ความสำคัญของ Portfolio กับการเข้ามหาวิทยาลัย

ก่อนอื่นต้องบอกว่านี้เป็นงานเขียนชิ้นแรกของทาง Mission to the Moon เลยก็ว่าได้ ที่เกี่ยวกับเรื่อง การเรียนการศึกษา โดยพูดถึงในมุมของน้องๆ ที่กำลังจะต้องเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย

เรื่องเกิดจากผมได้รับเชิญให้ไปร่วมฟัง Workshop ที่ทาง Brand Summer Camp+ ได้จัดขึ้น เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา ภายในงานก็มีวิทยากรจากหลากหลายสาขาอาชีพมาเล่าถึงประสบการณ์ที่น่าสนใจให้น้องๆ ได้เรียนรู้ และพร้อมที่จะ “อัพเกรดสมอง พร้อมพิชิตทุกฝัน”

โดยพาร์ทที่ทางผมได้เข้าไปร่วมฟังนั้น เป็น Workshop ของคุณ ด๋อน เรืองชาย สุพรรณพงศ์ Chief Disruption Officer Bar B Q Plaza

คุณด๋อน เล่าถึงประสบการณ์ที่น่าสนใจที่ได้ลองผิดลองถูกในการพัฒนาและหา Innovation ใหม่ๆ ให้กับ BBQ โดยใช้หลักของ Design Thinking มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา และเมื่อได้ไอเดียที่ต้องการ ก็ให้ทำ Prototype เพื่อทำสิ่งที่เราคิดให้ออกมารูปเป็นร่าง โดยใช้วิธีคิดของการ fail fast, fail cheap (ล้มให้เร็ว, ล้มให้ถูก)

โดยใน Workshop คุณด๋อนได้รวมเอาแนวคิดที่น่าสนใจเหล่านี้ มาถ่ายทอดในแง่ของการออกแบบ Portfolio และออกการออกแบบชีวิตให้กับน้องๆ ที่กำลังจะต้องเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย

กิจกรรม Workshop ออกแบบพอร์ตโฟลิโอสำหรับเข้ามหาวิทยาลัย

“Portfolio” คือ เอกสารที่เราออกแบบได้

Portfolio คือการรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ที่สามารถอธิบายถึงความเป็นตัวตนของเรา เป็นตัวแทนที่จะบอกเล่าถึงเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาว่าเราเคยทำอะไรมาบ้าง และ ทำอะไรได้บ้าง คีย์เวิร์ดสำคัญของการสร้าง Portfolio คือ “การทดลองทำ” เพื่อให้สิ่งที่เหล่านั้นกลายมาเป็นประสบการณ์ที่เราอยากจะเอาไปใส่ลง Portfolio

เริ่มแรกคุณด๋อนพูดถึงสิ่งหลักสำคัญที่เราต้องเข้าใจก่อนก็คือหลักของ “Design Thinking”

เพื่อที่จะได้นำมาใช้เป็นแกนกลางในการออกแบบ Portfolio ซึ่งมีดังนี้ 

Empathize | เข้าใจ/เอาใจใส่ : สำรวจและเรียนรู้เกี่ยวกับ Audience เพื่อที่เราจะได้เข้าใจความต้องการของเขาอย่างแท้จริง

Define | ระบุความต้องการ : หาปัญหาและระบุความต้องการของ Audience ให้เจอ อะไรกันแน่ที่พวกเขากำลังมองหาอยู่

Ideate | ท้าทายสมมติฐานและสร้างสรรค์ไอเดีย : จากข้อมูลที่ได้มาจากการทำ Empathize และ Define ให้เรานำมาคิดและวิเคราะห์ให้ละเอียดอย่าเพิ่งด่วนสรุป แต่จงลองท้าทายสมมติฐานต่างๆ ให้มากที่สุด

Prototype | เริ่มต้นสร้างโซลูชั่น : สิ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญของขั้นตอนนี้ก็คือ การระบุทางออกที่ดีที่สุดที่เท่าที่จะเป็นไปได้ โดยจะเริ่มทดลองสร้างสินค้าหรือบริการต้นแบบโดยใช้งบน้อยๆ และเลือกหยิบคุณสมบัติที่สำคัญๆ ของโปรดักซ์มาลองสร้างเป็นต้นแบบดูก่อน

Test | ทดสอบ : นี่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำ Design Thinking นั้นก็คือการทดลองนำ Prototype ที่ได้นั้นมาใช้งานทดสอบดูจริงๆ ว่ามันออกมาอย่างที่ Audience หรือ เราต้องการหรือเปล่า เป็นไปตามที่คิดไหม และหากมีปัญหาเกิดขึ้นในขั้นนี้ให้เราวนลูบไปที่ข้อหนึ่งอีกครั้ง

แนวคิด Design Thinking ที่ประยุกต์ใช้กับการทำ Portfolio

เมื่อเราใจถึงหลักการคร่าวๆ ของ Design Thinking แล้ว

ตอนนี้ก็ถึงเวลานำหลักของ Design Thinking มาปรับใช้กับการทำ Portfolio

โดยเริ่มจาก 

1. Empathize | คนอ่านพอร์ตของเรา “เขาต้องการอะไร”

ข้อแรกเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก เพราะถ้าเราเริ่มต้นผิด ข้อที่เหลือก็ผิดวัตถุประสงค์ไปด้วย เปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรก ดังนั้นจงหาคำตอบด้วยการพูดคุยที่ทำอาชีพนี้ (ในกรณีทำ Porfolio เพื่อสมัครงาน) หรือสำหรับน้องๆ  ก็สามารถหาคำตอบนี้ได้จากการคุยกับรุ่นพี่หรืออาจารย์คณะที่อยากเข้า ว่าคณะนี้เขามองหาอะไร

2. Define | ระบุสิ่งที่เขาต้องการ

หลังจากที่เราได้เข้าไปพูดคุยมาเรียบร้อย เราจะได้รับข้อมูลมาชุดหนึ่ง จากนั้นให้เราระบุสิ่งที่เขาต้องการออกมาโดยการเขียนลงมาเป็นข้อๆ

3. Ideate | สร้างสรรค์ผลงานแบบ “โม้ไปก่อน”

เมื่อเราได้เริ่มทำข้อ 1-2 แล้ว ลองคิดดูว่า กิจกรรมแบบไหนหรือประสบการณ์อะไรที่เราควรมี เพื่อที่จะได้เข้าข่าย “คนนั้น” ที่อาจารย์คณะนั้น (หรือคนที่อ่านพอร์ตของเรา) ตามหา ซึ่งตรงนี้ไม่มีถูกหรือผิด เราสามารถโม้ขึ้นมาได้เต็มที่ เพราะขั้นตอนนี้เป็นเพียงการตั้งสมมติฐาน

4. Prototype | สร้างต้นแบบให้พอร์ตโฟลิโอ

ขั้นตอนนี้คือการที่เรานำสิ่งที่เราโม้ไว้ไปเขียนใส่ลงในพอร์ตของเราเหมือนกับว่าเราได้ไปทำกิจกรรมเหล่านั้นมาแล้ว (ทั้งที่ความจริงแล้วเราอาจจะยังไม่เคยทำเลยก็ได้) แต่ให้เขียนมันลงไปก่อนเพื่อที่จะได้มันออกมาเป็นต้นแบบของพอร์ตโฟลิโอของเรา

เมื่อเรามีพอร์ตโฟลิโอแล้ว ลองนำพอร์ตที่เรา “โม้” ขึ้นมา ไปปรึกษาอาจารย์หรือรุ่นพี่ในข้อที่ 1 ว่าพอร์ตของเราดีไหม สิ่งที่เราได้ทำไปเป็นสิ่งที่เขากำลังมองหาหรือยัง ถ้าดีแล้วก็เยี่ยมเลย เราจะได้นำ Prototype อันนี้ไปพัฒนาต่อให้เป็นของจริง แต่ถ้ายังไม่ดี ก็แค่เริ่มต้นทำ Prototype อันใหม่เท่านั้นเอง

ขั้นตอนนี้แหละครับ คือตัวอย่างที่ดีในการอธิบายคำว่า​ “fail cheap” คือล้มให้มีราคาถูกที่สุด

5. Test | ลองทำจริง

คือการนำ Prototype พอร์ตโฟลิโอของเรานั่นแหละไปลองทำจริง นำสิ่งที่เราเคยโม้ไว้ไปหาหนทางทำมันออกมา ไปลองเรียนรู้มันด้วยตัวเอง ไปทำกิจกรรมเหล่านั้น ทำจนมันกลายเป็นประสบการณ์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของพอร์ตโฟลิโอ และเป็นส่วนที่จะได้ทดสอบว่าสิ่งนี้เป็นไปที่คาดไหม ตรงกับสิ่งที่คนอ่านพอร์ตของเราต้องการจริงๆ หรือเปล่า

และหลังจากที่เรานำ prototype ของพอร์ตโฟลิโอเราไปลองทำจริงแล้ว ต้องไม่ลืมที่จะนำสิ่งนั้นไปปรับปรุง แก้ไข และทำใหม่เรื่อยๆ จนกว่าพอร์ตของเราจะออกมาเจ๋งสุดๆ 

นอกจากนั้นเมื่อเราได้ลองผิดลองถูก ได้มีประสบการณ์ใส่ในพอร์ตแล้ว ให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ตัวเราได้เรียนรู้อะไรจากกิจกรรมที่ได้ไปทำ และได้ทักษะอะไรติดตัวกล้บมา ซึ่งสิ่งนั้นอาจจะเป็น hard skill (ความสามารถทางเทคนิค) เช่น ได้ลองใช้โปรแกรม ได้วาดรูป หรือจะเป็น soft skill (ความสามารถทางสังคม) เช่น ทักษะในการสื่อสาร ทักษะความเป็นผู้นำ ก็ได้ทั้งนั้น

ซึ่งผมคิดว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์สำหรับน้องๆ โดยเฉพาะวัยมัธยมปลายเป็นอย่างมาก เพราะการได้ทำกิจกรรม Workshop กับผู้ที่เป็นตัวจริงในสายงานนั้นๆ ก็เหมือนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ทำงานจริงว่ากว่าจะมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จได้ผ่านการลองผิดลองถูกอะไรมาบ้าง และมันจะช่วยให้น้องๆ ได้ค้นหาตัวเองได้เร็วขึ้น ได้เจอทางที่ใช่ก่อนจะเลือกเดิน 

เพราะอย่างที่ผมบอกครับ ว่าจุดเริ่มต้นนั้นสำคัญมาก โดยเฉพาะจุดเริ่มต้นของการเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าเราได้เริ่มต้นดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

และสุดท้าย สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณด๋อนอยากให้น้องๆ ทุกคนได้รับจากกิจกรรมนี้ ไม่ใช่แค่การได้ทำพอร์ตโฟลิโอ แต่เป็นการสอนแนวคิดเพื่อให้น้องๆ ได้เรียนรู้ว่า เราทุกคนสามารถออกแบบชีวิตได้ด้วยตัวเอง

อย่าลืมนะครับ ว่าชีวิตของเรา เราสามารถออกแบบได้ ขอให้ทุกคนโชคดีครับ 🙂