เข้าใจวิธีการทำงานที่แตกต่างระหว่าง introvert และ extrovert

รูปภาพจาก Number 24 x Shutterstock.com

ผมได้มีโอกาสอ่านบทความใน Medium ที่เขียนโดย Emily Esposito ชื่อบทความว่า Introvert or Extrovert? Here’s How to Boost Your Productivity

บทความนี้พูดถึงเรื่อง introvert Extrovert และ Ambivert ไว้ได้อย่างน่าสนใจโดยเฉพาะเรื่องการมาปรับใช้ในบริบทการทำงานในออฟฟิศ

คำว่า introvert และ extrovert นั้นถูกบัญญัติโดย คาร์ จุง จิตแพทย์ชื่อดัง

ถ้าหากถามความเข้าใจคนของส่วนใหญ่ ลักษณะของคนสองประเภทนี้มาจากวิธีการเพิ่มพลังงานของตัวเอง โดยคนที่เป็น introvert นั้นมีการชาร์จพลังโดยการอยู่คนเดียว ในขณะที่ extrovert นั้นชาร์จพลังงานโดยการได้เจอกับคนอื่นๆ

จริงๆ ยังมีอีกกลุ่มที่เราเรียกว่า ambivert ซึ่งเป็นคนที่มีทั้งลักษณะ introvert และ extrovert อยู่ในคนเดียวกัน

ถ้าหากเรามองลึกลงไปอีกนิดเราจะพบว่า introvert นั้นก็มีหลายประเภทเช่นกัน

แนวคิดนี้มาจากนักจิตวิทยาชื่อ Johanthan Cheek ซึ่งแบ่งคนที่เป็น introvert ออกเป็น 4 ระดับด้วยกันได้แก่

  • Socia introvert : คนที่เป็น social intovert ถ้าเลือกได้อยากอยู่คนเดียว หรือกับคนกลุ่มเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้วิตกกังวลมากมาย หากต้องอยูท่ามกลางคนเยอะๆ 
  • Thinking introvert : คนกลุ่มนี้มักดำดิ่งอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง คนเหล่านี้ช่างคิด และมักจะทบทวนความคิดของตัวเองอย่างลึกซึ้ง 
  • Anxious introvert : คนกลุ่มนี้ชอบอยู่คนเดียวมากๆ เพราะมักรู้สึกว่าวางตัวไม่ค่อยถูกเวลาต้องอยู่กับคนอื่น และมีแนวโน้มที่จะคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นแบบ worst case senario คือจะมองโลก ด้วยความกังวลเสมอ 
  • Retrained introvert : ลักษณะเด่นของคนกลุ่มนี้คือจะคิดอย่างรอบคอบมากๆ ก่อนจะทำอะไร ซึ่งอาจจะทำให้คนภายนอกมองว่าทำงานช้าบาง แต่จริงๆแล้วพวกเขาจะคิดถึงผลของสิ่งเขาตัดสินใจอย่างละเอียดละออมากๆ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง

สำหรับคนกลุ่ม extrovert คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าพวกเขาชอบอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ แต่จริงแล้วคนกลุ่ม extrovert เองก็สามารถแบ่งได้ออกเป็นสองลักษณะเช่นกัน ซึ่งแนวคิดได้มาจากงานวิจัยชื่อ The neuroanatomical delineation of agentic and affiliative extraversion ซึ่งทำโดย Erica N. Grodin และ Tara L. White ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ใน Cognitive, Affective & Behavioral Neurosice

งานวิจัยนี้แบ่ง Extrovert ออกเป็นสองกลุ่มได้แก่

  • Agentic Extrovert : คนเหล่านี้มักเป็นคนที่ได้รับการขับเคลื่อนโดยการเอาชัยชนะหรือความสำเร็จเป็นแรงพลักสำคัญ ถ้าหากคนลักษณะนี้เป็นผู้นำจะเป็นผู้นำที่หนักแน่น, มีความกล้าได้กล้าเสีย, ชอบการแข่งขัน และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

    คนในกลุ่ม Agentic Extrovert นั้น ชอบเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจ และไม่ลังเลที่จะพยายามเป็นผู้นำในสถานการณ์ต่างๆ หากพวกเขาทำได้
  • Affiliative Extrovert : คนกลุ่มนี้มักชอบการเข้าสังคมมากๆ พวกเขาเป็นคนมีเพื่อนมาก สามารถเริ่มคุยกับคนแปลกหน้าได้อย่างไม่เคอะเขิน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเป็นสิ่งที่สำคัญกับคนเหล่านี้อย่างมาก

    กลุ่ม Ambivert ซึ่ง Barry Smith ผู้อำนวยการของ Laboratories of HUman Phschophysiology ที่ มหาวิทยาลัย Maryland บอกว่าเป็นประมาณ 68% ของประชากร นั้นสามารถปรับตัวเป็นทั้งโหมดแบบ introvert และโหมดแบบ extrovert ได้ สิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลของสองโหมดนี้

