The End of the Storm ชัยชนะหลังพายุสงบ หนังลิเวอร์พูล แต่ดูได้ทุกทีม

101
เมื่อฟุตบอลเป็นมากกว่าการแข่งขัน หนังดีที่ไม่ใช่แฟนลิเวอร์พูลก็อินได้
 
ตอนแรกที่ได้ยินชื่อหนังครั้งแรกก็ค่อนข้างประหลาดใจกับชื่อหนัง เพราะถ้าไม่รู้ว่ามันเป็นหนังที่เกี่ยวกับลิเวอร์พูลมาก่อน ก็อาจจะพาลคิดว่ามันเป็นหนังแอคชั่นหรือพวกภัยพิบัติถล่มโลกไปเลย แต่เอาเข้าจริงก็เชื่อว่าแฟนลิเวอร์พูลหรือแฟนฟุตบอลทีมอื่นทุกคนทราบกันดีว่าหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเพราะอะไรและเพื่ออะไร
 
สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูล คงไม่อาจลืมบรรยากาศอันหอมหวาน และความสุขที่ยังอบอวลอยู่ในความทรงจำเมื่อฤดูกาลก่อน เพราะภาพของทีมที่แข็งแกร่ง เป็นที่ครั่นคร้ามของใครต่อใครจนแทบจะดูเหมือนไร้เทียมทาน มันคือสิ่งที่อิ่มเอมใจจนเกินกว่าจะเลือนหายไปได้ง่าย ๆ
 
และนั่นคือจุดประสงค์ของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูล ในการชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกหลังจากที่รอคอยกันมา 30 ปี
 
เนื้อหาของตัวหนังโฟกัสไปที่ฤดูกาล 2019/2020 ตั้งแต่เปิดซีซัน จนถึงการได้รับตำแหน่งแชมป์ ว่าพวกเขาต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง โดยใช้การสัมภาษณ์ เยือร์เกิน คล็อพ ผู้จัดการทีมและเหล่านักเตะชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลเป็นตัวเดินเรื่อง ผสมผสานกับฟุตเทจการซ้อม และการแข่งขัน ตัดต่อออกมาเป็นหนังสารคดีความยาว 1 ชม. 45 นาที
 
เอาจริงๆ มันก็เป็นหนังที่แฟนลิเวอร์พูลทุกคนรู้เนื้อเรื่องและฉากจบอยู่แล้วแหละ เพราะมันเป็นเส้นทางที่ทั้งสโมสรและ The Kop ทุกคนเดินทางมาด้วยกัน ซึ่งหนังก็ไม่ได้เหนียมอายในจุดนี้ ไม่ได้บิวท์คนดูจนเกินงาม และไม่ได้พยายามจะดึงดราม่าจนเกินเหตุ เพราะแค่เรื่องราวของฤดูกาลก่อน มันก็มหัศจรรย์และเข้มข้นพอที่จะเป็นหนังได้อยู่แล้ว
 
ไหนจะสถานการณ์โรคระบาดที่เข้ามาขัดขวางเส้นทางการคว้าแชมป์ของทีม บั่นทอนจิตใจของทั้งนักเตะและแฟนบอล ยังไม่รวมกับฝันร้ายจากฤดูกาลก่อนๆ ที่ยังตามมาให้ขุ่นเคืองจิตใจ แต่หนังก็แสดงให้เห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้
 
จุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของผู้คน ทั้งตัวนักเตะ ผู้จัดการทีม และแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลก เพราะถ้าเราเป็นคนที่ดูบอลแค่ในสนาม เราจะไม่ได้เห็นแง่มุมที่ลึกซึ้งของเขาเหล่านั้น ซึ่งหนังนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ และคิดว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว
 
หนังพยายามดึงเอาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพวกเขาเหล่านั้น ให้มาออกตะโกนร่วมกันอย่างสุดเสียงว่า “กูเป็นแชมป์แล้วโว้ย!”, “เราทำได้”, “ยุคทองของเรากำลังจะกลับมา” เหมือนกับชื่อเรื่องที่บอกว่า The End of the Strom หรือช่วงเวลาที่เลวร้าย มันผ่านไปแล้วนั่นเอง
 
จุดเดียวที่ขัดความสุขของแฟนลิเวอร์พูลเหลือเกินหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ก็คือฟอร์มการเล่นของทีมรักเราเองในปัจจุบันนี่แหละ 555+
 
แต่ในฐานะแฟนหงส์ การจบหนังเรื่องนี้ด้วยเพลง You’ll Never Walk Alone นั้นเหมาะสมยิ่ง เพราะมันคือจิตวิญญาณของสโมสรเรา พายุลูกหนึ่งพัดผ่านมา และพวกเราต้องอดทนไว้ให้ได้ เพราะแฟนบอลคือลมใต้ปีกที่จะช่วยส่งให้ทีมบินสูง เป็นกำลังใจให้กันในยามที่ท้อแท้หมดหวัง จนเราทุกคนผ่านพ้นมันมาพบท้องฟ้าสีทองอีกครั้ง
 
ตอนนี้เราก็แค่เจอพายุอีกลูกที่ต้องฝ่าฟันเท่านั้นเอง…
“จงเดินไป ก้าวเดินไป ด้วยดวงใจเปี่ยมความหวัง และคุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย… คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย…”
 
ในฐานะแฟนบอลทีมอื่น ความหมายของชื่อ The End of the Storm ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของลิเวอร์พูลหลังที่ฝ่าฟันอุปสรรคจนมาได้แชมป์ แต่อีกมุมหนึ่งเราเห็นถึงพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นมา ในหนังเราจะเห็นตั้งแต่การที่ลิเวอร์พูลพยายามตามหานักเตะที่เป็นส่วนสำคัญมาสู่ทีม ไหนจะความมั่นใจของนักเตะและสต๊าฟโค้ชที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (สารคดีเรื่องนี้ถูกถ่ายทำขึ้นตั้งแต่เปิดฤดูกาล ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันซะอีก) ในสายตาแฟนบอลทีมอื่น เราเห็นความผิดพลาด ความล้มเหลว และความสำเร็จที่ก่อตัวขึ้นมาราวกับว่าพายุที่ไม่มีอะไรมาขวางได้
 
นอกจากแฟนบอลลิเวอร์พูลที่จะเข้ามาดูหนังเรื่องนี้แล้ว เรามองว่าแฟนบอลทีมอื่นก็สามารถเข้ามาสนุกกับหนังเรื่องนี้ได้เหมือนกัน แถมซับไตเติ้ลภาษาไทยก็ทำออกมาได้โดนใจคอบอล ไหนจะเสียงบรรยากาศในหนังที่พอฟังในโรงแล้วรู้สึกเหมือนไปยืนเชียร์อยู่ข้างสนาม
 
ถ้าตัดเรื่องที่หนังเรื่องนี้เป็นทีมคู่แข่งออกไป เรามองว่า The End of the Storm ถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘ฟุตบอล’ ได้ในแบบที่มันเป็น และสะท้อนออกมาได้เห็นภาพชัดมากๆ การมีความสุขที่ได้เชียร์ทีมที่รักแข่ง การได้นั่งดูบอลกับครอบครัว การที่ฟุตบอลเป็นเหมือนความหวังเล็กๆ ของใครบางคน
 
สำหรับภาพยนตร์เรื่อง The End of the Storm จะเข้าฉายในไทยในวันที่ 28 มกราคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์