การทดลองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

รูปภาพจาก Number 24 x Shutterstock.com
มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้น ๆ
  • 6 เรื่องสำคัญที่ผมตกผลึกได้เมื่ออายุ 40 หลังจากที่เขียนรายการสิ่งที่ต้องทำใน Q3 : 2019
  • 1. เวลาของเราบนโลกใบนี้เริ่มเหลือไม่เยอะแล้ว อย่างน้อยเราควรได้ใช้ชีวิตในวิถีของเรา
  • 2. เข้าใจรูปแบบการใช้ชีวิตแบบทดลองไปเรื่อยๆ
  • 3. กรองสิ่งที่ไม่ใช่ออกจากชีวิต
  • 4. แม้จะมีหลายเรื่องที่ต้องทำ แต่เราต้องทำทีละเรื่อง วางแผนและทำมันอย่างมีวินัย
  • 5. สิ่งที่เห็นเป็นปลายทาง ในระหว่างทางยังมีรายละเอียดอีกมาก
  • 6. ความเชื่อมโยงของเรื่องต่างๆ จะส่งผลให้เกิดพลังแบบ 1+1 = 3

วันที่ 11 มิถุนายน ผมโพสต์สเตตัสหนึ่งลงในเพจของ mission to the moon เกี่ยวกับเรื่องที่ผมจะทำใน Q3 เนื้อหาคือ


Q3 ที่กำลังจะมาถึงนี่คือโคตรโหดแบบสุดใจ

  1. งานที่ศรีจันทร์เป็นไตรมาสที่ต้องมี year on year เติบโตสูงสุดในประวัติศาสตร์เลย
  2. หลังจากซุ่มมาหลายปีจะได้ทำแบรนด์ใหม่เป็นแบรนด์ที่สามซักที
  3. Podcast มีของเดิมที่ทำอยู่สองรายการ 5 Minutes, Mission to the Moon และมี Super Productive Season 2 เพิ่มมาอีกหนึ่ง
  4. ต้องส่งต้นฉบับหนังสือสองเล่ม
  5. เตรียมทอล์กโชว์แรกในชีวิต (ต้องเตรียมให้เสร็จก่อนยังไม่รู้จะได้พูดเมื่อไร)
  6. งานพูดคอนเฟิร์มมาแล้ว 24 งาน
  7. มีทริปยาวๆ กับครอบครัวหนึ่งทริป
  8. ต้องทำ sub 4 ในมาราธอนที่ 5 ให้ได้

ทั้งหมดนี้ในเวลา 90 วัน


มีคนถามเข้ามามากมายถึงวิธีการจัดการ วิธีคิดเรื่องการบริหาร หรือแม้แต่คำถามที่เรียบง่ายและตรงประเด็นมากๆ ว่า “ทำไปทำไม”

อย่างแรกก่อนเลยคือ ผมตั้งใจจะทำทุกอย่างให้เสร็จตามแผน เพราะทั้งหมดนี้อยู่ในวิสัยที่ทำได้ดังนั้นที่เขียนไปไม่ได้เขียนไป “เผื่อๆ” แต่ตั้งใจจะทำให้หมดจริงๆ

อย่างที่สองคือ ผมนั่งตกผลึกระหว่างทานมื้อเช้าว่าสเตตัสนี้บ่งบอกอะไรจากตัวผมบ้าง ซึ่งผมเขียนออกมาได้ 6 ข้อครับ

1. นอกเหนือไปจาก productivity

ตอนนี้เรื่องที่ผมทำมันเกินกว่าความต้องการจะพิสูจน์กับตัวเองหรือคนอื่นแล้วล่ะ ว่าเราเป็นคนที่มี productivity นะ แต่มันอยู่ในจุดที่ผมกำลังหา “วิถี” แห่งการใชัชีวิตที่จะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ เป็นแบบที่ผมอยากได้มากที่สุด ไม่ต้องตามใคร ไม่ต้องมีแบบแผน ขอให้เราทำได้ดีที่สุดทุกวัน

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่ผมเขียนเรื่องนี้ได้ตอนไตรมาสแรกหลักจากอายุครบ 40 ปีพอดี เพราะเมื่ออายุครบ 40 มันจะคิดได้เองแหละครับว่า เวลาของเราบนโลกใบนี้เริ่มเหลือไม่เยอะแล้ว อย่างน้อยเราควรได้ใช้ชีวิตในวิถีของเรา

2. เข้าใจรูปแบบการใช้ชีวิตแบบทดลองไปเรื่อยๆ

ตั้งแต่ผมเริ่มวิ่งมาปีกว่า มันทำให้ผมได้ทดลองอะไรเกี่ยวกับตัวเองเยอะมาก ตั้งแต่ออกกำลังกายเท่าไรคือเยอะไปหรือน้อยไป ทำงานตอนไหนได้งานมากที่สุด จนกระทั่งถึงทานอาหารแบบไหนและทานเมื่อไรจะส่งผลดีต่อสมองมากที่สุด ฯลฯ

ผมทดลองเรื่องพวกนี้ทุกวันครับ ความสนุกของมันก็คือ มันทำให้เราได้รู้จักร่างกายและจิตใจ แถมช่วยเรื่องการเชื่อมโยงโลกภายในและภายนอกของผมได้มากขึ้นเยอะครับ

ผมเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงที่ผมไม่เคยมองเห็นมาก่อน เช่น ถ้าบางวันนอนน้อย งานที่เป็นงานที่ออฟฟิศปรกติผมสามารถทำได้ไม่ต่างจากเดิม แต่งานที่ทำไม่ได้เลยจะเป็นงานประเภทงานเขียนบทความเป็นต้น เรื่องพวกนี้ทำให้ผมต้องตั้งคำถามว่า “ทำไม” และค่อยๆหาคำตอบไป เรียกได้ว่าการหาคำตอบทำนองนี้เป็นกิจกรรมหลักของผมเลยก็ว่าได้

