fbpx
BUSINESS ทศวรรษนี้ อะไรคือ “ตัวชี้วัด” ความสำเร็จของธุรกิจ

ทศวรรษนี้ อะไรคือ “ตัวชี้วัด” ความสำเร็จของธุรกิจ

(Sponsored post)

ที่ผ่านมา การพัฒนาธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ยิ่งพัฒนาก็ดูเหมือนยิ่งเพิ่มภาวะวิกฤติให้กับโลก อาจจะด้วยปัจจัยจากผู้บริโภคที่มีมากขึ้น ซึ่งก็มีคาดการณ์กันว่าในปี 2593 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้น 8.3 พันล้านคน นั่นเท่ากับว่า ความต้องการมากขึ้น ในขณะที่ทรัพยากรมีอยู่ค่อนข้างจำกัด เรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ต้นๆ ของโลก

และยังมีเรื่องสำคัญอื่นๆ อย่างเช่น ปัญหาพลาสติก ที่กำลังเป็นประเด็นยอดฮิต เพราะคนนิยมใช้กันมายาวนานตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากพลาสติกสามารถใช้เป็นภาชนะถนอมอาหารได้ มีน้ำหนักเบา แถมยังทนกรดด่าง และอีกสารพัดประโยชน์ที่มากมาย ทำให้พลาสติกเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก มารู้ตัวอีกที… พลาสติกก็กลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว

ทำให้ตอนนี้ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือความสามารถในการกู้วิกฤติโลกถูกนำเข้ามาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำเนินธุรกิจ เรียกได้ว่าประเด็น Sustainability (การพัฒนาอย่างยั่งยืน) ได้กลายมาเป็นมาตรวัดในการพิจารณาว่าธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่

ผู้บริโภคกับมุมมองเรื่อง “ธุรกิจที่ดี” ที่เปลี่ยนไป

เมื่อเดือนเมษายน ปี 2019 ทาง Omnibus ได้ทำการสำรวจประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์จาก 21,000 ครัวเรือนในสหรัฐอเมริกา พบว่าในทุกๆ ครัวเรือนมีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคค่อนข้างจริงจังในเรื่องการทำให้โลกนั้นดีขึ้น

ผู้บริโภคยังให้ข้อมูลอีกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจซื้อสินค้าก็คือ ผลิตภัณฑ์ต้องมีคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ถ้ามีสองข้อนี้ พวกเขาก็ยอมที่จะจ่าย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นกลุ่ม Environmentally Friendly (ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) ผู้บริโภคจะยอมจ่ายมากขึ้นถึง 33.5 %

การลงทุน Sustainability มีมูลค่าการเติบโตมากกว่าสิบเท่า

Sustainable Business ไม่ใช่แค่สิ่งที่จะชนะใจผู้บริโภค แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างกำไร และสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจได้ในระยะยาว 

ในการประชุม World Economic Forum ประจำปี 2020 ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้ 

ณ วันนี้เหล่าบรรดาบริษัทที่มีการลงทุนเพื่อความยั่งยืนนั้น มีมูลค่ารวมกันมากถึง 30 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 68% นับตั้งแต่ปี 2014 และเพิ่มเป็นสิบเท่าในช่วงปี 2004 เพราะลูกค้า นักลงทุน และพนักงานต่างต้องการผลักดันเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ 

ข้อมูลข้างต้นจึงเป็นตัวชี้ชัดว่า หนึ่งในกลยุทธ์ของธุรกิจจำเป็นต้องมีเรื่อง Sustainability มาเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตทั้งรายได้ และเป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะธุรกิจที่คำนึงเรื่องของประโยชน์ส่วนรวมจะมีภาพลักษณ์ในเชิงบวกมากกว่า

หลายองค์กรกำลังมุ่งหน้าสู่ถนนเส้นเดียวกัน

เนื่องจากที่ผ่านมาพลาสติกหลายร้อยล้านตันถูกทิ้งลงบ่อขยะ เกิดกองขยะที่มีสารพิษรวมกับน้ำฝนแล้วไหลลงพื้นดินและแหล่งน้ำ ทำให้เกิดอันตรายทั้งต่อคนและสัตว์ ซึ่งนี่ยังไม่รวมประเด็นเรื่องการเผา ที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นระดับโลกที่ทุกคนกำลังกังวล

ขอยกตัวอย่างธุรกิจฝั่งอังกฤษ แบรนด์เครื่องสำอาง สบู่ บาร์ธบอมออร์แกนิก ที่ชื่อว่า Lush โดยแบรนด์นี้ได้คำนึงเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ใช้ทั้งหลัก Reuse, Reduce และ Recycle โดยผลิตภัณฑ์ของเขาเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้บรรจุภัณฑ์” เพื่อเป็นการลดขยะ และให้ทุกคนคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งยังให้ลูกค้าที่มีกระปุกเก่าสามารถมาแลกกระปุกใหม่ได้ฟรี 

หรือแบรนด์จากสวีเดนอย่าง IKEA ก็ได้ยกเลิกพลาสติกแบบที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ออกจากการตกแต่งบ้าน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โดยเริ่มใช้ช้อนส้อมที่ทำจากไม้ หลอดดูดน้ำจากกระดาษ ซึ่งลูกค้าก็สามารถสั่งซื้อสินค้าเหล่านี้ได้เช่นกัน และภายในปี 2563 ผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวนี้ จะถูกลบออกจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านของ IKEA ทั่วโลก 

