SOFT SKILLตั้ง “เป้าหมาย” กี่ข้อ ถึงจะเหมาะสำหรับ 1 ปี

ตั้ง “เป้าหมาย” กี่ข้อ ถึงจะเหมาะสำหรับ 1 ปี

‘ทักษะนี้ก็อยากเก่ง เรื่องนี้ก็อยากพัฒนา ความสัมพันธ์ก็อยากจะรักษา ส่วนเรื่องรูปร่างหน้าตาก็อยากจะให้เป๊ะอยู่ตลอด…’

ความรู้สึกว่าอยากเป็น “ตัวเองที่ดีกว่า” ในทุกๆ ด้านเช่นนี้ทำให้ทุกครั้งที่ต้องเริ่มต้นใหม่ (อย่าง ในช่วงปีใหม่) เราตั้งเป้าหมายต่อปีไว้มากมาย ในช่วงแรกที่เราพอมีไฟ ทุกอย่างอาจเป็นไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม กว่าเราจะรู้ตัวอีกทีว่ามันเยอะเกินไปก็เบิร์นเอาท์ไปแล้ว การพยายามทำทุกอย่างพร้อมๆ กันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน!

เพราะชีวิตจริงนั้นยากยิ่งกว่าการเล่นกายกรรมโยน-รับบอล 3 ลูกพร้อมๆ กัน แม้เราจะมีความสามารถและความตั้งใจที่แน่วแน่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถทำทั้งหมดไปพร้อมๆ กันได้

คำถามที่ตามมาคือ เราควรตั้งเป้าหมายอย่างไร?

Advertisements

มีเป้าหมายหลายข้อเกินไปไม่ดีจริงไหม?

และจะรู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายไหน “สำคัญ” สำหรับเราที่สุด?

ทำไมเป้าหมายเยอะเกินไปก็ไม่ดี

หากเรามีเรื่องสำคัญต้องทำพร้อมๆ กันตลอดเวลาก็อาจจะก่อให้เกิดความรู้สึกท่วมท้น (Overwhelmed) ขึ้นมาจนเครียดได้ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนทุกอย่างก็สำคัญไปหมด หากเราจัดการเวลาพลาดแม้แต่นิดเดียวอาจกระทบเรื่องอื่นๆ ราวกับโดมิโนที่ล้มครืนเลย หากเราฝืนทำต่อไปก็อาจจะไม่มีความสุขจนเกิดอาการเบิร์นเอาท์ ไม่ก็รู้สึกขยาดจนหันไปทำอะไรอย่างอื่นที่ให้ความ ‘สบายใจ’ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ 

บางคนอาจหันไปทำงานเล็กๆ ง่ายๆ แต่ไม่ได้สำคัญก่อน เพราะความสำเร็จที่ได้มาเร็วนั้นทำให้เรารู้สึกดีทันทีทันใด อย่างการตอบอีเมลไม่สำคัญๆ หรือการตกแต่งสไลด์สำหรับการพรีเซนต์

อีกข้อเสียของการทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันคือ “ต้นทุนในการเปลี่ยนงาน” (Task Switching Cost) ซึ่งก็คือเวลาและสมาธิที่เราต้องเสียทุกๆ ครั้งที่เราเปลี่ยนจากการทำอย่างหนึ่งไปทำอีกอย่างหนึ่ง

นักวิจัยพบว่าต้นทุนที่เราเสียไปกับการเปลี่ยนงานนั้นมีตั้งแต่ 25% ไปจนถึงกว่า 100% เลยทีเดียว ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้กว่าเราจะตั้งสมาธิทำอะไรสักอย่างใช้เวลาไปไม่น้อย หากต้องมาตั้งสมาธิเริ่มต้นทำใหม่บ่อยๆ คงจะเสียเวลากว่าเดิมอีก ดังนั้นการทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันอาจไม่ Productive เอาเสียเลย

แล้วถ้าหากเราจะเริ่มตั้งเป้าหมายใหม่ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

1. อย่าลืมว่า “เป้าหมาย = การกระทำเล็กๆ รวมกัน”

ในตอนที่เราวางแผน หลายครั้งเราคิดว่าเป้าหมายอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง เราจึงเขียนอะไรต่างๆ ลงไปมากมายและตัดสินใจทำมันเสียทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การลดน้ำหนัก การอ่านหนังสือเดือนละเล่ม และการทำแบรนด์เล็กๆ ของตัวเอง

