เช้านี้ของคุณมีความหมายไหม?

รูปภาพจาก Number 24 x Shutterstock.com
มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • อีลอน มักส์ อาจจะเป็นผู้ประกอบการที่เท่ที่สุดในตอนนี้ เพราะเขามีความมุ่งมั่นอันน่าอัศจรรย์ แต่ถ้าพูดถึงผู้ประกอบการที่ดูมีความสุขที่สุดและยิ้มได้ตลอดเวลา เห็นทีคงต้องเป็นริชาร์ด แบรนสัน เจ้าของโครงการเวอร์จิ้นกาแลคติก และธุรกิจก่อนหน้าอย่างเวอร์จิ้นแอตแลนติก
  • ธุรกิจเวอร์จิ้นแอตแลนติกในช่วงแรกนั้นมีเคสฟ้องร้องกับบริติชแอร์เวย์อยู่เพียบ แต่ริชาร์ดกล่าวว่า เขาไม่ได้ต้องการชนะในศาล เข้าต้องการชนะใจลูกค้ามากกว่า
  • ริชาร์ดเคยขึ้นป้ายบิลบอร์ดในสนามบินเพื่อแข่งกับบริติชแอร์เวย์ว่า “BA Don’t Give a Shitatsu” (แต่สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อจริงๆคือ “British Airways Don’t Give A Shit” คือ BA ไม่สนใจลูกค้าอย่างคุณหรอก บริการถึงห่วยแตกแบบนี้ไง)

ตอนคุณอายุ 30 ปีคุณทำอะไรอยู่ หรือถ้าคุณยังอายุไม่ถึง 30 คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรดีครับ

อีลอน มักส์ (Elon Musk) คิดว่าเขาอยากจะสำรวจดาวอังคารครับ และหนึ่งปีหลังจากนั้นในปี 2002 สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ก็ก่อกำเนิดขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะเป็น “สายการบินราคาประหยัด” ในวงการอวกาศ (อีลอนให้สัมภาษณ์ไว้แบบนั้นจริงๆ)

คุณคิดว่าแผนแบบนี้ต้องใช้ระยะเวลาเท่าไรดีครับ 15 ปี 20 ปี 30 ปี? ในตอนนั้นถ้าจะส่ง ของหนัก 500 ปอนด์ไปอวกาศต้องใช้เงิน 30 ล้านเหรียญ

แต่ ฟอลคอน 1 ของ สเปซเอ็กซ์ ตั้งใจจะส่งของหนัก 1,400 ปอนด์โดยใช้เงิน 6.9 ล้านเหรียญ เดิมทีอีลอนตั้งใจว่าจะทำแผนนี้ให้สำเร็จใน 15 เดือน แต่ในความเป็นจริงมันใช้เวลาไป 48 เดือน

48 เดือนในการเริ่มต้นบริษัทขนส่งทางอวกาศที่ใช้งบประมาณต่ำที่สุดในโลก โดยชายหนุ่มอายุ 31 ปี

ด้วยความมุ่งมั่นอันน่าอัศจรรย์ของอีลอนทำให้สเปซเอ็กซ์ในวันนี้กลายเป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีทางอวกาศที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก และถ้าคุณได้ติดตามบทความก่อนหน้านี้คุณจะพบว่าความมุ่งมั่นของ อีลอน มักส์ ไปไกลมากแล้ววันนี้


อีลอน มักส์ อาจจะเป็นผู้ประกอบการที่ดูเท่สุดตอนนี้ แต่ถ้าถามว่าใครคือคนที่ดูมีความสุขและยิ้มได้ตลอดเวลาคงต้องบอกว่าเป็น ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson) นี่แหละครับ

ถ้าพูดถึงเรื่องอวกาศก็ต้องไม่ลืมนึกถึงอีกคนที่ อยากเป็นนักบินอวกาศอย่างริชาร์ดและทำให้ฝันเป็นจริงด้วยโครงการชื่อ เวอร์จิ้น กาแลคติก (Virgin Galactic) ซึ่งถ้าใครติดตามข่าวก็จะรู้ว่าโครงการนี้ประสบปัญหามากมายแต่ริชาร์ดก็ยังเดินหน้าทำโครงการต่อและเมื่อธันวาคมที่ผ่านมา สเปซชิปทู (Space Ship Two) ก็เพิ่งขึ้นบินทดสอบรอบที่ 5 อย่างสมบูรณ์

แต่วันนี้ผมไม่ได้อยากมาเขียนถึงเรื่องโครงการอวกาศของ ริชาร์ด แบรนสัน ผมอยากมาเขียนถึงเรื่องธุรกิจที่เกิดก่อนหน้าเวอร์จิ้นกาแลคติก คือ เวอร์จิ้นแอตแลนติก (Virgin Atlantic) ครับ