และธุรกิจไอทีสัญชาติอเมริกาอย่าง HP ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะ HP เป็นบริษัทไอทีรายใหญ่รายแรกที่ได้ทำการเผยแพร่ และตรวจสอบปริมาณการปล่อยคาร์บอน อีกทั้งมีโครงการ Recycle ตลับหมึก ที่นอกจากจะช่วยในเรื่องรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ทุกคนยังสามารถเปลี่ยนพลาสติกให้กลายเป็นเงินได้อีกด้วย

ตลับหมึกจาก HP ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดย HP ได้ออกโครงการเพื่อลดปริมาณพลาสติก  ภายใต้ชื่อว่า HP Planet Partners หนึ่งในแคมเปญที่น่าจดจำของโครงการนี้คือแคมเปญที่ประเทศเฮติ  ซึ่งชาวบ้านรวบรวมนำขวดพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วเอามาขายให้กับ HP เพื่อนำกลับมาหลอมเป็นตลับหมึกเพื่อใช้ใหม่ได้อีกครั้ง  จนช่วยให้ชาวบ้านที่เฮติสามารถสร้างรายได้มาดูแลครอบครัวได้  ซึ่งหลังจากคนในชุมชนเห็นว่าโครงการนี้สามารถช่วยทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไร  ก็เกิดการบอกต่อจนกลายเป็นการลดขยะและลดมลภาวะให้กับประเทศ

โครงการ HP Planet Partners ทำให้ HP มีการใช้พลาสติก Recycle กว่า 199 ล้านปอนด์ หรือ 90 ล้านกิโลกรัม ซึ่งเป็นการลดปริมาณพลาสติกที่ต้องขนส่งด้วยแทรกเตอร์-เทรลเลอร์ไปกว่า 5,000 คัน ส่งผลให้ธุรกิจนี้สามารถลดจำนวนขยะที่ต้องเผาหรือเททิ้งลงทะเลได้อย่างมหาศาล ซึ่ง HP ได้เริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2000 แล้ว

ตลับหมึกที่ถูกนำไปรีไซเคิลเพื่อช่วยลดปริมาณการใช้พลาสติก

สำหรับโครงการ HP Planet Partners ในประเทศไทยของเรา  เมื่อลูกค้าใช้ตลับหมึก HP หมดแล้ว  ก็สามารถแจ้งให้ทางบริษัทไปรับที่ออฟฟิศเพื่อนำกลับมา Recycle ได้เช่นกัน  ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโลกด้วย  ผู้ที่สนใจส่งตลับหมึกคืนเพื่อรีไซเคิลกับ HP ทำได้โดยเข้าไปกรอกแบบฟอร์มในเว็บไซต์ของ HP และยังสามารถสะสมคะแนนเพื่อแลกของรางวัลได้อีกด้วย สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www8.hp.com/th/th/cartridge/recycle.html?&jumpid=sc_93ch1nps6f

นอกเหนือจากเรื่องตลับหมึก HP ก็ได้พัฒนาเทคโนโลยี PageWide ซึ่งนอกจากจะทำให้ HP PageWide Printer สามารถพิมพ์งานได้ไวขึ้น ยังสามารถลดการใช้พลังงานลงกว่าปกติอีกเกือบ 50% ด้วย เป็นการช่วยลดค่าไฟใช้จ่ายให้ผู้ประกอบการลงกว่าครึ่ง

ขณะนี้แทบทุกธุรกิจกำลังเดินหน้าอย่างจริงจังในเรื่องการ “ทำให้โลกดีขึ้น” ซึ่งเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่าในทศวรรษนี้การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับความสำเร็จของธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และไม่ว่าโลกจะดีขึ้นหรือแย่ลง ล้วนแล้วแต่จะต้องกระทบกับเรา ครอบครัว และโลกทั้งโลก ไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่ง ซึ่งการที่โลกจะดีขึ้นได้ต้องอาศัยการร่วมมือกันของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร รวมถึงทุกคน

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ… เราต้องเริ่มลงมือได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ 

POPULAR

รีวิวหนังสือ: Principles

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มนึงที่ผมเคยอ่านมาในชีวิต หนังสือเล่มนี้พลาดแล้วจะ”เสียใจ”ครับ

10 เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต

บิล เกตส์ เขียนถึง 10 เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตที่จะมาเปลี่ยนแปลง และพัฒนาโลกของเราให้ดียิ่งขึ้น

13 ข้อที่คนเข้มแข็งไม่ทำกัน

แท้จริงแล้วความเข้มแข็งของจิตใจคน ไม่ได้มาจากสิ่งที่เราทำ แต่มาจากสิ่งที่เรา "ไม่ได้ทำ" ต่างหาก
Prasert Hongsuwan
ชื่นชอบเรื่องของธุรกิจเป็นชีวิตจิตใจ ชอบอ่านหนังสือ และเชื่อว่าหนังสือดีๆ สักเล่มสามารถเปลี่ยนชีวิตของคนได้จริงๆ