เมื่อใบหน้าคืออนาคตและกระเป๋าสตางค์เป็นอดีต

Face Recognition Centran JD Fintech
มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • เทคโนโลยี Face Recognition (เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า) ในอนาคตจะถูกนำเข้ามาใช้ตั้งแต่ การติดต่อราชการ, การรับพัสดุไปรษณีย์, การเดินทางต่างๆ แต่เรื่องหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงกันมากที่สุดคือ การนำมาใช้ในการจ่ายเงินและการทำธุรกรรมทางการเงิน

(Sponsor ad ที่เน้นสาระเช่นเคย)
หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของเราตั้งแต่ตื่นจนหลับ หรือแม้แต่ตอนหลับอยู่ คงหนีไม่พ้น Fintech

ประเภทเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในเรื่อง Fintech ที่เราคุ้นหูกันทุกวันนี้ คงหนีไม่พ้น IoT (Internet of Things), Artificial Intelligence (AI), Machine Learning และ Biometrics

วันนี้ผมอยากจะมาคุยกันเรื่อง Biometrics ซึ่งจะทำให้การใช้ลายเซ็นหรือการพิมพ์ลายเซ็นเพื่อยืนยันตัวตนนั้น จะกลายเป็นเรื่องในอดีตไป เพราะการยืนยันตัวตนด้วย ลายนิ้วมือ เสียง และโดยเฉพาะ Face Recognition หรือการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าที่คนพูดถึงกันเยอะในปัจจุบัน จะเข้ามาแทนที่เราลองมาดูกันครับว่า Face Recognition จะมีผลต่อชีวิตทางการเงินของเราอย่างไร

Face Recognition จะมีผลต่อชีวิตทางการเงินของเราอย่างไร

เทคโนโลยี Face Recognition (เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า) นั้นถูกใช้งานและพัฒนาอย่างรวดเร็วมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ โดยมี startup จำนวนมากร่วมกันกระโดดเข้ามาพัฒนาธุรกิจนี้ และศูนย์กลางของการเจริญเติบโตของเทคโนโลยีนี้อยู่ที่ประเทศจีนครับ

โดยใช้ตั้งแต่การติดต่อราชการ, การรับพัสดุไปรษณีย์, การเดินทางโดยรถไฟหรือเครื่องบิน แต่เรื่องที่คนพูดถึงกันเยอะที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นการใช้ Face Recognition ในการจ่ายเงินและทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆครับ

การขยายตัวของ Face Recognition Technology (FRT)

ในงาน Digital Thailand Big Bang 2018 คนไทยก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับเทคโนโลยีนี้อย่างใกล้ชิด โดยบริษัท เซ็นทรัลเจดี ฟินเทค จำกัด (Central JD Fintech) ซึ่งทำให้คนไทยเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีนี้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

Central JD Fintech นั้นเกิดจากการร่วมมือระหว่างกลุ่มเซ็นทรัล กับ JD.com และ JD Finance เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยหลายส่วนได้แก่ 1) E-Commerce 2) E-Logistics และ 3) E-Finance

Central JD Fintech จะรับผิดชอบในส่วนของ E-Finance โดยเฉพาะ

ด้วยการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ JD Finance ซึ่งเป็นบริษัท Fintech รายสำคัญของประเทศจีน ที่ก่อตั้งในปี 2013 และได้แยกตัวจาก JD.com เพื่อดำเนินธุรกิจอย่างอิสระมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2017 JD Finance ดำเนินงานโดยใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) รวมถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น AI, Blockchain, และ Internet of Things (IoT) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทั้งบุคคลทั่วไป ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนภาครัฐ โดยมีฐานลูกค้าที่ใช้งานแล้วกว่า 400 ล้านราย

Central JD Fintech จะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับเงินเปลี่ยนไปอย่างมากครับ

โดยเบื้องต้นนั้น Central JD Fintech จะเน้นให้บริการในด้าน E-Payment ผ่าน E-Wallet สำหรับลูกค้าบุคคล เป็นหลักก่อน การมาของ Central JD Fintech นั้นเปิดตัวด้วยโดยไฮไลต์คือ เทคโนโลยี Face Recognition ที่คิดค้นโดย JD Finance และได้นำไปใช้จริงแล้วในชีวิตประจำวันของลูกค้า JD Finance ที่ประเทศจีน

ทาง Central JD Fintech กำลังพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยี Face Recognition นี้ร่วมกับ JD Finance ของจีน เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทย

Face Recognition ของ JD Finance จะช่วยอะไรเราได้บ้าง

Face Recognition Technology สามารถใช้ในการเก็บข้อมูลของลูกค้า (customer onboarding) การตรวจสอบและยืนยันตัวตนบุคคลบนโลกออนไลน์ (online authentication) การจ่ายสินค้าผ่านการสแกนใบหน้า (face payment) การวิเคราะห์ใบหน้า (face analysis) การล็อกอินเข้าใช้บริการของธนาคาร (bank lobby service) ซึ่งถูกใช้อย่างกว้างขวางทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การเงินอินเตอร์เน็ต ธุรกรรมกับธนาคาร ร้านค้าปลีกรายใหม่ อาคารอัจฉริยะ (smart buildings) เป็นต้น