มันลงลึกไปถึงอีกหลายๆ เรื่อง เช่น ความสุขของเรามาจากการได้ลงมือทำมากกว่าผลงานที่ออกมาซะอีก หรือ จริงๆแล้วคนเรานั้นมี “ลิมิต” ในทุกเรื่องนะ

แต่ลิมิตนั้นมันเยอะกว่าที่เราคิดมาก เราจะไม่มีทางหาลิมิตนั้นเจอเลยถ้าเราไม่ลองลงมือทำ ดังนั้นเวลามีคนมาถามผมว่า “จะเขียนหนังสือดีไหมพี่” “จะทำธุรกิจใหม่ดีไหม” “จะรับตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้นแต่ความรับผิดชอบเยอะขึ้นดีไหม” “จะวิ่งมาราธอนดีไหม”

เดี๋ยวนี้ผมตอบเหมือนกันหมดครับว่า

“ลองทำครับ เพราะถ้าไม่ทำคุณจะหาขอบชีวิตของคุณไม่เจอ การหาขอบไม่เจอและได้เพียงสงสัยว่ามันอยู่ตรงไหน ผมว่ามันทำให้เราไม่สามารถเต็มที่กับชีวิตได้”

3. ตัวกรองของชีวิต

โดยธรรมชาติชีวิตจะค่อยๆ กรองสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิตเราอยู่แล้ว แต่การทำแบบนี้เป็นการเร่งความเร็วของกระบวนการนั้น

ชีวิตคนเราจะมีทั้งคน ความสนใจ เหตุการณ์ หรือแม้แต่สิ่งของที่ผ่านเข้ามาที่บางอย่างจะได้ “อยู่ต่อ” (อย่างน้อยกว่าช่วงเวลานึง)​ กับของที่ “ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป”

เราจะรู้ตัวเร็วแค่ไหนว่าอะไรจะ “อยู่ต่อ” อะไรจะไม่ได้อยู่ก็ขึ้นอยู่กับตัวกรองของเราครับ

ผมพบว่าการใช้ชีวิตที่ตารางแน่นๆ แบบที่ผมใช้อยู่นี้ มันทำหน้าที่เป็น “ตัวกรอง” ชั้นเยี่ยมเลยครับ เพราะว่าเมื่อมี คน, โอกาส หรืออะไรก็ตามเข้ามา สมองเราจะเทียบกับ priority เดิมที่แน่นมากๆ ของเราอยู่ว่า เรื่องนี้ หรือคนนี้ อยู่ในตารางของเราได้ไหม ถ้าไม่ได้เราจะรู้ตัวทันที ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาทั้งสองฝ่ายครับ

4. ทำเรื่องทั้งหมดให้เสร็จได้ยังไง

ถ้าถามว่าจะทำเรื่องทั้งหมดให้เสร็จได้ยังไง เรื่องแรกเลยคือต้องทำทีละเรื่องครับ การทำสลับไปสลับมายิ่งทำให้ช้าครับ

เรื่องที่สองคือแม้จะทำทีละเรื่อง แต่ต้องกำหนดเวลาทำเรื่องอื่นที่ตั้งใจให้ครบในตาราง ส่วนตัวผมใช้ Time Boxing ซึ่งตอบโจทย์เรื่องนี้เป็นอย่างมาก

การวางแผน (planing) และ วินัย (dicipline) คือเพื่อนแท้ของเราครับ

5. รายละเอียดระหว่างทาง

สิ่งที่เห็นเป็นปลายทาง ซึ่งระหว่างทางยังมีรายละเอียดอีกมาก

ยกตัวอย่างซักเรื่องละกันครับ

อย่างการวิ่งมาราธอน sub 4 เบื้องหลังของมันคือการซ้อมอย่างหนัก และการลดน้ำหนักครับ เรื่องซ้อมผมมีโค้ขอยู่แล้ว ส่วนเรื่องลดน้ำหนักผมทำ IF และทานอาหารคลีนอยู่ ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด มันต้องทันตามแผนครับ

มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาแบบลอยๆ ดังนั้นทุกเรื่องที่อยากทำอย่าลืมดูรายละเอียดด้วยครับ

6. ความเชื่อมโยงของเรื่องต่างๆ :

สุดท้ายสำคัญสุด คือ ความเชื่อมโยงของเรื่องต่างๆ จะส่งผลให้เกิดพลังแบบ 1+1 = 3 เรื่องทั้งหมดที่ผมเขียนไปล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมทั้งสิ้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือมันสามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วย

  • การทำ podcast ช่วยให้ทำหนังสือได้ง่ายขึ้น
  • การทำหนังสือและ podcast ช่วยให้มีโอกาสได้ทำ talk show
  • การใชัเวลากับลูกเยอะๆ ทำให้เห็นมุมมองของชีวิตใหม่ๆ เอามาเขียนหนังสือได้อีก
  • การทำ podcast/talk show และ หนังสือ ช่วยทำให้แบรนด์แข็งแรงมากขึ้น

เมื่อแบรนด์หลักแข็งแรงมากขึ้น ก็มีแรง มีเงิน และมีเวลามาทำแบรนด์ใหม่ๆ คอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ที่อยากทดลองได้มากขึ้น เป็นลูปวนไปเรื่อยๆ

สุดท้ายทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งชั่วคราวและไม่มีสูตรอะไรตายตัวครับ
ไม่แน่นะครับ ใน Q4 คุณอาจจะเห็นผมขึ้นสเตตัสในเพจว่า

Q4 นี้เป้าหมายคือต้องไม่ทำอะไรเลย

ก็เป็นไปได้นะ