกับการกินและการนอนด้วยเช่นกัน

การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ ขอแค่เรามีความเข้าใจว่าทำไปทำไมและมันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเราอย่างไร บวกกับวินัยและความสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้การมีสุขภาพที่ดีก็เป็นไปได้อย่างแน่นอนครับ

แกนที่สองคือ “แกนของเรื่องงาน”

จะว่าไปแกนนี้น่ากลัวที่สุด เพราะมีโอกาสจะพาเราเสียสมดุลและทำแกนอื่นพังไปด้วยได้ง่าย

อาจารย์ Clayton Christensen เขียนไว้ในหนังสือ How Do You Measure Your Life ว่า ให้ระวังเรื่องงานเพราะสำหรับคนส่วนใหญ่เรื่องนี้ทำแล้วเห็นผลเร็วที่สุด เมื่อเทียบกับเรื่องอื่น เช่น การเลี้ยงลูก ซึ่งต่อให้เราใช้พลังไปกับการเลี้ยงลูกเยอะแค่ไหน กว่าความพยายามจะเริ่มออกดอกออกผลนั้นก็เป็นเวลาหลายปีทีเดียว แต่กับการทำงานนั้นเห็นผลแทบจะทันที ดังนั้นการทำงานจึงมักถูก Bias หรือว่าเทน้ำหนักให้มากเกินความเป็นจริง

เพราะฉะนั้น งานทำได้ แต่ต้องระวังอย่าให้กระทบกับเรื่องอื่น เพราะชีวิตของเรามีคุณค่ามากกว่าเพียงแค่เรื่องงานนะครับ

Advertisements
Advertisements

แกนที่สามคือ “แกนของความสัมพันธ์”

ถ้าถามว่าอะไรส่งผลต่อความสุขของมนุษย์มากที่สุด งานวิจัยต่างๆ พบว่าเรื่องความสัมพันธ์นี่แหละครับ ที่ส่งผลต่อความสุขของชีวิตเรามากที่สุด

และด้วยความที่ชีวิตของเรามีแค่ 4,000 สัปดาห์เท่านั้น ดังนั้นการจะได้ทำอะไรร่วมกับคนที่เรารักไม่ได้เยอะอย่างที่คิดเลย

สมมุติว่าเรามีเวลาทับซ้อนกับพ่อแม่ 3,000 สัปดาห์ ซึ่งในแต่ละสัปดาห์เราต่างก็มีภารกิจ โอกาสเจอกันอาจจะมีแค่ 1 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น

หากถามว่าใน 3,000 สัปดาห์ คุณได้ทานข้าวกับพ่อแม่กี่ครั้ง? บางสัปดาห์เราไม่ว่าง บางสัปดาห์พ่อแม่ไม่ว่าง บางสัปดาห์เราต้องทำงาน บางสัปดาห์เราต้องไปกับคนอื่น

ถ้าไม่นับตอนเด็ก บางทีในชีวิตคนเราอาจจะได้กินข้าวกับพ่อแม่แค่ไม่กี่ร้อยมื้อเองนะครับ

ไม่เยอะเลยใช่ไหม

แกนนี้เป็นแกนที่บอบบางมากและการรักษาสมดุลต้องการความพยายามมากเป็นพิเศษ เพราะเราไม่สามารถทำคนเดียวได้ ดังนั้นเมื่อไรทำได้ต้องทำนะครับ

วันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายที่คุณได้อยู่กับคนที่คุณรักก็ได้

แกนที่สี่คือ “แกนของจิตวิญญาณ”

ผมเชื่อว่าการเดินทางท่องไปทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน จะทำให้เราเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณมากขึ้น ผมเชื่อว่ากิจกรรมที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติจะช่วยเรื่องนี้อย่างมาก

เราลองทำกิจกรรมตามแบบที่เราถนัดเลย แต่ต้องทำต่อเนื่องทุกวันเท่านั้นเองครับ เอาจริงๆ แค่นั่งสมาธิสัก 20 นาทีทุกวันก็เห็นผลเยอะมากแล้ว

พอพูดถึงเรื่อง 4 แกนของชีวิต ผมก็คิดถึงหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ชื่อเรื่อง “Chasing Daylight” ซึ่งเป็นบทบันทึกของผู้ชายชื่อ Eugene O’Kelly