ที่น่าสนใจคือ ผ่านมาไม่นาน ในประเทศจีน มีคนใช้เทคโนโลยี Face Recognition ผ่าน JD Finance App ถึงกว่า 10 ล้านคน โดยในปัจจุบันเป็นกฏของรัฐบาลจีนว่า ผู้ใช้ E-Wallet จะต้องลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่านเทคโนโลยี Face Recognition ให้สำเร็จก่อนที่จะใช้บริการ E-Wallet อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้เป็นการยกระดับการให้บริการของ E-wallet ให้มีความปลอดภัย สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีนี้สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ

แต่ที่ Central JD Fintech นำมาแสดงในงานนี้ จะมีการสาธิตรูปแบบการใช้งานที่นำเทคโนโลยี “Face recognition” มาประยุกต์ใช้กับ 2 วัตถุประสงค์ ให้คนไทยได้สัมผัสกัน อันได้

1. เทคโนโลยีการวิเคราะห์ใบหน้า (Face Analysis)

มีพื้นฐานมาจากการมองเห็นของสมองกล (machine vision) การติดตามเป้าหมาย (target tracking) การเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) และเทคโนโลยีอื่น ๆ เมื่อผู้ใช้ปรากฏตัวบนหน้าจอ Face Analysis สามารถจำได้ว่าเป็นใครและจะวิเคราะห์เพศ อายุ อารมณ์ และข้อมูลอื่นๆ ของบุคคลนั้นและสามารถติดตามเส้นทางของผู้ใช้ได้เมื่อรวมเข้ากับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เราสามารถใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อช่วยให้ร้านค้าต่างๆ สามารถทำการตลาดตามกลุ่มเป้าหมายที่กำหนด สำหรับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันได้ ซึ่งอันนี้ผมคิดถึงโลกอนาคตของการค้าปลีกที่จะสนุกกว่าวันนี้มาก

2. เทคโนโลยี การชำระสินค้าด้วยการสแกนใบหน้า (Face Payment)

Face Payment เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของ Face Recognition มีพื้นฐานมาจากอัลกอริธึ่มการเรียนรู้เชิงลึก (deep learning algorithms) การเรียนรู้ของสมองกล (machine learning) และการฝึกจากแบบจำลองกับข้อมูลนับสิบล้านชุด ความแม่นยำของระบบการจดจำใบหน้านั้นมีสูงถึง 99.99% ทีเดียว ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดของวงการเมื่อผู้ใช้ชำระเงินด้วยการแสดงใบหน้า Face Payment จะใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ในการทำ live detection ตรวจสอบข้อมูลสด กับ face anti-counterfeiting การป้องกันการปลอมแปลงใบหน้าซึ่งทำให้ปลอดภัยจากการปลอมแปลงตัวตนที่เกิดจากการปลอมใบหน้า และยังสามารถต้านทานการบุกรุกที่หลากหลาย

นอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ยังผนวกหมายเลขโทรศัพท์มือถือเข้ากับการตรวจสอบความถูกต้องของการจดจำใบหน้า และกลยุทธ์การควบคุมความเสี่ยงเพื่อปกป้องความปลอดภัยของบัญชีอย่างมีประสิทธิภาพ JD Finance ได้เปิดตัวเทคโนโลยี Face Payment นี้ในประเทศจีนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017 และมีการใช้งานกันจริงจังแล้ว โดยความสำเร็จนี้จะถูกถ่ายทอดมาที่ Central JD Fintech

การจับมือร่วมกันระหว่าง เซ็นทรัล และ JD.com

นี่คือสิ่งที่ทำให้ Central JD Fintech แตกต่างจากคู่แข่ง เพราะเทคโนโลยีนี้ได้รับการทดสอบและยอมรับมาแล้วว่าใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันของชาวจีนเป็นล้านๆคน

การมาถึงของ Central JD Fintech รวมจุดแข็งของกลุ่ม Central และ JD Finance ซึ่งเป็นบริษัทที่มีศักยภาพสูงมากทั้งคู่ เราจึงเชื่อได้ว่า นี่จะเป็นจุดสำคัญในการทำภาพ Digital Economy Ecosystem ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ไม่เพียงเพื่อพาประเทศมุ่งสู่ยุคสังคม cashless society, cardless society แต่รวมไปถึง walletless society เลยทีเดียว ซึ่งจะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและสังคมไทย ไปอีกระดับ 

รับรองว่าเรื่องนี้จะมาแรง มาเร็ว และจะมาเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของเราแน่นอนครับ เพราะเงินอยู่กับเราทั้งวัน ทั้งคืนไม่เคยหลับครับ

อย่างที่เขาว่ากันครับว่า

“MONEY NEVER SLEEPS เงินไม่เคยหลับไหล”