แต่ในความเป็นจริงนั้น เราลืมไปว่าการจะไปถึงเป้าหมายประกอบด้วย “สิ่งที่ต้องทำ” มหาศาล! อย่างเช่นในการลดน้ำหนัก ไม่ได้มีแค่ขั้นตอนเดียวซึ่งก็คือการออกกำลังกาย แต่ประกอบด้วยขั้นตอนอื่นๆ อีก เช่น

– ไม่นอนดึก พักผ่อนให้เพียงพอ

– ต้องทำงานให้เสร็จภายในชั่วโมงทำงานจะได้มีเวลาออกกำลังกาย

– ทานอาหารให้ครบทุกมื้อจะได้มีแรงออกกำลังกาย

– มีเวลาเตรียมอาหารและทำอาหารในทุกๆ วัน

จะเห็นได้ว่าแต่ละเป้าหมายมีขั้นตอนแฝงเต็มไปหมด ดังนั้นพอเราตั้งเป้าหมายจริงๆ เราควรนึกถึง “ขั้นตอน” ของมันด้วยว่าเราจะสามารถทำได้จริงหรือเปล่า 

ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนใดๆ ก็ตาม ควรคำนึงถึงระหว่างทางด้วย มิใช่แค่ปลายทางอย่างเดียว

2. ควรทำ vs อยากทำ

เป้าหมายคือสิ่งที่เราต้องการ อยากได้ หรืออยากมี แต่ท่ามกลางความต้องการนับร้อยของเรานั้น มีบางอย่างที่สำคัญกว่าอีกอย่างเสมอ ดังนั้นเราอาจเริ่มจากการจัดลำดับความสำคัญ โดยเขียนทุกอย่างลงไปในลิสต์ให้หมดก่อน จากนั้นก็ค่อยแบ่งประเภทว่า เป้าหมายไหน “ควรทำ”  ในช่วง 1 ปีนี้และอันไหนที่ “อยากทำ”

Advertisements

จากนั้นให้เลือกสิ่งที่ควรทำ (ซึ่งก็คือสิ่งที่เรามองว่าสำคัญและจะส่งผลต่อชีวิตเรามากที่สุด) มาตั้งเป็นเป้าหมาย โดยอาจเลือกมาเพียง 3-5 อย่างเท่านั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เยอะเกินไป

และแน่นอนว่า สิ่งที่เราอยากทำก็เป็นเรื่องจำเป็นต่อความสุขในการดำรงชีวิต (อย่างเช่น การฝึกเล่นเครื่องดนตรี 1 ชิ้น การใช้เวลากับเพื่อนให้มากขึ้น หรือการไปเที่ยวไกลๆ สักที่) ถ้าหากสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นต่อเรามากๆ เราสามารถเลือกสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุดมาเพียงสักข้อก็ได้ เป้าหมายรายปีของเราอาจประกอบด้วยสิ่งที่ควรทำ 3 ข้อ และอยากทำ 1 ข้อ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องใช้เวลากับตัวเอง คิดวิเคราะห์ให้ดีว่าสิ่งใดบ้างที่จะส่งผลดี สอดคล้องไปกับเป้าหมายของเราในระยะยาว เราอาจถามตัวเองด้วยคำถามที่ว่า หากเราไม่ทำมันในปีนี้ ปีหน้าเราจะเสียใจและเสียดายมากไหม จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง 

3. โฟกัสให้ถูกที่ถูกเวลา

มีแนวคิดหนึ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “การที่เป้าหมายแข่งขันกันเอง” กล่าวคือ อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการทำเป้าหมายหนึ่งให้สำเร็จ คือ เป้าหมายอื่นๆ ที่เรามี พูดง่ายๆ ก็คือการที่เราทำบางอย่างได้ไม่สำเร็จสักที อาจเป็นเพราะเราเอาเวลา แรงกาย และสมาธิไปโฟกัสกับเป้าหมายอื่นๆ ในชีวิต

หากเรามีเพียงแค่ 1 เป้าหมายต่อปี การวางแผนและการตัดสินใจมักจะทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็วกว่า โอกาสในการทำสำเร็จอาจมากกว่าด้วย หลายคนจึงนิยมทำให้สำเร็จไปทีละอย่าง

แน่นอน หากเป็นไปได้เราก็อยากแนะนำให้เลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดมา 1 อย่างและโฟกัสกับมันให้เต็มที่จนทำสำเร็จ แต่ในชีวิตจริงอาจไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป เรามีสิ่งที่ควรทำเต็มไปหมด แม้จะเลือกที่สำคัญสุดๆ มาแล้วแต่ก็อาจจะมีถึง 2-3 อย่างอยู่ดี

