อะไรคือสิ่งที่ควรทำตอนเริ่มบริษัทใหม่

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • ในการเริ่มธุรกิจใหม่ สิ่งที่ควรระวังคืออย่าใช้ตัวเองเป็นไม้บรรทัดวัดคนอื่น แต่ควรทำการบ้านอย่างหนักว่าลูกค้าอยากได้อะไรกันแน่
  • ควรมีที่ปรึกษาในการทำงาน หรือคู่ตรงข้ามไว้คอยเบรคบางไอเดีย
  • อย่าเพิ่งหมดหวังระหว่างทาง เพราะเกมธุรกิจเราจะชนะและแพ้บางอย่างอยู่เสมอ
  • ทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองถนัด ส่วนสิ่งที่ไม่ถนัดนั้นให้คนอื่นที่เก่งกว่าทำแทน
  • อย่าหยุดพัฒนาและเปลี่ยนแปลง ควรหมั่นหาความรู้และเปิดหูเปิดตาเสมอ

ทุกครั้งที่กำลังจะเริ่มบริษัทหรือโปรเจกต์ใหม่ๆผมมักจะตื่นเต้นเสมอ แต่พอความตื่นเต้นเริ่มหายไป ก็เริ่มมานั่งคิดดูจริงๆ ว่า ตลอด 10 ปีที่ผมได้ทำงานที่ศรีจันทร์ผมได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง

แล้วผมก็พบว่าการเริ่มอะไรใหม่ๆนี่ไม่ง่ายเลย สิ่งที่ผมนึกออกในตอนนี้เลยก็มีอยู่ประมาณ 5 ข้อที่ควรทำครับ

1. อย่าใช้ตัวเองเป็นไม้บรรทัดไปวัดคนอื่น

สิ่งที่ควรทำคือการทำการบ้านอย่างหนักมากๆ ว่าลูกค้าอยากได้อะไรจริงๆ เรียกว่าต้องทำวิจัยเชิงลึกเพื่อหาคำตอบ อย่าเพิ่งพอใจในคำตอบแรก ผมมักคิดว่ามันเป็นส่วนประกอบของ Design Thinking กับ การวิจัยหาความต้องการของลูกค้า (ลองอ่านบทความเรื่อง “ลูกค้าอยากได้อะไรกันแน่” ดูครับ)

คุณคงเคยได้คำพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ของ เฮนรี ฟอร์ด ที่ว่า “ถ้าถามผู้คนว่าอยากได้อะไร พวกเขาจะบอกว่าอยากได้ม้าที่วิ่งเร็วขึ้น” กับ สตีฟ จอบส์ ที่ว่า “หลายครั้งคนก็ไม่ได้รู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร จนกว่าคุณจะแสดงให้พวกเขาเห็น”

โดยส่วนตัวผมคิดว่าสิ่งทั้งสองนักคิดผู้ยิ่งใหญ่พูดนั้น ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาอยู่ดีๆ ก็คิดอะไรออกมาเลยโดยไม่สนใจลูกค้า แต่ทั้งสองนั้นคิดถึงจริงๆ ว่าลูกค้าอยากได้อะไรกันแน่แบบเชิงลึก ผ่านกระบวนการที่เทพสุดๆ บวกกับพลังของนวัตกรรมใหม่ถึงได้ของที่เปลี่ยนโลกออกมา

ถ้าอยากเห็นภาพของสิ่งที่ผมพูดลองไปดู คลิปวิดีโอ ตอน สตีฟ จอบส์ เปิดตัวไอโฟนปี 2007 แล้วดูตอนที่ สตีฟ จอบส์ พูดถึงเรื่อง “ตอนนี้คุณสามารถสัมผัสถึงเพลงของคุณได้แล้ว” บริบทที่ยกมาก่อนหน้านั้นล้วนแล้วแต่บอกว่า สตีฟ จอบส์ เข้าใจจริงๆ ว่าลูกค้าอยากได้อะไร

แน่นอนเราไม่ใช่ สตีฟ จอบส์ หรือ เฮนรี ฟอร์ด แต่ขอให้เราเข้าใจลูกค้าได้สัก 20% ของที่สองคนนี้เข้าใจได้ ก็คงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากแล้วละครับ ดังนั้นตอนเริ่มธุรกิจใหม่ ผมจึงให้เวลากับเรื่องนี้มากๆ

2. ถ้าเป็นไปได้ควรหาคู่ตรงข้ามของคุณมาทำงานด้วย หรือมีไว้เป็นที่ปรึกษาใกล้ๆ ตัวจะดีมาก

เอาแบบส่วนตัวเลยผมจะเป็นคนที่มีความแหกคอกประมาณนึง คือจะชอบทำอะไรที่แปลกๆ ชอบไอเดียบ้าๆบอๆ เพราะฉะนั้นผมจึงต้องมีคนเบรคครับ อย่างที่ศรีจันทร์นี่ผมต้องมีทั้ง CFO กับ CMO ช่วยกันเบรคสองคนเลยไม่งั้นเอาไม่อยู่ ที่สำคัญคือเราต้องเปิดใจที่จะรับการเบรคด้วยนะครับ

ที่นี้เวลาตั้งบริษัทใหม่ โดยส่วนใหญ่คนริเริ่มนี่สมองจะแล่นมากเรียกว่าอยากทำโน่นทำนี่ไปหมด ถ้าคุณเป็นเหมือนกัน คุณควรหาคนตรงข้ามมาคอยเบรคๆ คุณไว้บ้างครับ เพราะไม่งั้น ทำไปทำมาอาจจะตังค์หมดก่อนยังไม่ทันได้เริ่มทำอะไรได้

ถ้าคุณไม่มีคนมาทำงานด้วยแบบประจำ อย่างน้อยมีคนปรึกษาก็ยังดีครับ และนี่แหละครับคือความสำคัญว่าทำไมคุณต้องมีคอนเนคชั่นที่ดี และเรื่องนี้จึงไม่ใช่การไปปาร์ตี้สนุกสนาน แต่ถ้าคุณใช้มันให้เป็นมันจะช่วยธุรกิจคุณได้มากสุดๆ

3. อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ

การทำธรุกิจก็คล้ายๆ การวิ่งมาราธอนแหละครับ (นอกจากคุณตั้งเป้าหมายที่จะขายธุรกิจอย่างรวดเร็วตั้งแต่แรก) ดังนั้นของแบบนี้มันวัดกันยาวๆ ครับ อย่าเพิ่งหมดแรงไปซะก่อน และหาแผนสำรองไว้เยอะๆ โดยเฉพาะช่วงแรกของการทำมันจะเป็นการทำให้ตัวเองอยู่รอดให้ได้ก่อน หรือผมชอบเรียกมันว่า ช่วงเวลาแห่งการอยู่รอด ครับ 

หลังจากนั้นคุณจะพบว่าคุณจะประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ตราบใดที่คุณยังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องคุณต้องสู้ต่อครับเพราะงานนี้ไม่มีหมูแน่นอนครับ

อย่าลืมครับในเกมธุรกิจ “คุณชนะบางอย่าง และ คุณแพ้บางอย่าง มันเป็นแบบนั้นเสมอ” ครับ 

4. อย่าพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง

จริงอยู่ครับตอนเริ่มอะไรแรกๆ เงินจะเป็นปัญหาเสมอและเราอาจต้องเป็นทุกตำแหน่งตั้งแต่ CEO ยันเด็กส่งของ แต่อย่าเป็นแบบนั้นนาน เพราะมันจะไม่ productive เลยครับ ผมจะเล่าเรื่องที่ผมเคยทำโฆษณาเองให้ฟังอีกรอบนะครับ

ตอนทำศรีจันทร์ใหม่ๆผมเคยอยากประหยัดเงินด้วยการจะลองทำโฆษณาเอง

ว่าแล้วก็เริ่มลงมือวาดสตอรี่บอร์ดเองและไปเสาะหาโปรดักชั่นเฮาส์ที่โดนผมบังคับมาถ่ายหนังโฆษณาให้จนได้ (ปกติโปรดักชั่นเฮาส์มักจะยอมทำงานเมื่อมีเอเจนซี่มาร่วมด้วยเท่านั้น)

ผลปรากฏว่า ค่าทำโฆษณาถูกจริงๆนั่นแหละ ถูกไปประมาณครึ่งหนึ่งของปกติเลย ทำให้ผมกระหยิ่มยิ้มย่องว่า ไอ้เราก็ฝีมือไม่เลวนะเนี่ย ดีไม่ดีอีกหน่อยจะเปิดเอเจนซี่โฆษณาอีกสักอันก็น่าจะยังไหว

แต่เมื่อถึงเวลาออนแอร์จริงๆ ปรากฏว่าผลตอบรับของโฆษณาแย่มาก ยี่ปั๊วโทรมาหาเพียบ ไม่ได้โทรมาสั่งของนะครับ โทรมาด่า คือว่าลูกค้าไม่เข้าใจสิ่งที่เราอยากจะสื่อสาร สรุปเราต้องถอดโฆษณาเรื่องนี้ออก แล้วจ้างเอเจนซี่ทำใหม่

เสียตังค์สองรอบ แต่มันสอนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่มากกับผมว่า อะไรที่เป็นงานของมืออาชีพให้เขาทำเถอะ อย่าทำเองเลย เอาบทเรียนนี้ของผมไว้เตือนใจนะครับว่าคนเราไม่มีทางเก่งทุกเรื่อง 

และนี่ก็เป็นอีกประโยชน์ของคอนเนคชั่นเหมือนกัน เพราะตอนคุณเริ่มทำอะไรใหม่ คุณอาจจะขอแรงเพื่อนฝูง คนรู้จัก มาช่วยได้ แต่อย่าลืมตอบแทนเขาคืนตอนมีกำลังด้วยนะครับ

5. อย่าหยุดพัฒนาและเปลี่ยนแปลง

ข้อนี้อาจจะสำคัญที่สุด โลกเราเปลี่ยนเร็วมากเมื่อไม่นานมานี้ อีลอน มักส์ เพิ่งออกมาประกาศว่าจะทำจรวดชื่อ BFR ขนส่งมนุษย์ไปที่ไหนก็ได้ในโลกในเวลาต่ำกว่า 1 ชั่วโมง (กรงเทพ-ดูไบ 27 นาที บ้าไปแล้ว) ถ้าเมื่อไรมันเกิดขึ้น ลองคิดดูครับว่าอุตสหกรรมการบินและทุกอย่างที่เกี่ยวข้องจะเป็นอย่างไร

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ในธุรกิจอะไรก็ตาม หมั่นหาความรู้และเปิดหูเปิดตาเสมอ ที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องมีทัศนคติที่ยินดีที่จะเปลี่ยนตลอดเวลาครับ เพราะถ้าคุณไม่เปลี่ยนโลกจะทิ้งคุณไว้ข้างหลังครับ

อยากเริ่มทำธุรกิจต้องเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี เพราะธุรกิจกับความเปลี่ยนแปลงมาคู่กันจริงๆ

อย่างที่ บิล คลินตัน เคยพูดไว้ครับว่า

ราคาของการทำสิ่งเดิมๆ นั้นสูงกว่าราคาของการเปลี่ยนแปลงบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ขอให้ทุกท่านโชคดีกับธุรกิจใหม่นะครับ