ธุรกิจเวอร์จิ้นแอตแลนติก

ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาชื่อ Finding My Virginity ซึ่งคือการรวบรวมประสบการณ์ในการทำธุรกิจเกือบ 50 ปี ของ ริชาร์ด แบรนสัน ที่ต้องบอกว่ามันส์สุดๆ เพราะเขาเป็นคนที่มีลูกบ้าเยอะมากครับ ที่เหนือกว่าลูกบ้าคือเขาดูจะ “สนุก” กับทุกเรื่องทีเขาทำ

เวอร์จิ้น แอตแลนติก คือสายการบินที่ถูกตั้งขึ้นในช่วงต้นๆของปี 1980 และเหมือนทุกธุรกิจของเวอร์จิ้นกรุ๊ป (Virgin Group) มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า ในกรณีนี้คือการเสนอทางเลือกในการบินนอกเหนือจากการใช้บริการจากบริติชแอร์เวย์ (British Airways หรือ BA) ซึ่งตอนนั้น BA เรียกว่าเป็นเจ้าพ่ออยู่ที่ฮีทโธรว์ (Heathrow) แต่บริการนี่แย่มากทั้งอาหารและเรื่องความบันเทิงคนบ่นกันเพียบ 

แรกๆที่เวอร์จิ้นแอตแลนติกเข้ามามีเคสการฟ้องร้องระหว่างเวอร์จิ้นแอตแลนติกและ
บริติชแอร์เวย์เพียบ ซึ่งส่วนใหญ่ริชาร์ดจะเป็นผู้ชนะ แต่เขาบอกว่า เขาไม่ต้องการชนะในศาลแต่เขาต้องการชนะใจลูกค้ามากกว่า

ริชาร์ดมีความกระตือรือล้นที่จะเอาชนะคู่แข่งและพัฒนาการบริการอยู่เสมอ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ เวอร์จิ้นแอตแลนติกมีบริการการนวดบนเครื่อง ซึ่งก็เป็นบริการที่ดี แต่ด้วยความเป็นริชาร์ดครับ เขาขึ้นป้ายบิลบอร์ดในสนามบิน ฮีทโธรว์ ว่า “BA Don’t Give a Shitatsu” (เผื่อใครไม่เก็ท ป้ายนี้ถ้าแปลแบบตรงตัวคือ บริติชแอร์เวย์ ไม่มีบริการการนวดแบบ Shitatsu ซึ่งเป็นศาสตร์การนวดแบบญี่ปุ่น แต่สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อจริงๆคือ “British Airways Don’t Give A Shit” คือ BA ไม่สนใจลูกค้าอย่างคุณหรอก บริการถึงห่วยแตกแบบนี้ไง)

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ บริติชแอร์เวย์ใช้เงินจำนวนมากในการสปอนเซอร์การก่อสร้าง ลอนดอนอาย (London Eye) หนึ่งในแลนด์มาร์คของลอนดอนในช่วง 1990s แต่ ลอนดอนอายเจ้ากรรมก็เจอปัญหาโน่นนี้มากมายทำให้มันยังตั้งขึ้นมาไม่ได้ซักที

ริชาร์ด แบรนสัน ไม่พลาดโอกาสนี้ครับ เอาเรือเหาะขึ้นเลยครับ พร้อมกับป้ายที่เขียนว่า “BA CAN’T GET IT UP” (บริติชแอร์เวย์ ไม่สามารถทำมันได้)

แสบจริงๆ ความกวนประสาท ทะเล้น แต่ยังคงรักษามาตรฐานในการบริการไว้ได้นี่แหละครับคือ DNA ของเวอร์จิ้น ซึ่งมันถอดแบบมาจากตัวริชาร์ดเลยครับ

ทุกวันนี้ เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน ในวัย 67 ยังคงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ล่าสุดเมื่อมีคนถามถึงชีวิตครอบครัวว่าเป็นไงบ้าง

เขาตอบว่า “ตอนนี้ ผมเป็นเพื่อนสุดเจ๋งของหลานผมทั้งสี่คน”
“I am now a “grand-dude” to my four grandchildren”

เป็นคุณปู่ที่ไม่แก่เลยจริงๆ

เช้านี้คุณคงไม่ได้ลุกขึ้นมาทำโครงการอวกาศ หรือเปิดสายการบิน (หรือไม่แน่) แต่อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากสองนักธุรกิจระดับโลกนี้คือ

เช้านี้เราต้อง “มุ่งมั่น” ในขณะเดียวกันก็อย่าลืมที่จะ “สนุก” กับการทำงานทุกขณะด้วยนะครับ