NEWSWORLD NEWSอย่าเพิ่งออก เรามีวันหยุดให้! รู้จัก ‘สัปดาห์แห่งการดูแลตนเอง’ กลยุทธ์เพื่อต่อสู้กับภาวะ Burnout ของพนักงาน

อย่าเพิ่งออก เรามีวันหยุดให้! รู้จัก ‘สัปดาห์แห่งการดูแลตนเอง’ กลยุทธ์เพื่อต่อสู้กับภาวะ Burnout ของพนักงาน

‘การงาน’ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่สำคัญในชีวิตเรา เพราะหากหน้าที่การงานดีย่อมนำมาซึ่งฐานะที่ดีทั้งในแง่ของฐานะการเงินและรวมไปถึงตำแหน่งทางสังคม ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่คนเราจะยิ่งขวนขวายการทำงานและโหยหาความสำเร็จมากมาย อย่างไรก็ตาม การพยายามไล่ล่าความสำเร็จย่อมนำมาซึ่งความเหนื่อยล้า ความเครียด แม้กระทั่งอาการหมดไฟในการทำงาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทปัจจุบันที่เราทำงานแบบ Work Form Home มาอย่างยาวนานย่อมส่งผลให้ภาวะเหนื่อยล้าดังกล่าวอาจมีเพิ่มมากขึ้นจนส่งผลกระทบกับเรามากกว่าปกติ อย่างไรก็ตามหลายคนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสุขภาพจิตของตนเอง บางคนถึงกับมีการบอกว่าอยากทำงานในบริษัทที่เห็นความสำคัญกับสุขภาพจิตเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองถึงขั้นภาวะหมดไฟ หลายคนจึงเริ่มมองหาช่วงเวลาสำหรับการหยุดพักเพื่อกลับมาฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของตนเอง

สำหรับทีมผู้บริหารก็เช่นกัน เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป การทำงานทำให้คนเครียดง่ายขึ้น ดังนั้นทางฝ่ายผู้บริหารเองก็ควรจะมีนโยบายที่รองรับการป้องกันและเยียวยาสุขภาพทั้งกายและใจของพนักงานอยู่บ้าง ฝั่งผู้บริหารควรเห็นใจและผ่อนปรนความเข้มข้นของการทำงานลง รวมถึงการลดความคาดหวังเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อไม่ให้พนักงานจับมือกันลาออกและเพื่อให้องค์กรสามารถไปต่อได้อย่างมั่นคง

Advertisements

ดังนั้นจึงมีการริเริ่มผลักดันให้เกิดการให้ลูกจ้างหยุดงานเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ (Week off) โดยให้เป็น ‘สัปดาห์แห่งการพักผ่อน’ (Week of Rest/Chillax) และ ‘สัปดาห์แห่งการดูแลตนเอง’ (Self Care Week) โดยมีข้อบังคับว่าห้ามทำงาน ห้ามประชุม ห้ามคุยเรื่องงาน ให้ถือเป็นเจ็ดวันพักผ่อนเต็มๆ ตอบแทนให้กับเหล่าพนักงานที่ทำงานมาอย่างหนักตลอดช่วง Work Form Home

แต่ถึงแม้ว่าหลายบริษัทพยายามที่จะให้พนักงานผ่อนคลายและหายเครียดที่สุดในช่วงสัปดาห์นั้นก็ตาม แต่เมื่อหลังจากพักผ่อนแล้วกลับมาทำงานเต็มตัวพวกเขาก็มักจะเจอภาระงานที่หนักอึ้งจนตั้งตัวไม่ทัน ซึ่งมักจะส่งผลให้การทำงานแบบ Overload กลับมาวนลูปเดิมอีก ทั้งนี้อาจมาจากปัญหาที่คั่งค้างภายในแต่ละบริษัทเอง เช่น การที่พนักงานน้อยเกินไปหากเทียบกับภาระงานที่หนัก การขาดความเป็นอิสระ การขาดความเชื่อมั่นในการทำงาน เป็นต้น

Advertisements

เพื่อพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้และป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำซ้อน Christina Maslach ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ผู้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาเรื่องความเหนื่อยใจจากการทำงานดังกล่าวได้เสนอว่า หากเราลองมองปัญหาให้ลึก เราจะต้องไม่โฟกัสว่า ‘ความเหนื่อยหน่ายเป็นปัญหาส่วนบุคคล’ หากแต่เราต้องโฟกัสที่สภาพงานที่ได้รับและสังคมในการทำงานด้วยจึงจะแก้ไขปัญหาได้ถูกจุด เช่น ในอุตสาหกรรมการค้าปลีกการ การบริการ ร้านอาหาร หรืออื่นๆ ที่มีพนักงานไม่เพียงพอและได้รับค่าจ้างต่ำก็อาจจะต้องแก้ปัญหาโดยการรับพนักงานเพิ่ม มอบหมายประเภทงานให้ตรงกับประเภทของคน และสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการชมเชยถึงความพยายามและการทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกมีค่า นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุดในการทำงาน

อ้างอิง
https://nyti.ms/3CPhIgO

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#worldnews

ติดตามข่าวสารอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/category/news/

Advertisements

Lastest

Metaverse กับการช่วยเหลือจิตใจ มุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไป

“แต่จริงๆ แล้ว Metaverse อาจช่วยชีวิตคนก็เป็นได้” นี่อาจฟังดูเป็นประโยคที่เป็นไปไม่ได้จากอีลิตที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้ว Metaverse สามารถทำให้เราเข้าใจและรับมือกับความเจ็บปวด ความเศร้าและอคติในสังคมได้มากขึ้น

Arcane ผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ จากค่ายเกมที่ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม!?

เปิดจักรวาลความบันเทิงครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กับซีรีส์ที่หยิบยกเนื้อหามาจากเกม LoL (League of Legends) โดย Riot Games ค่ายเกมผู้ถูกตั้งแง่โดยแฟนๆ ว่า “ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม” แต่ตามทฤษฎีได้บอกไว้ว่า “เกมไหนกาก แปลว่าเกมนั้นดัง” ดังนั้นจึงไม่น่าห่วงอะไร (มั้ง!?)

ไม่แปลกที่จะ “แปลก” เมื่อความแปลกมีพลังกว่าที่คิด!

วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดี กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan ที่จะมาเปลี่ยน “ความแปลก” ของเราให้กลายเป็นพลัง และสอนให้เราเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ไปดูเรื่องราวโดยสรุปของหนังสือเล่มนี้กัน
Ru-orn Promprasit
ง่วงเป็นหลับ ขยับเป็นหาอะไรเขียน