Eugene O’Kelly คือ Chairman และ CEO ของบริษัทระดับโลกอย่าง KPMG ถึงเราอาจจะไม่ได้คุ้นชื่อเขา แต่ก็คงพอเดาได้ว่าเขาเป็นคนสำคัญของโลกธุรกิจคนหนึ่ง Eugene O’Kelly อยู่กับ KMPG มาหลายสิบปี ค่อยๆ ไต่เต้าจากตำแหน่งเล็กๆ ใน KPMG จนกระทั่งขึ้นมานั่งเป็น CEO ดูแลลูกน้องกว่า 20,000 คน

ในวัย 53 ปีนั้น เขามีทุกอย่างที่คนคนหนึ่งอยากมี

ครอบครัวที่น่ารัก

งานที่ไปได้ดีอย่างมาก

เขาพักอยู่ในอพาร์ตเมนต์หลังใหญ่ในนครนิวยอร์ก และยังมีบ้านพักตากอากาศอีกหลายที่

เขาเดินทางไปไหนมาไหนด้วยเครื่องบินส่วนตัว

เขามีโอกาสทานข้าวกับประธานาธิบดีสหรัฐ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เจฟฟ์ อิมเมลต์ และคนสำคัญอื่นๆ

งานที่เขาทำก็เป็นงานที่เขารักแม้ว่าเขาจะยุ่งมากๆ เขาทำงานตลอดเวลา ทั้งกลางวัน กลางคืน และวันหยุด

แต่เขาไม่เคยไปงานโรงเรียนของลูกสาวเลย และเขามีโอกาสออกจากที่ทำงานมาทานข้าวเที่ยงกับภรรยาแค่สองครั้งเท่านั้นในรอบสิบปี

มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาอยากได้สัญญาของวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งประธานบริษัทที่มีอำนาจในการตัดสินใจนี้อยู่ที่ออสเตรเลีย ซึ่งเขามีเวลาเหลือไม่มากและลูกค้าก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร เขาพยายามที่จะติดต่อขอพบกับลูกค้าคนนี้ แต่ลูกค้ากลับไม่มีช่วงเวลาว่างเลย และเส้นตายก็งวดเข้ามาทุกที

เมื่อลูกค้าไม่ว่างเลย เขาก็เลยคุยกับเลขาของประธานบริษัทท่านนี้ แล้วถามว่าช่วงนี้เจ้านายจะเดินทางไปไหนบ้างไหม เธอเลยบอกว่าจะมีการเดินทางสั้นๆ จากซิดนีย์ไปเมลเบิร์น

Eugene เลยถามว่าท่านประธานบริษัทจะนั่งเก้าอี้เบอร์อะไร

พอได้ข้อมูลเรื่องที่นั่งและเที่ยวบิน เขาก็บินจากนิวยอร์กไปซิดนีย์โดยใช้เวลาบิน 22 ชั่วโมง เพื่อขึ้นเครื่องบินต่อจากซิดนีย์ไปยังเมลเบิร์น ซึ่งเป็นเที่ยวบินที่มีความยาวประมาณชั่วโมงเศษๆ เท่านั้นเอง

บนเครื่องเขาได้นั่งคุยกับลูกค้าถึงข้อเสนอของ KPMG

ทันทีที่เครื่องลงที่เมลเบิร์น เขาก็ร่ำลาลูกค้า แล้วขึ้นเครื่องบินอีก 20 กว่าชั่วโมงกลับไปนิวยอร์กทันที อีกไม่กี่วัน KPMG ก็เซ็นสัญญามูลค่ามหาศาลกับลูกค้ารายนี้ นี่คือความหมายของการ “ทุ่มเท” ทำงานหนักของ Eugene O’Kelly

Eugene ในวัย 53 ปี กำลังอยู่บนจุดสูงสุดของชีวิต เขามีทุกอย่างที่คนทั่วๆ ไปอยากมีจริงๆ

จนกระทั่งวันหนึ่งเขาไม่สบาย

เขาไม่ค่อยป่วยเท่าไรในชีวิตนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนยุ่ง แต่เขาก็ดูแลตัวเองดี ระวังเรื่องอาหาร หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือเขานอนค่อนข้างเยอะด้วย การไปตรวจกับหมอจึงไม่ใช่เรื่องซีเรียส

จนกระทั่งผลออกมา

เขาเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย สุดท้ายชนิดที่หมอบอกว่า การทำคีโมหรือการฉายแสงคงไม่ได้ช่วยอะไรมาก และเขาเหลือเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่จะอยู่บนโลกใบนี้

Eugene O’Kelly ตกจากจุดสูงสุดของชีวิต

จะว่าไปสำหรับเขานี่เหมือนการตัดสินด้วยโทษประหารชีวิตเลย หลังจากตั้งสติยอมรับความจริงได้ว่านี่คือเรื่องจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเขา เขาก็หันมาจัดลำดับชีวิตใหม่

เรื่องงานที่เคยเป็นศูนย์กลางของชีวิตเขา เป็นสิ่งที่เขาทำอยู่ทุกวัน และเป็นสิ่งที่เขาทำตั้งแต่ตื่นจนหลับ วันนี้คำว่า “งาน” มันไม่มีความสำคัญอะไรกับเขาเลย มันไม่มีความสำคัญถึงขั้นว่าเขางงว่าที่ผ่านมาเขาทำอะไรไป

สิ่งที่ Eugene O’Kelly ทำคือใช้เวลาที่เหลืออยู่ไปกับการ “บอกลา” ผู้คนที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ และเคยพบเจอกันมาในชีวิต

เขาติดต่อคนประมาณ 500 คนที่เขาเคยเจอ เคยทานข้าว เคยทำงานด้วย เคยตีกอล์ฟด้วย ตั้งแต่ คนรู้จัก เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า เพื่อนที่ห่างหายกันไป รูมเมตสมัยเรียน จนกระทั่งถึงเพื่อนสนิท ครอบครัว ลูก และภรรยา

เขาต้องการที่จะบอกว่าอะไรที่ทำให้คนเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในชีวิตเขา และที่สำคัญคือเพื่อบอกลา ทั้งหมดมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันออกไป แต่ท้ายสุดแล้วทุกคนให้ค่ากับความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างนี่เอง ที่เป็นความหมายที่แท้จริงของชีวิตสำหรับ Eugene

Eugene เคยสัญญาว่าจะพาลูกสาวคนเล็กไปเที่ยวปราก เขาคิดมาตลอดว่าจะมีเวลามากมายที่จะพาเธอไป แต่วันนี้เขาไม่มีแรงพอที่จะพาเธอไปได้แล้ว

Eugene มีเครื่องบินส่วนตัวจอดรออยู่แค่ไม่กี่นาทีจากบ้านเขา พร้อมจะพาเขาและลูกสาวไปที่ไหนก็ได้บนโลกไปนี้ แต่เขาไปไม่ไหวแล้ว เขาได้แต่ฝากภรรยาของเขาให้เป็นคนช่วยสานต่อสัญญาที่เขามีกับลูกสาว ภรรยาของเขาสัญญาว่าจะพาลูกสาวไปปรากให้ได้

ครอบครัวของเขาตัดสินใจไปพักผ่อนที่บ้านตากอากาศที่ Lake Tahoe แทน ที่นี่นี่เองที่เขาได้บันทึกถึงวันที่ “ดีที่สุด” ในชีวิตของเขา

มันเป็นวันธรรมดาที่เขาได้ออกไปนั่งเรือ เรือที่ปรกติเขาจะเป็นคนขับและลูกสาวนั่งที่หัวเรือ แต่วันนี้ลูกสาวเป็นคนขับ และเขาเองไปนั่งหัวเรือแทน เขาหันมามองลูกและภรรยา แล้วหัวเราะกัน

Eugene บันทึกไว้ว่า ในเวลา 19,300 กว่าวันที่เขาอยู่บนโลกนี้มา

วันนี้ บนเรือ กลางทะเลสาบแห่งนี้ คือวันที่ดีสุด

หลังจากนั้น Eugene ก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และย้ายกลับมารักษาต่อที่บ้านที่นิวยอร์ก เขาจากไปอย่างสงบในวันที่ 10 กันยายน 2005

โดยทิ้งบทเรียนที่หนักอึ้งไว้ให้กับพวกเราที่ต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้จริงๆ ว่า “เราจะวัดชีวิตของเราอย่างไร”

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#inspiration

Advertisements
Mission To The Moon
Mission To The Moon
พื้นที่ที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งบันเรื่องราวเกี่ยวกับการทำธุรกิจ การตลาด แรงบันดาลใจ และข้อคิดในการใช้ชีวิต

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า