หากเราเลือกแล้วว่าจะทำหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน สิ่งที่ควรมีอย่างแรกคือการวางแผนที่ดี และการประเมินความสำคัญเป็นประจำ (Re-evaluate) เราจะได้โฟกัสได้ถูกจุด เพราะในการทำให้สำเร็จ อาจหมายความว่าเราต้องตัดสินใจเลือกสิ่งหนึ่ง และทุ่มเทให้กับสิ่งอื่นน้อยลง (แต่ไม่ได้หมายความว่าทิ้งมันไปเลยนะ)

ยกตัวอย่างเช่น เราอาจตัดสินใจว่าจะตั้งใจพัฒนาโปรเจกต์ที่ถืออยู่ให้เต็มที่ภายใน 3 เดือนนี้ เนื่องจากใกล้ช่วงประเมินผลการทำงาน แต่ในช่วงนั้นเราอาจต้องออกกำลังกายน้อยลงกว่าเดิม ถึงแม้ว่าเป้าหมายด้านการงานและสุขภาพจะมีความสำคัญเท่าๆ กัน แต่ในช่วงเวลานั้น เป้าหมายด้านการงานมีความเร่งด่วนและจำเป็นกว่า

เมื่อเรามีอะไรมากมายหลายอย่างให้ทำ เราอาจรู้สึกว่าอยากมีเวลาว่างเยอะกว่านี้ หรืออาจถึงขั้นแอบภาวนาให้วันๆ หนึ่งมี 48 ชั่วโมงต่อวัน อย่างไรก็ตาม หากเราคิดดูดีๆ เราอาจพบว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้ “ต้องการเวลา” มากขึ้น แต่เรา “ต้องเลือก” สักทีเสียมากกว่า ว่าจะลงมือทำอะไรก่อน

mm2021

การเลือกและวางแผนให้ดีเป็นสิ่งสำคัญในการทำเป้าหมายให้สำเร็จ แต่ทุกอย่างจะง่ายขึ้นเมื่อคุณมีตัวช่วยที่ดี อย่าง ‘One Small Step Planner’ แพลนเนอร์ปี 2022 ที่จะช่วยให้คุณมุ่งสู่ความสำเร็จด้วยก้าวเล็กๆ วันละนิด สามารถสั่งซื้อได้เลยที่ >> https://bit.ly/2YBLOpv

และ พิเศษสุดๆ ตรงที่ พรุ่งนี้เรามี “แจกฟรี” ถึง 5 เล่ม!

ติดตามชมและลุ้นเล่นเกมชิงรางวัลรับ ‘One Small Step Planner’ ได้ในรายการ Mission To The Moon Remaster Live ในวันที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 19:00-20:30 น.

แล้วมาร่วมสนุกกันนะ


เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ:

อ้างอิง
https://bit.ly/3jcJf43
https://bit.ly/3DLwAwQ

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#selfimprovement

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

Metaverse กับการช่วยเหลือจิตใจ มุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไป

“แต่จริงๆ แล้ว Metaverse อาจช่วยชีวิตคนก็เป็นได้” นี่อาจฟังดูเป็นประโยคที่เป็นไปไม่ได้จากอีลิตที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้ว Metaverse สามารถทำให้เราเข้าใจและรับมือกับความเจ็บปวด ความเศร้าและอคติในสังคมได้มากขึ้น

Arcane ผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ จากค่ายเกมที่ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม!?

เปิดจักรวาลความบันเทิงครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กับซีรีส์ที่หยิบยกเนื้อหามาจากเกม LoL (League of Legends) โดย Riot Games ค่ายเกมผู้ถูกตั้งแง่โดยแฟนๆ ว่า “ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม” แต่ตามทฤษฎีได้บอกไว้ว่า “เกมไหนกาก แปลว่าเกมนั้นดัง” ดังนั้นจึงไม่น่าห่วงอะไร (มั้ง!?)

ไม่แปลกที่จะ “แปลก” เมื่อความแปลกมีพลังกว่าที่คิด!

วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดี กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan ที่จะมาเปลี่ยน “ความแปลก” ของเราให้กลายเป็นพลัง และสอนให้เราเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ไปดูเรื่องราวโดยสรุปของหนังสือเล่มนี้กัน
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน