ส่องโลกเทคโนโลยี Fintech ที่แดนมังกร

Sponsor Content…

ถ้าพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยี “Fintech” (ฟินเทค) ผมว่าหลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะตอนนี้ในบ้านเราเองก็มีผู้เล่นในธุรกิจนี้ที่หลากหลายตั้งแต่กลุ่มทุนระดับยักษ์ใหญ่ ไปจนถึงสตาร์ทอัพเกิดใหม่มากหน้าหลายตา ที่โดดเข้ามาเล่นใน “Fintech” ทำให้ตลาดของฟินเทคนั้นเรียกได้ว่าคึกคักสุดๆ แน่นอนผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็ได้ประโยชน์กันไปเต็มๆ

แต่สำหรับใครที่ยังงงๆ ว่า เอ๋… แล้ว Fintech มันคืออะไรกันล่ะ
ผมขออธิบายให้ฟังสั้นๆ ประมาณนี้ครับ

Fintech นั้นมาจากคำว่า Finance รวมกับ Technology หรือถ้าจะพูดกันง่ายๆ ก็คือเทคโนโลยีที่เน้นไปที่การพัฒนาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “เงิน” เป็นหลัก ไล่ไปตั้งแต่ระบบรับ-จ่ายเงิน, การลงทุน, ประกันต่างๆ, รวมไปถึงเรื่องของการปล่อยสินเชื่อเงินกู้ที่ในอนาคตอันใกล้นี้เราน่าจะไม่ต้องไปธนาคารเพื่อขอเงินกู้กันแล้ว คือ ขอกันง่ายๆ สะดวกๆ ผ่านสมาร์ทโฟนกันได้เลย

และจากผลสำรวจของ statista ก็พบว่าประเทศที่มี adoption rates (อัตราการยอมรับหรือนำมาใช้) มากที่สุดอันดับหนึ่งของโลกคือประเทศจีน ซึ่งมีตัวเลขสูงมากถึง 92% ตามมาด้วยสหรัฐฯ 52% และเม็กซิโกที่ 49%

Fintech adoption rates in banking and payments sector | Source statista

และล่าสุดผมเองก็ได้มีโอกาสร่วมทริปเดินทางไปยังปักกิ่งเมืองหลวงของประเทศจีนกับทาง Central JD Fintech เพื่อเดินทางไปดูให้เห็นกับตาว่า Fintech ที่นี้เขาดุเดือดขนาดไหน ทำไม adoption rates ถึงสูงปรี๊ดถึง 92% และก็ไม่ผิดหวังครับ เพราะบอกได้เลยว่าที่นี้เขาใช้กันแพร่หลายจริงๆ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Fintech ก็รุกหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก

แบบจำลองอาคารสำนักงานใหญ่ของ JD.com

หลังจากเดินทางมาถึงสำนักงานใหญ่ของ JD.com (ต้องบอกว่าใหญ่จริงๆ) ส่วนแรกที่ทาง JD พาไปเยี่ยมชมก็คือ ร้าน X Mart

ภาพร้านค้าแบบไร้พนักงาน X Mart

X Mart คือ ร้านค้าแบบ Unmanned Store (ร้านค้าแบบไร้พนักงาน) ซึ่งถ้าใครได้ติดตามข่าวเรื่องของเทคโนโลยีกันอยู่บ้าง ก็คงพอรู้กันดีว่านี้เป็นเทรนด์หลักที่เหล่าบรรดายักษ์ใหญ่ของโลก e-Commerce กำลังเร่งพัฒนากันอย่างมาก และแน่นอน JD เองก็คือหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่ผลักดันเรื่องนี้

สำหรับใครที่นึกไม่ออกว่า Unmanned Store นั้นเป็นอย่างไร ผมจะขอเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ผ่านร้านของ X Mart ล่ะกันนะครับ

หยิบของแล้วเดินออกได้เลย

ร้าน X Mart เป็นร้านค้าที่เราสามารถสแกน QR Code และเข้าไปหยิบของที่อยากได้ ได้ทันที โดยชั้นวางสินค้าจะตรวจจับน้ำหนักของสินค้าที่ถูกหยิบออกไป ขณะที่กล้องในร้านก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งสินค้าและลูกค้าไปด้วย เมื่อเราเดินออกจากร้านระบบก็จะตัดเงินจากบัญชีของเราโดยอัตโนมัติ และปัจจุบันร้าน X Mart เองนั้น ก็ได้เปิดให้บริการแล้วในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้

ซุปเปอร์มาร์เก็ต 7Fresh สามารถชำระเงินผ่านใบหน้าได้

หลังจากนั้นก็เดินทางมาที่อีกร้านของ JD เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ชื่อว่า 7Fresh ซึ่งเป็น Unmanned Store เช่นกัน แต่มีการเพิ่ม facial recognition (ระบบการจดจำใบหน้า) เข้าไปทำให้สามารถสแกนใบหน้าเพื่อจ่ายเงินได้

ระบบชำระเงินผ่านใบหน้าของร้าน 7fresh

ก่อนจบในเรื่อง Unmanned Store อยากจะพูดถึงเรื่องของ e-payment (ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์) ในจีนสักหน่อย เพราะหากใครที่มีโอกาสได้เดินทางมาจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคงจะรู้กันดีว่าเงินสดนั้นแทบจะไม่ได้ใช้เลย เพราะร้านค้าที่นี้ส่วนมากเขารับชำระเงินผ่าน e-payment เท่านั้นไม่ค่อยมีใครอยากรับเงินสดกันแล้ว พูดง่ายๆ ว่าเขาใช้ e-payment กันเป็นเรื่องปกติในชีวิตนั่นเองครับ

ห้อง Monitor ยอดขายและสถิติต่างๆ แบบเรียลไทม์
ภาพกล้องวงจรปิดจากโรงงานเอาไว้ดูการทำงานของ Robot

หลังจากนั้นทาง JD ก็ได้พาไปชมห้องห้องหนึ่งที่ทำไว้เพื่อรายงานยอดขายและสถิติต่างๆ แบบละเอียดยิบ รวมถึงภาพกล้องวงจรปิดที่คอยดูการทำงานของระบบอัตโนมัติต่างๆ ในโกดังกันแบบเรียลไทม์ เรียกได้ว่าให้อารมณ์คล้ายกับกำลังอยู่ในห้องบัญชาการของยาน USS Enterprise ในหนังเรื่อง Star Trek กันเลยทีเดียว

มาต่อกันที่ส่วนของเนื้อหาในห้องประชุมกันบ้าง ต้องบอกว่ามีเทคโนโลยีหลายอย่างมากๆ ที่น่าสนใจและที่ทาง JD เองได้นำมาใช้กับ Fintech ถ้าจะเขียนทั้งหมดกลัวจะตาลายและเลิกอ่านกันไปซะก่อน ผมจึงขอหยิบบางส่วนมาเล่าให้ฟังล่ะกันนะครับ ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

JD Intelligent Voice ติดตามหนี้สินแบบไม่ใช้คน :
ซึ่งเจ้าระบบ AI นี้สามารถที่จะโทรติดต่อลูกค้าเพื่อแจ้งยอดเงินที่ค้างชำระ จำนวนวันที่เกินกำหนดชำระ ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขกรณีชำระช้ากว่ากำหนด และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย โดยระบบนี้จะโต้ตอบกับลูกค้าด้วยเสียงพูด

Bank of China เริ่มใช้ AI ในการพูดคุยกับลูกค้า :
ปัจจุบันธนาคารหลายแห่งก็ได้มีการเริ่มนำ AI เข้ามาใช้งานจริงกันบ้างแล้ว อย่าง Bank of China เองก็มีการนำ AI เข้ามาใช้รับสายลูกค้า รวมไปถึงการโทรออกเพื่อสื่อสารและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับลูกค้า จากเดิมที่เคยนำเสนอผ่านอีเมล์มีอัตรา Conversion Rate (อัตราการเปลี่ยนแปลงที่เราคาดหวังให้ลูกค้ากระทำ เช่น ซื้อของบนเว็บไซต์, สมัครสมาชิกเว็บไซต์) เพียง 1% แต่หลังจากนำ AI มาใช้โทรหาลูกค้าก็ทำให้อัตราความสำเร็จในการขายสูงถึง 30%

ระบบบริหารจัดการสินทรัพย์ JT2 (JD Technology Trust) :
ระบบบริหารจัดการสินทรัพย์และการลงทุน วิเคราะห์ข้อมูลการซื้อ-ขายสินทรัพย์ บริหารจัดการสินทรัพย์สำหรับช่วงก่อนและหลังการซื้อขาย รวมไปถึงเรื่องของการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยปัจจุบัน JD Digits กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ JT2 2.0 ซึ่งจะนำเทคโนโลยี Natural Language Processing (NLP) มาใช้ตีความรายงานและบทวิเคราะห์เพื่อจัดทำเครดิตเรตติ้งที่แม่นยำมากขึ้น

JD และ Central ร่วมทุนครั้งใหญ่ลุย Fintech ในไทย

อย่างในบ้านเราทาง JD Digits เองก็ได้เข้ามาจับมือกับกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อร่วมทุนก่อตั้งบริษัทพัฒนาบริการด้านอีไฟแนนซ์ (E-Finance) และฟินเทคในประเทศไทย นับว่าเป็นการร่วมทุนครั้งใหญ่มากเพราะการร่วมทุนครั้งนี้มีมูลค่ากว่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 8,000 ล้านบาทไทย)

โดยแบ่งการบริหารงานออกเป็น 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล เจดี มันนี่ จำกัด ที่ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิก (E-Wallet) และธุรกิจการชำระเงินบนช่องทางออนไลน์ (E-Payment) และ บริษัท เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค จำกัด ซึ่งให้บริการสินเชื่อบริการประกันภัย และบริการบริหารสินทรัพย์เพื่อความมั่งคั่ง (wealth management) ผ่านช่องทางออนไลน์

โดยในปี 2562 นี้ ทางบริษัท เซ็นทรัล เจดี มันนี่ จำกัด ก็ได้เริ่มให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์ (e-wallet) ผ่าน Application ที่ชื่อว่า Dolfin (ดอลฟิน) และมีแผนที่จะขยายบริการให้ครอบคลุมทุกโซลูชั่นทางการเงิน ตั้งแต่เรื่องของการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล สินเชื่อส่วนบุคคล ประกันภัย รวมไปถึงเรื่องของการบริการจัดการกองทุนและสินทรัพย์ เรียกได้ว่าครบถ้วนทุกเรื่องเงินใน app เดียวเลย

อีกจุดเด่นที่สำคัญของ Dolfin คือเรื่องของความปลอดภัยครับ เพราะเป็น e-wallet รายแรกในไทยที่นำระบบการยืนยันตัวตนแบบอัจฉริยะ E-KYC (electronic know-your-customer) บวกกับเทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (facial recognition) และเทคโนโลยีการรู้จำตัวอักษร (optical character recognition) เพียงแค่เราถ่ายเซลฟี่และสแกนบัตรประชาชน ระบบก็จะทำการตรวจสอบโดยอัตโนมัติว่าคนที่ต้องการลงทะเบียน e-wallet นั้นคือคนเดียวกันกับเจ้าของบัตรประชาชน ช่วยป้องกันการเอาบัตรประชาชนของคนอื่นมาแอบอ้างเพื่อใช้ลงทะเบียนได้ แถมยังช่วยลดขั้นตอนในการลงทะเบียนอีกด้วย เรียกได้ว่าได้ทั้งความสะดวก และความปลอดภัยเลยล่ะครับ

สำหรับใครที่สนใจก็สามารถไปลองโหลดกันได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลยครับ

android : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.cjdfintech.wallet&hl=th
ios : https://apps.apple.com/th/app/dolfin-wallet/id1447478566?l=th
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://dolfinthailand.com/

e-Wallet Dolfin