ทศวรรษนี้ อะไรคือ “ตัวชี้วัด” ความสำเร็จของธุรกิจ

1351
รูปภาพจาก Number 24 x Shutterstock.com

(Sponsored post)

ที่ผ่านมา การพัฒนาธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ยิ่งพัฒนาก็ดูเหมือนยิ่งเพิ่มภาวะวิกฤติให้กับโลก อาจจะด้วยปัจจัยจากผู้บริโภคที่มีมากขึ้น ซึ่งก็มีคาดการณ์กันว่าในปี 2593 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้น 8.3 พันล้านคน นั่นเท่ากับว่า ความต้องการมากขึ้น ในขณะที่ทรัพยากรมีอยู่ค่อนข้างจำกัด เรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ต้นๆ ของโลก

และยังมีเรื่องสำคัญอื่นๆ อย่างเช่น ปัญหาพลาสติก ที่กำลังเป็นประเด็นยอดฮิต เพราะคนนิยมใช้กันมายาวนานตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากพลาสติกสามารถใช้เป็นภาชนะถนอมอาหารได้ มีน้ำหนักเบา แถมยังทนกรดด่าง และอีกสารพัดประโยชน์ที่มากมาย ทำให้พลาสติกเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก มารู้ตัวอีกที… พลาสติกก็กลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว

ทำให้ตอนนี้ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือความสามารถในการกู้วิกฤติโลกถูกนำเข้ามาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำเนินธุรกิจ เรียกได้ว่าประเด็น Sustainability (การพัฒนาอย่างยั่งยืน) ได้กลายมาเป็นมาตรวัดในการพิจารณาว่าธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่

ผู้บริโภคกับมุมมองเรื่อง “ธุรกิจที่ดี” ที่เปลี่ยนไป

เมื่อเดือนเมษายน ปี 2019 ทาง Omnibus ได้ทำการสำรวจประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์จาก 21,000 ครัวเรือนในสหรัฐอเมริกา พบว่าในทุกๆ ครัวเรือนมีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคค่อนข้างจริงจังในเรื่องการทำให้โลกนั้นดีขึ้น

ผู้บริโภคยังให้ข้อมูลอีกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจซื้อสินค้าก็คือ ผลิตภัณฑ์ต้องมีคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ถ้ามีสองข้อนี้ พวกเขาก็ยอมที่จะจ่าย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นกลุ่ม Environmentally Friendly (ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) ผู้บริโภคจะยอมจ่ายมากขึ้นถึง 33.5 %

การลงทุน Sustainability มีมูลค่าการเติบโตมากกว่าสิบเท่า

Sustainable Business ไม่ใช่แค่สิ่งที่จะชนะใจผู้บริโภค แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างกำไร และสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจได้ในระยะยาว 

ในการประชุม World Economic Forum ประจำปี 2020 ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้ 

ณ วันนี้เหล่าบรรดาบริษัทที่มีการลงทุนเพื่อความยั่งยืนนั้น มีมูลค่ารวมกันมากถึง 30 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 68% นับตั้งแต่ปี 2014 และเพิ่มเป็นสิบเท่าในช่วงปี 2004 เพราะลูกค้า นักลงทุน และพนักงานต่างต้องการผลักดันเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ 

ข้อมูลข้างต้นจึงเป็นตัวชี้ชัดว่า หนึ่งในกลยุทธ์ของธุรกิจจำเป็นต้องมีเรื่อง Sustainability มาเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตทั้งรายได้ และเป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะธุรกิจที่คำนึงเรื่องของประโยชน์ส่วนรวมจะมีภาพลักษณ์ในเชิงบวกมากกว่า

หลายองค์กรกำลังมุ่งหน้าสู่ถนนเส้นเดียวกัน

เนื่องจากที่ผ่านมาพลาสติกหลายร้อยล้านตันถูกทิ้งลงบ่อขยะ เกิดกองขยะที่มีสารพิษรวมกับน้ำฝนแล้วไหลลงพื้นดินและแหล่งน้ำ ทำให้เกิดอันตรายทั้งต่อคนและสัตว์ ซึ่งนี่ยังไม่รวมประเด็นเรื่องการเผา ที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นระดับโลกที่ทุกคนกำลังกังวล

ขอยกตัวอย่างธุรกิจฝั่งอังกฤษ แบรนด์เครื่องสำอาง สบู่ บาร์ธบอมออร์แกนิก ที่ชื่อว่า Lush โดยแบรนด์นี้ได้คำนึงเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ใช้ทั้งหลัก Reuse, Reduce และ Recycle โดยผลิตภัณฑ์ของเขาเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้บรรจุภัณฑ์” เพื่อเป็นการลดขยะ และให้ทุกคนคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งยังให้ลูกค้าที่มีกระปุกเก่าสามารถมาแลกกระปุกใหม่ได้ฟรี 

หรือแบรนด์จากสวีเดนอย่าง IKEA ก็ได้ยกเลิกพลาสติกแบบที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ออกจากการตกแต่งบ้าน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โดยเริ่มใช้ช้อนส้อมที่ทำจากไม้ หลอดดูดน้ำจากกระดาษ ซึ่งลูกค้าก็สามารถสั่งซื้อสินค้าเหล่านี้ได้เช่นกัน และภายในปี 2563 ผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวนี้ จะถูกลบออกจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านของ IKEA ทั่วโลก 

และธุรกิจไอทีสัญชาติอเมริกาอย่าง HP ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะ HP เป็นบริษัทไอทีรายใหญ่รายแรกที่ได้ทำการเผยแพร่ และตรวจสอบปริมาณการปล่อยคาร์บอน อีกทั้งมีโครงการ Recycle ตลับหมึก ที่นอกจากจะช่วยในเรื่องรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ทุกคนยังสามารถเปลี่ยนพลาสติกให้กลายเป็นเงินได้อีกด้วย

ตลับหมึกจาก HP ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดย HP ได้ออกโครงการเพื่อลดปริมาณพลาสติก  ภายใต้ชื่อว่า HP Planet Partners หนึ่งในแคมเปญที่น่าจดจำของโครงการนี้คือแคมเปญที่ประเทศเฮติ  ซึ่งชาวบ้านรวบรวมนำขวดพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วเอามาขายให้กับ HP เพื่อนำกลับมาหลอมเป็นตลับหมึกเพื่อใช้ใหม่ได้อีกครั้ง  จนช่วยให้ชาวบ้านที่เฮติสามารถสร้างรายได้มาดูแลครอบครัวได้  ซึ่งหลังจากคนในชุมชนเห็นว่าโครงการนี้สามารถช่วยทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไร  ก็เกิดการบอกต่อจนกลายเป็นการลดขยะและลดมลภาวะให้กับประเทศ

โครงการ HP Planet Partners ทำให้ HP มีการใช้พลาสติก Recycle กว่า 199 ล้านปอนด์ หรือ 90 ล้านกิโลกรัม ซึ่งเป็นการลดปริมาณพลาสติกที่ต้องขนส่งด้วยแทรกเตอร์-เทรลเลอร์ไปกว่า 5,000 คัน ส่งผลให้ธุรกิจนี้สามารถลดจำนวนขยะที่ต้องเผาหรือเททิ้งลงทะเลได้อย่างมหาศาล ซึ่ง HP ได้เริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2000 แล้ว

ตลับหมึกที่ถูกนำไปรีไซเคิลเพื่อช่วยลดปริมาณการใช้พลาสติก

สำหรับโครงการ HP Planet Partners ในประเทศไทยของเรา  เมื่อลูกค้าใช้ตลับหมึก HP หมดแล้ว  ก็สามารถแจ้งให้ทางบริษัทไปรับที่ออฟฟิศเพื่อนำกลับมา Recycle ได้เช่นกัน  ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโลกด้วย  ผู้ที่สนใจส่งตลับหมึกคืนเพื่อรีไซเคิลกับ HP ทำได้โดยเข้าไปกรอกแบบฟอร์มในเว็บไซต์ของ HP และยังสามารถสะสมคะแนนเพื่อแลกของรางวัลได้อีกด้วย สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www8.hp.com/th/th/cartridge/recycle.html?&jumpid=sc_93ch1nps6f

นอกเหนือจากเรื่องตลับหมึก HP ก็ได้พัฒนาเทคโนโลยี PageWide ซึ่งนอกจากจะทำให้ HP PageWide Printer สามารถพิมพ์งานได้ไวขึ้น ยังสามารถลดการใช้พลังงานลงกว่าปกติอีกเกือบ 50% ด้วย เป็นการช่วยลดค่าไฟใช้จ่ายให้ผู้ประกอบการลงกว่าครึ่ง

ขณะนี้แทบทุกธุรกิจกำลังเดินหน้าอย่างจริงจังในเรื่องการ “ทำให้โลกดีขึ้น” ซึ่งเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่าในทศวรรษนี้การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับความสำเร็จของธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และไม่ว่าโลกจะดีขึ้นหรือแย่ลง ล้วนแล้วแต่จะต้องกระทบกับเรา ครอบครัว และโลกทั้งโลก ไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่ง ซึ่งการที่โลกจะดีขึ้นได้ต้องอาศัยการร่วมมือกันของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร รวมถึงทุกคน

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ… เราต้องเริ่มลงมือได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้