ที่นี้คนแต่ละประเภทนั้นจะปรับตัวอย่างไร เพื่อให้มี productivity ในการทำงานสูงสุด

สำหรับ introvert มีวิธีการปรับตัวเพื่อให้เกิด productivity สูงสุด 4 ข้อได้แก่

  1. สร้างสิ่งแวดล้อมเหมาะสม : การทำงานใน open office ที่มีเสียงอึกทึกครึกโครมตลอดเวลาอาจสร้างความอึดอัดใจอย่างมากให้ introvert ได้ ดังนั้นทางออกคือบางเวลาต้องไปหาที่ทำงานเงียบๆ ดูบ้าง และสิ่งที่อาจจะต้องฝากไปถึงคนที่ออกแบบออฟฟิศด้วยว่าอย่าลืมเผื่อพื้นที่ “เงียบ” ให้กับคนที่ทำงาน โดยเฉพาะถ้าที่ทำงานของคุณเป็นแบบ open office ยิ่งจำเป็นต้องมีที่เงียบๆ 
  2. ทำงานแบบ หนึ่งต่อหนึ่งให้มากขึ้น : การพูดคุยกับคนทีละคนจะทำให้ introvert ทำงานได้ง่ายที่สุดและลึกซึ้งที่สุดด้วย ดังนั้นถ้าคุณเป็น introvert ต้องพยายามหาเวลาในการคุยเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายของคุณแบบ หนึ่งต่อหนึ่ง (one on one) ให้ได้มากทีสุด เพราะการทำงานแบบนี้ productive ที่สุดสำหรับคุณ 
  3. บอกให้คนอื่นรู้ : สภาพการทำงานทุกวันนี้เต็มไปด้วยความเร็ว แต่คนที่เป็น introvert จะทำงานได้ดีที่สุดในความเร็วและความละเอียดที่ตัวเองกำหนด สิ่งที่สำคัญคือการสื่อสารให้คนอื่นในทีมรู้ จะได้เข้าใจถึงความคาดหวัง เช่น คน introvert จะสามารถทำงานที่ต้องคิดวิเคาระห์แบบลึกมากๆ ได้ดี เป็นต้น 
  4. ประชุม : การประชุมเป็นจุดสำคัญที่คน introvert ต้องเตรียมตัวอย่างมาก เพราะคน introvert นั้นจะไม่สามารถพูดในที่ประชุมได้ทันทีเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น แต่ต้องคิดมาก่อน ไม่เหมือนกับคน extrovert ที่จะสามารถออกความคิดเห็นได้ทันที ดังนั้นจึงจำเป็นมากที่คน introvert ต้องทราบ agenda ของการประชุมและเตรียมตัวก่อนไปประชุมโดยเขียนเรื่องที่จะต้องการพูดไว้คร่าวๆ เสมอ

ส่วน extrovert นั้นก็ควรมีการเตรียมตัวด้วยเหมือนกัน เช่น

  1. หากิจกรรมเติมพลัง : อันนี้จะตรงข้ามกับคน introvert คือถ้า คน extrovert อยู่ในที่ทำงานที่เงียบเกินไป สงบเกินไป อาจจะหงอยได้ (ให้นึกภาพคน extrovert มากๆ ทำงานอยู่ในห้องสมุดที่ห้ามพูดคุยกันซักสัปดาห์นึง) ดังนั้นถ้าหากอยู่ในสถาณการณ์ที่เงียบเกินไปนานๆ ต้องเริ่มหากิจกรรม เช่น เสนอตัวเพื่อทำงานที่ได้เจอคนเยอะๆ เป็นต้น
  2. ยุ่งได้แต่ระวัง burnout : คนที่เป็น extrovert มักชอบความยุ่งแบบที่ออกแนว วุ่นวายๆ และมีการสลับงานไปมาหลายอย่าง แต่ต้องระวังเพราะว่าถ้าทำติดต่อกันนานเกินไปโดยไม่พัก อาจจะเกิดการ bunrout ได้
  3. หาเวลาคิดทบทวน : แม้ว่าคน extrovert จะชอบอยู่กับคนมากแค่ไหนก็ตาม แต่เวลาที่ได้นั่งคิดเรื่องอะไรคนเดียวก็สำคัญ เราจะสามารถตกผลึกและคิดเรื่องดีๆ หรือแผนการใหญ่ๆ ได้ในช่วงนี้แหละครับ ดังนั้นทุกวันพยายามหาเวลาซัก 20 นาที นั่งคนเดียวเงียบๆ แล้วเขียนบทเรียนเรื่องที่ผ่านมาในวันนี้ ว่าอะไรที่ทำแล้วดี อะไรที่ทำแล้วไม่ดี และเราได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนแบบไหนก็ตาม อย่าลืมว่าเวลาเราทำงานที่ออฟฟิศนั้น เราจะให้ทั้งงานและสิ่งแวดล้อมเป็นแบบที่เราชอบทั้งหมดก็คงไม่ได้ดังนั้น เราต้องเข้าใจมุมมองของคนอื่นและมีความยืดหยุ่นด้วย บางทีถ้า extrovert เสียงดังหรือพูดเร็วไป คน introvert ก็คงต้องเข้าใจบ้าง และเช่นเดียวกัน ถ้าคน introvert จะใช้เวลาในการพิจารณางานเยอะซักหน่อย extrovert ก็ต้องเข้าใจบ้างเช่นกัน

เพราะความแตกต่างกันของคนหลายๆ ประเภทนี่แหละครับที่จำทำให้ทีมของเราแข็งแกร่ง 

สุดท้ายนี้ผมอยากจะทิ้งท้ายด้วยความคิดเห็นส่วนตัว ว่าเราไม่ควรพยายามจะเปลี่ยนพื้นฐานทางธรรมชาติของเราไม่ว่าเราจะเป็นแบบไหนก็ตาม แต่สิ่งที่เราควรทำคือพยายามเข้าใจคนที่เป็นไม่เหมือนเรา ในขณะเดียวกันก็เตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการทำงานกับคนทุกประเภท

เพื่อที่เราจะได้ทั้ง productive และมีความสุขในการทำงานครับ 

ถ้าใครไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นประเภทไหนลองไปทำแบบสอบถามตาม link นี้ได้เลยครับ
https://ideas.ted.com/quiz-are-you-an-extrovert-introvert-or-ambivert/