ศิลปะ

เรื่องเล่าจีน
มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • เรื่องเล่าจากจีน 2 เรื่อง หมากล้อมอันดับหนึ่ง ,ฟักทองของทหารเมืองกับเหลียงเมืองฉู่
  • นิทาน 2 บอกเราว่า การใช้ชีวิตกับผู้คนนั้นเป็นเรื่องของศิลปะ ซึ่งศิลปะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเถรตรงได้ตลอด บางครั้งเราก็ต้องรู้จักอ้อมให้เป็น

คุณเคยได้ยินเรื่องเล่าจีนสองเรื่องนี้ไหมครับ 

เรื่องที่ 1: หมากล้อมอันดับหนึ่ง

เรื่องแรกเป็นเรื่องของแม่ทัพนายหนึ่ง ในวันก่อนออกรบ เขาบังเอิญเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งติดป้ายหน้าบ้านว่า “หมากล้อมอันดับหนึ่ง”

ด้วยความที่แม่ทัพนายนี้ชอบเล่นหมากล้อม จึงขอท้าดวลเจ้าของบ้านหลังนี้ ปรากฏว่าเจ้าของบ้านแพ้ถึง 3 ตา เมื่อเอาชนะได้แล้ว แม่ทัพก็บอกกับเจ้าของบ้านว่า “เห็นทีต้องปลดป้ายลงได้ละมั่ง” จากนั้น แม่ทัพก็ไปออกรบ 

ครั้นให้หลังไม่นาน แม่ทัพก็ผ่านมาที่บ้านหลังนี้อีก แต่ก็แปลกใจที่ป้าย “หมากล้อมอันดับหนึ่ง” ก็ยังคงแขวนไว้อย่างเดิม จึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน และขอท้าดวลใหม่ แต่ปรากฏว่าคราวนี้ แม่ทัพแพ้ทั้ง 3 ตา เมื่อรู้ผลแพ้ชนะแล้ว แม่ทัพจึงเอ่ยปากถามเจ้าของบ้านว่า ทำไมคราวนี้เจ้าของบ้านจึงเอาชนะตนได้ 

เจ้าของบ้านเลยเล่าให้ฟังว่า เนื่องจากครานั้น รู้ว่าแม่ทัพจะออกรบวันรุ่งขึ้น หากเอาชนะ ก็จะทำให้แม่ทัพหมดขวัญกำลังใจในการออกรบ แต่เมื่อแม่ทัพเอาชนะศึกมาได้ ครั้งนี้จึงไม่ออมมือให้

เรื่องที่ 2: มาจากหนังสือ คิดอย่างจีน ของ ส.สุวรรณ

เป็นเรื่องในสมัยจั้นกั่ว ที่ชายแดนระหว่างเมืองเหลียงกับเมืองฉู่ โดยทหารชายแดนของทั้งสองเมืองนั้นต่างปลูกฟักเหมือนกัน ทว่าทหารเมืองเหลียงนั้นขยันขันแข็ง หมั่นรดน้ำเป็นประจำ แต่ด้านทหารเมืองฉู่นั้นขี้เกียจ ไม่ค่อยรดน้ำ ต้นฟักของเมืองฉู่เลยเล็กแกร็นผิดกับของทหารเมืองเหลียง 

ด้วยความอิจฉาริษยาของทหารเมืองฉู่ที่เห็นฟักของทางนั้นผลงดงามกว่าของพวกตน จึงลอบข้ามแดนไปทำลายฟักของทหารเมืองเหลียงจนตายหมด เมื่อทหารเมืองเหลียงรู้เข้า จึงไปขออนุญาตนายอำเภอบุกไปทำลายต้นฟักของฝ่ายตรงข้าม แต่ทว่านายอำเภอห้ามไว้ โดยบอกว่า หากไปทำลายก็มีแต่จองล้างจองผลาญกันไปเรื่อยๆ การตอบโต้แบบนี้บ่งบอกว่าเรามีใจคับแคบ สู้เราคอยลอบไปรดน้ำต้นฟักให้ให้เขาทุกคืน แล้วอย่าให้เขารู้  

ปรากฎว่า ทหารเมืองเหลียงก็เชื่อฟังที่นายอำเภอพูด จึงพากันข้ามแดนไปรดน้ำต้นฟักให้ทหารฉู่อยู่เรื่อยๆ จนต้นฟักของทหารเมืองฉู่มีผลงอกงาม ทหารเมืองฉู่เมื่อเห็นต้นฟักสวยงดงามขึ้นทุกวัน ก็แปลกใจ จึงคอยสืบดูว่าเป็นเพราะอะไร เมื่อสืบจนรู้เข้าว่า เป็นทหารเมืองเหลียงที่พวกตนเคยไปทำลายต้นฟัก แต่มีน้ำใจมารดน้ำต้นฟักให้พวกตน ก็ซึ้งใจเลยไปรายงานให้นายอำเภอฝั่งเมืองฉู่ นายอำเภอพอรู้ข่าวเข้าก็ส่งเครื่องบรรณาการไปให้เจ้าเมืองเมืองเหลียงเพื่อเป็นการขอบคุณและผูกสัมพันธไมตรี

กลายเป็นว่าจากเมืองที่ไม่กินเส้นกัน ก็กลายเป็นมิตรเพื่อนบ้านด้วยความใจกว้างของทหารเมืองเหลียงที่ไม่คิดแก้แค้น แต่ยังใจกว้างช่วยเหลือศัตรู

เรื่องสั้นๆสองเรื่องนี้ให้อะไรกับเรา

สำหรับผม นิทาน 2 เรื่องนี้ การใช้ชีวิตกับผู้คนนั้นเป็นเรื่องของศิลปะ ซึ่งศิลปะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเถรตรงได้ตลอด บางครั้งเราก็ต้องรู้จักอ้อมให้เป็น

อย่างเรื่องแรก เป็นเรื่องที่สอนได้ดีเรื่องของความเป็นผู้รู้ที่แท้จริง ว่าการเป็นผู้รู้ ไม่จำเป็นต้องแสดงให้คนรู้ว่าเรารู้เสมอไป บางครั้งการแกล้งไม่รู้ก็จำเป็นนะครับ ยิ่งการวางตัวกับผู้หลักผู้ใหญ่ หรือคนที่มีอำนาจมากกว่า การแสดงออกว่า “รู้มาก” อย่างที่หลายท่านน่าจะรู้ดีว่า บางครั้งก็เป็นภัยเสียเอง 

อย่างครั้งหนึ่ง ฟังสัมภาษณ์ของคุณ บุญคลี ปลั่งศิริ ที่มาเล่าเรื่องการเป็นผู้บริหารมืออาชีพ ท่านเล่าว่า ผู้บริหารมักมีปัญหาหนึ่งกับเจ้าของกิจการ หรือเถ้าแก่ คือหลายคนเป็นคนมีไฟ พอมารับตำแหน่งก็อยากโชว์ผลงานของตัวเอง ที่สำคัญหลายคนมักหวังอยากเปลี่ยนความคิดของเจ้าของกิจการให้คิดตามตัวเอง แต่จริงๆแล้วในมุมของคุณบุญคลี มองว่า เจ้าของกิจการเป็นคนพันธุ์ที่เปลี่ยนยากมากที่สุด