ออกแบบระบบ: กว่าจะมาเป็น J.I.B.

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • คุณจิ๊บ ผู้ก่อตั้งเจ.ไอ.บี ทำให้ร้านคอมพิวเตอร์เล็กๆเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการวางระบบ เช่น วางแผนว่าควรสั่งสินค้าแบบไหน ปริมาณเท่าไร เพื่อไม่ให้มีสินค้าคลังเยอะหรือน้อยเกินไป
  • การซื้อสินค้าไอทีบางอย่างจะได้ส่วนลดจำนวนมากถ้าซื้อในปริมาณเยอะ คุณจิ๊บจึงขยายสาขาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้ขาดทุนค่อนข้างเยอะ จึงทยอยปิดสาขา และออกแบบโปรแกรมขึ้นมาเพื่อดูกำไรขาดทุนรายวัน
  • เวลาส่งของของเจ.ไอ.บี คือ 4 ชั่วโมง ซึ่งไม่ได้แข่งเพียงกับอีคอมเมิร์ซ แต่ยังแข่งกับการที่ผู้บริโภคต้องขับรถไปซื้อที่ห้างด้วย

เมื่อวาน ผมได้มีโอกาสไปเป็นผู้ดำเนินรายการ (moderator) ในงานใหญ่ประจำปีของอายุน้อยร้อยล้านที่ห้างเซนทรัลเวิลด์มาครับ โดยงานนี้มีผู้ร่วมเข้าฟังถึง 1,800 คน จึงเป็นเวทีที่ทำให้ผมค่อนข้างตื่นเต้นมากเลยทีเดียว เพราะปกติจะเป็นแต่ผู้บรรยาย ไม่ค่อยได้มีโอกาสเป็นผู้ดำเนินรายการเท่าไร 

โดยผมรับหน้าที่ในดำเนินรายการในส่วนของการแกะรอยเส้นทางการเงินของสองนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากๆสองคน คือคุณเบส ผู้ก่อตั้งร้านตำมั่ว และคุณจิ๊บ ผู้ก่อตั้ง เจ.ไอ.บี (J.I.B.) ครับ 

ทั้งสองเป็นนักธุรกิจที่เรียกได้ว่า มีธุรกิจค่อนข้างใหญ่แล้วโดยตำมั่วนั้นปีนี้จะมียอดขายอยู่ราว 1,800 ล้านบาท ส่วนเจ.ไอ.บีนั้นจะมียอดขายราว 8,300 ล้านบาท

ทั้งสองสร้างธุรกิจขึ้นมาด้วยเงินเพียงหลักแสน แน่นอนว่าเรื่องราวย่อมไม่ธรรมดา วันนี้จะขอมาเล่าเรื่องคุณจิ๊บก่อนครับ ส่วนคุณเบสเดี๋ยวจะมาเขียนอีกรอบ


คุณจิ๊บเป็นเด็กที่เกิดมาในครอบครัวยากจนจากนครศรีธรรมราช

มีช่วงหนึ่งของชีวิตคุณจิ๊บหันมาเอาดีด้านมวย เรียกว่าชกเป็นอาชีพเป็นเรื่องเป็นราว ชกมาหลายที่มาก แม้กระทั่งเวทีใหญ่อย่างราชดำเนินก็เคยชกมาแล้ว

ชกมาจนกระทั่งได้ทำงานที่ธนาคารไทยพานิชย์เลยเลิกอาชีพนักมวยไป แต่นอกจากต่อยมวยแล้วคุณจิ๊บยังชอบเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรมด้วย โดยคุณจิ๊บนั้นจบ ปวส. ด้านคอมพิวเตอร์มา

ช่วงอยู่ที่ธนาคารไทยพานิชย์นี่เอง คุณจิ๊บมีงานเสริมช่วงเย็นไปด้วย คือหากใครอยากได้คอมพิวเตอร์ก็จะมาบอกให้คุณจิ๊บช่วยไปซื้อให้ โดยลักษณะการซื้อคอมพิวเตอร์สมัยก่อนจะเป็นคอมพิวเตอร์แบบประกอบเสียส่วนมาก

คุณจิ๊บซึ่งสนใจทางด้านนี้อยู่แล้ว ก็จะเป็นแหล่งข้อมูลให้พี่ๆ เพื่อนๆ จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ตอนหลังคุณจิ๊บเลยทำจริงจัง เวลาใครอยากได้คอมก็จะให้คุณจิ๊บไปซื้อให้ หรือถ้าคอมมีปัญหาอะไร คุณจิ๊บจะไปจัดการให้ผู้ซื้อไม่ต้องเสียเวลา คนในธนาคารจึงนิยมฝากคุณจิ๊บไปซื้อคอมพิวเตอร์ โดยคุณจิ๊บจะคิดค่าบริการเล็กน้อย

คุณจิ๊บบอกว่า มีลูกค้ามาใช้บริการคุณจิ๊บหลายคน พอทำไปสักพักก็เริ่มเห็นช่องทาง คุณจิ๊บเห็นว่าที่เซียร์รังสิตมีห้องว่างให้เช่า โดยค่าเช่าไม่แพงมาก ประมาณ 16,000 ต่อเดือน คำนวณดูเแล้วพอไหว จึงตัดสินใจลาออกจากงานธนาคารมาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง 

โดยวันที่ออกมา คุณจิ๊บมีเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อเริ่มธุรกิจ 200,000 บาท 

ตอนเริ่มแรกๆ คุณจิ๊บบอกว่าในร้านแทบไม่มีของเลย ต้องไปขอกล่องเปล่าๆ จากร้านอื่นมาวางให้เต็มๆร้าน เพื่อให้ลูกค้านึกว่ามีของเต็มร้าน เวลาลูกค้ามาซื้อคอมเลือกสเปคเสร็จแล้ว คุณจิ๊บก็จะบอกว่า “พี่รอสักครู่ ไปเดินเล่น ทานข้าวสักครู่นะครับ สักชั่วโมงกว่าๆ ค่อยกลับมารับคอม” ระหว่างนั้นคุณจิ๊บก็จะวิ่งไปร้านต่างๆ เพื่อไปตัดของ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ซีพียู เพื่อนำมาประกอบเป็นคอมให้กับลูกค้าได้ทันเวลาที่ลูกค้าจะกลับมารับ 

ด้วยความที่คุณจิ๊บเป็นคนที่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์อย่างลึกซึ้ง และคุณจิ๊บให้ความสำคัญกับการอธิบายถึงสเปคและข้อดีข้อเสียของเรื่องต่างๆเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกค้าจะซื้ออย่างใส่ใจ สิ่งนี้เองที่ทำให้ชื่อเสียงของร้านคุณจิ๊บได้รับการบอกต่อแบบปากต่อปาก และทำให้ร้านเล็กๆ นี้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและเติบโตอย่างรวดเร็ว 

การวางระบบ

อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของการวางระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณจิ๊บให้ความสำคัญมากตั้งแต่ร้านยังเล็กๆอยู่ เช่น เรื่องการสั่งสินค้า คุณจิ๊บจะมีการออกแบบระบบที่คล้ายกับการวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม (ERP) ที่จะบอกเวลาว่าสั่งสินค้า ควรสั่งสินค้าแบบไหน กี่ตัว เพื่อไม่ให้มีคลังสินค้าที่เยอะหรือน้อยเกินไป และเพื่อไม่ให้มีสินค้าตกรุ่นมาอยู่ที่ร้าน 

ทั้งสองเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ร้านเจ.ไอ.บีเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยภายในเวลาเพียง 4 ปี ยอดขายรวมของเจ.ไอ.บีก็ทะลุ 1,000 ล้านบาท 

ในช่วงเวลาที่เจ.ไอ.บีเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น คุณจิ๊บก็ต้องการขยายสาขาเพิ่ม เพราะว่าการเป็นผู้เล่นขนาดกลางๆในตลาดนั้นค่อนข้างลำบาก 

โดยคุณจิ๊บอธิบายให้ฟังว่า การซื้อของไอทีบางอย่าง หากซื้อ 1 ล้าน จะมีส่วนลด (rebate) ให้ 50,000 แต่ถ้าซื้อ 5 แสน จะมีส่วนลดให้แค่ 10,000 เดียว ซึ่งต่างกันเยอะมาก ดังนั้นต้องเป็นเจ้าใหญ่ให้ได้

การเป็นเจ้าใหญ่

คุณจิ๊บจึงคิดการณ์ใหญ่โดยการไปกู้เงินธนาคารมาถึง 350 ล้านบาท และนำเงินที่ได้มานี้มาเปิดสาขาเพิ่มอย่างดุเดือด จนสาขาสูงสุดของเจ.ไอ.บีในช่วงนั้นมีมากถึง 180 สาขา 

เรียกว่าเปิดกันเกือบทุกสัปดาห์ เปิดเยอะถึงขนาดที่ว่าคุณจิ๊บหลังๆ ไม่บอกผู้จัดส่ง (supplier) แล้ว เพราะเกรงใจที่ต้องส่งดอกไม้มาให้ เปิดไปเป็นเวลาเกือบสองปี จนเงินที่กู้มานั้นถูกใช้จนหมด แต่สาขาที่เปิดไม่ได้มีกำไรดีอย่างที่คาดไว้

จะว่าไป มันขาดทุนค่อนข้างเยอะจนทำให้การเงินของคุณจิ๊บมีปัญหา กำไรที่เคยสะสมมาทั้งหมดแทบจะหายไป ธนาคารก็เริ่มทวงเงิน พอไม่มีคืน ก็ขึ้นดอกเบี้ย คุณจิ๊บค่อยๆ ตั้งสติและเริ่มมาดูว่าสาขาไหนบ้างที่ขาดทุน แล้วค่อยๆไล่ปิดสาขาที่ขาดทุนไปเรื่อยๆ จนในระยะเวลาสั้นๆ ได้ไล่ปิดไปกว่า 40 กว่าสาขา และสถานการณ์ทางการเงินก็เริ่มดีขึ้น 

ประสบการณ์ครั้งนั้นสอนให้คุณจิ๊บรู้ว่าเวลาที่ฮึกเหิมต้องตั้งระวังให้ดี คิดให้รอบด้าน อย่าทำอะไรเกินตัว สิ่งที่คุณจิ๊บทำหลังจากนั้นคือ การปิดตัวเลขกำไรขาดทุน … รายวัน

ครับคุณอ่านไม่ผิดครับ คุณจิ๊บรู้ตัวเลขกำไรขาดทุนรายวัน โดยการเขียนโปรแกรมเรื่องนี้ขึ้นมาเอง เพราะไม่ต้องการให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาอีก คุณจิ๊บบอกว่าทุกวันนี้ไม่มีสาขาที่ไม่กำไร เพราะทุกอย่างได้รับการเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด 


เรื่องออนไลน์

อีกเรื่องที่น่าสนใจมากของคุณจิ๊บคือ เรื่องออนไลน์ 

jib.co.th เกิดขึ้นมาแบบงงๆ มากเพราะคุณจิ๊บไปเรียนหลักสูตร ABC รุ่น 1 เมื่อกว่าสองปีที่แล้ว และได้ไปเจอพี่ป้อม ภาวุธ ตอนนั้นเว็บ jib.co.th มีแต่ข้อมูลของ ยังไม่มีอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) พี่ป้อมบอกว่าทำไมไม่ใส่ปุ่ม “ซื้อ” เข้าไปเสียล่ะ? พี่จิ๊บจึงลองทำ

เวลาส่ง

โดยทีเด็ดของคุณจิ๊บคือ เวลาส่งครับ

ถ้าคุณสั่งในกรุงเทพ เวลาส่งของคือ 4 ชั่วโมง ต่างจังหวัดคือ 1 วัน ครั้งหนึ่งที่พี่โจ้ ธนา Acting CMO ของธนาคารไทยพาณิชย์บอกผมว่า 4 ชั่วโมงนี้เองที่ทำให้ jib.co.th ไม่ใช่แค่เพียงแข่งกับอีคอมเมิร์ซด้วยกัน แต่ยังต้องแข่งกับห้างด้วย เพราะถ้าจะไปซื้อคอมพิวเตอร์ที่ห้าง ก็ต้องขับรถไปจอด แบกคอม ขับรถกลับบ้าน ดีไม่ดีจะนานกว่า 4 ชั่วโมงอีก ที่ทำแบบนี้ได้ เพราะเจ.ไอ.บีส่งของให้ลูกค้าเองครับ

พี่จิ๊บเน้นอีกว่า ของที่ส่งผ่านอีคอมเมิร์ซทุกชิ้นเป็นของใหม่เอี่ยมแกะกล่อง เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า จะไม่มีการเอาตัวโชว์หรืออะไรแบบนี้มาส่งแน่นอน

ที่เด็ดกว่านั้นคือ มีส่งแบบ 2 ชั่วโมงด้วย! และคิดเพิ่มอีกเพียง 500 บาท 

ตอนแรกพี่จิ๊บนึกว่าจะไม่มีใครเอา แต่ปรากฏว่ามีวันละ 20 กว่าออเดอร์ บางทีสั่งของราคา 1,500 ค่าส่งราคา 500 ก็ยังมีคนสั่ง

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ทำให้ jib.co.th ประสบความสำเร็จมาก ..สำเร็จขนาดไหนน่ะเหรอ?

ก็ขนาดที่ทุกวันนี้ ในประเทศไทยมีเว็บ jib.co.th  เป็นเว็บที่มียอดขายแบบผู้ผลิตถึงผู้บริโภค (B2C: Bussiness-to-Consumer) เป็นที่สองรองจาก Lazada !

ไม่ธรรมดาเลยใช่ไหมครับ


หน้าจอมือถือ

เรื่องสุดท้ายที่เจ๋งคือ หน้าจอมือถือของพี่จิ๊บเองครับ 

หน้าจอมือถือของจิ๊บเป็นเหมือนห้องปฏิบัติการที่รายงานสถานการณ์ทั้งหมดของบริษัท มีตัวเลขยอดขายรวม ตัวเลขยอดขายสาขาต่างๆวิ่งอยู่ตลอดเวลาแบบตามเวลาจริง พี่จิ๊บบอกว่าการดูตัวเลขแบบนี้ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาให้ทันในวันนั้นเลย เช่น ถ้าสาขาไหนยอดขายไม่ได้แล้วรู้ตั้งแต่บ่ายๆ ก็สามารถโทรไปกระตุ้นยอดขายกับผู้จัดการสาขาได้ตั้งแต่ตอนนั้น ถ้ามารู้เอาตอนปิดยอดสี่ทุ่มแล้วก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว นี่คือประโยชน์ของข้อมูลแบบตามเวลาจริง

เส้นทางการเดินจาก 0 สู่ 8,000 ล้านนั้นแน่นอนว่าไม่มีทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะนอกจากหัวใจที่ต้องสู้ไม่ถอยแล้ว

ระบบทางความคิดที่ทรงพลังก็สำคัญไม่แพ้กัน