SOFT SKILLทำไมเราถึงคิดภาพตัวเองในอนาคตไม่ออก Empathy Gap ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้า ที่ชื่อว่า ‘ตัวคุณในอนาคต’

ทำไมเราถึงคิดภาพตัวเองในอนาคตไม่ออก Empathy Gap ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้า ที่ชื่อว่า ‘ตัวคุณในอนาคต’

ผมได้มีโอกาสฟังสัมภาษณ์ของ ‘Meg Jay’ ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญเรื่องจิตวิทยา เจ้าของหนังสือ ‘The Defining Decade’ 

.

เธอบอกว่า เคยสงสัยบ้างไหมว่าทำไมเราไม่ค่อย “อิน” กับปัญหาของคนที่มีพื้นฐานไม่เหมือนเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาติกำเนิด สีผิว หรือภาษา

Advertisements

.

หรือทำไมเราไม่อินกับปัญหาของคนที่รักในสิ่งที่ต่างกับเรา หรือมีวิถีชีวิตต่างกับเราอย่างสุดขั้ว

.

ทำไมบางครั้งเราถึงขั้นเกลียดคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองตรงข้ามกับเราเข้ากระดูกดำ ทั้งๆ ที่บางทียังไม่เคยเจอกันด้วยซ้ำ 

.

ทำไมเราถึงไม่ “ลงมือ” แก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมากเพียงพอที่จะปกป้องภยันตรายของลูกหลานของเราได้… 

.

สิ่งนี้เรียกว่า “Empathy Gap” ซึ่งอธิบายว่า ทำไมบางครั้งเราไม่สามารถเชื่อมต่อ หรือเห็นอกเห็นใจคนที่ต่างจากเรามากๆ ได้ หรือในกรณีลูกหลานของเรานั้น พวกเขายังไม่เกิด หรือยังไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้การมี Empathy ยากเข้าไปใหญ่

.

แต่มีคนหนึ่งที่เป็นคนสำคัญมากและยังไม่มีตัวตนเหมือนกัน 

.

คนคนนั้นคือ “คุณในอนาคต” 

.

ถ้าหากว่าคุณอายุยี่สิบนิดๆ ในวันนี้ สิ่งที่คุณอาจจะอยากทำคือการหางานที่ถูกต้อง หาคู่ชีวิตที่ถูกต้อง และหาคำตอบที่ถูกต้อง 

.

แต่ข่าวร้ายคือ มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง เพราะชีวิตมีตัวแปรที่เราไม่รู้มากเกินไป ไม่ว่าคุณใช้แอปพลิเคชัน  เว็บไซต์ค้นหาบุคลิกภาพ หรือหมอดูสักกี่คน ก็ไม่สามารถช่วยคุณหาคำตอบที่ ‘ถูกต้อง’ ได้

.

ทว่ามันก็เป็นข่าวดีด้วย เพราะมันไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ก็เลยไม่มีคำตอบที่ผิดเช่นกัน มันมีแต่คำตอบของคุณเท่านั้น

Derek Parfit นักปรัชญาเคยกล่าวไว้ว่า ที่เราละเลยหรือไม่เข้าใจตัวตนในอนาคตของเรา เพราะเราไม่สามารถจินตนาการถึงคนคนนั้นได้ ซึ่งเอาจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ยากมาก 

ถ้าตอนนี้คุณอายุ  20 คุณอาจจะนึกไม่ออกจริงๆ ว่าตัวคุณตอนอายุ 35 เป็นยังไง บางทีลึกๆ แล้วคุณอาจจะคิดว่าคุณจะไม่แก่จนอายุ 35 ได้หรอก

.

ถ้าตอนนี้คุณอายุ 40 คุณก็อาจจะนึกไม่ออกว่าเราจะแก่ไปอายุ 60 ได้ยังไง ความสามารถในการจินตนาการจริงๆ ว่าเราตอนอายุเยอะขึ้นจะเป็นยังไง หรือต้องการอะไรนั้นเป็นเรื่องยากมาก คนส่วนใหญ่เลยใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ

.

คนอายุ 20 ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เงยหน้ามาอีกทีก็ 35 แล้ว

.

คนอายุ 40 ใช้ชีวิตมาเรื่อยๆ เงยหน้ามาอีกที อาจจะใกล้ๆ วาระสุดท้ายของชีวิตแล้วก็ได้ 

ทั้งหมดนี้เพราะเราจินตนาการถึงตัวเราที่เรายัง “ไม่เคยเจอ” ไม่ออกจริงๆ 

.

Empathy Gap จึงอธิบายว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยแคร์คนในอนาคตที่เราไม่เคยเจอ แม้คนนั้นจะเป็นตัวเราเองก็ตาม 

งานวิจัยต่างๆ บอกว่าถ้าเราสามารถที่จะ “ปิด” หรือ “ลด” Empathy Gap นี้ได้ เราจะคิดเยอะขึ้นมากถึงสิ่งที่เราจะทำวันนี้ที่จะส่งผลต่อเราในอนาคต 

.

Advertisements

มีการทดลองหนึ่งที่ไปทำกับคนอายุ 20 นิดๆ โดยการแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม 

.

กลุ่มแรกได้รับชมภาพจำลองเสมือนของพวกเขายามแก่ว่าหน้าตาของพวกเขาจะเป็นอย่างไร โดยสร้างจาก VR ส่วนคนกลุ่มที่สองนั้นไม่ได้ให้ดูอะไรเลย

.

ทั้งสองกลุ่มได้รับคำถามว่า จะเก็บเงินเป็นจำนวนเท่าไรต่อเดือนเพื่อเป็นทุนสำหรับการเกษียณ 

.

ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ได้เห็นภาพของตัวเองตอนแก่นั้นมีอัตราความตั้งใจจะเก็บเงินเพื่อเกษียณเยอะกว่าอีกกลุ่ม 

.

Meg Jay บอกว่าเธอจะถามคำถามที่ “เฉพาะเจาะจงมากๆ” กับคนที่มาขอคำปรึกษากับเธอเสมอ โดยให้ลองจินตนาการอย่างจริงจังเลยว่า 15  ปีต่อจากนี้ คุณจะเป็นอย่างไร

.

คุณจะหน้าตายังไง, น้ำหนักเท่าไร , คุณจะอยู่ที่ไหน, คุณจะทำงานอะไร, คุณจะชอบงานที่คุณทำตอนนั้นหรือเปล่า, รายได้ของคุณจะเป็นเท่าไร , คุณจะมีคู่ไหม, คุณจะแต่งงานไหม, คุณจะมีลูกไหม, ความสัมพันธ์ของคุณจะเติมเต็มไหม แล้วมันจะแตกต่างจากความสัมพันธ์ของคุณตอนนี้ไหม, เลิกงานแล้วคุณจะทำอะไร, คุณจะเลี้ยงหมาไหม, คุณจะแข็งแรงไหม, คุณจะมีความสุขไหม, แล้วถ้าคุณไม่มีความสุขและไม่แข็งแรงแล้วคุณจะทำยังไง ฯลฯ

.

ถ้าหากไม่ได้ตอบคำถามเหล่านี้แบบส่งๆ แต่ตั้งใจตอบ Meg Jay บอกว่ามันเหมือนกับการได้ตั้งใจทำความรู้จักกับคนคนหนึ่งแบบลึกซึ้งเลยทีเดียว 

.

เมื่อเราเห็นภาพในอนาคต เราสามารถที่จะ Reverse Engineer เพื่อพาตัวตนในอนาคตมาเจอกับตัวตนของเราตอนนี้ ที่ตรงไหนสักแห่งระหว่างทาง 

การทำแบบนี้จะทำให้เราถามตัวเองตอนนี้ว่า 

.

“ถ้าตัวเราในอนาคตอยากเป็นแบบนั้น ตอนนี้เราต้องทำอะไร”

.

“เรื่องต่างๆ จะประกอบมาเป็นตัวเราในอนาคตได้อย่างไร”

.

“ถ้า ‘หน้าที่การงาน’ หรือ ‘ความสัมพันธ์’ หรือ ‘สถานการณ์’ ที่เรามี ไม่ใช่เส้นทางที่จะพาเราไปในที่ที่เราอยากไปใน 5 ปี เราจะทำอะไรกับเรื่องเหล่านี้บ้าง เราจะใช้เวลากับตรงนี้อีกนานแค่ไหน”

.

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ยากมาก หลายครั้งมันยากจนเราไม่อยากหาคำตอบเลยด้วยซ้ำ 

แต่ Meg Jay บอกว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าการได้รับคำถามที่ยาก คือ การไม่ได้รับคำถามที่ยาก 

แปลว่าถ้าเราไม่เคยตั้งใจถามตัวเองเลย แล้วปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ นั่นเป็นเรื่องที่น่ากลัวกว่ามาก 

.

ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร การถามคำถามยากๆ เหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก 

ซึ่งบทสนทนาที่กล้าหาญที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ อาจจะเป็นบทสนทนากับตัวเอง 


เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ:

ไม่มีคนคุย? ไม่เป็นไร! ผลวิจัยเผยพูดกับตัวเองมีประโยชน์มากกว่าที่คิด

​​คนอายุ 35 ปีขึ้นไป รู้สึกเสียใจและเสียดายกับเรื่องอะไรมากที่สุด?

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#softskill

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

Poor Boy’s Riverside มีดกรีดหัวใจ ตัวฉันกำลังจะตาย

เมื่อบ้านไม่ใช่ “บ้าน” ที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น เด็กหนุ่มผู้อ่อนต่อโลก จึงต้องหันไปพึ่งพิง “เพื่อนรัก” ในคราบปีศาจ ที่พร้อมจะบดขยี้ชีวิตได้ทุกเมื่อ

ผู้นำก็ต้องปรับตัว! ถอดบทเรียน “การลาออกครั้งใหญ่” (The Great Resignation) เป็นหัวหน้าอย่างไรไม่ให้ลูกน้องลาออก?

ปัญหาที่หลายคนต้องพบเจอหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา ไปจนถึงสไตล์การทำงาน รูปแบบงาน และสายงานที่ทำอยู่ ทำให้หลายๆ คนกลับมานั่งแล้วไตร่ตรองว่า พวกเขามีความสุขกับงานที่ทำอยู่ในตอนนี้ไหม ถ้าไม่ แล้วมันคุ้มค่าที่จะทนอยู่ในงานนี้ต่อไปไหม หรือเกิดความรู้สึกอยากทำงานกับบริษัทที่ไม่กำหนดเวลาเข้างาน รู้สึกหมดไฟทำงาน หรือไม่ชอบการปฏิบัติตนของหัวหน้า ฯลฯจากเหตุผลดังกล่าว จึงเกิดการลาออกของพนักงานเป็นจำนวนมากในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสนี้ จนเกิดกระแส “The Great Resignation” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชาวสหรัฐฯ พากันลาออกจากงานมากกว่า 4 ล้านคนในเดือนเมษายนปี...

อาจถึงกับต้องหยุดบิน?! สายการบินสหรัฐฯ พบสัญญาณ 5G เข้าไปรบกวนการทำงานของเครื่องบิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหล่า CEO ของสายการบินชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง American Airlines, Delta Air Lines, United Airlines, Alaska Airlines และสายการบินอื่นๆ อีกมากมาย ได้ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงหน่วยงานของสหรัฐฯ ที่กำกับดูแลด้านการบินหลายหน่วยงานเพื่อ แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตั้งเสาปล่อยสัญญาณ 5G
Rawit Hanutsaha
CEO : Srichand United Dispensary Co.,Ltd. CEO & Co Founder : Mission to the Moon Media Author , Podcaster , Speaker , Guest Lecturer

Related Articles

Poor Boy’s Riverside มีดกรีดหัวใจ ตัวฉันกำลังจะตาย

เมื่อบ้านไม่ใช่ “บ้าน” ที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น เด็กหนุ่มผู้อ่อนต่อโลก จึงต้องหันไปพึ่งพิง “เพื่อนรัก” ในคราบปีศาจ ที่พร้อมจะบดขยี้ชีวิตได้ทุกเมื่อ

ผู้นำก็ต้องปรับตัว! ถอดบทเรียน “การลาออกครั้งใหญ่” (The Great Resignation) เป็นหัวหน้าอย่างไรไม่ให้ลูกน้องลาออก?

ปัญหาที่หลายคนต้องพบเจอหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา ไปจนถึงสไตล์การทำงาน รูปแบบงาน และสายงานที่ทำอยู่ ทำให้หลายๆ คนกลับมานั่งแล้วไตร่ตรองว่า พวกเขามีความสุขกับงานที่ทำอยู่ในตอนนี้ไหม ถ้าไม่ แล้วมันคุ้มค่าที่จะทนอยู่ในงานนี้ต่อไปไหม หรือเกิดความรู้สึกอยากทำงานกับบริษัทที่ไม่กำหนดเวลาเข้างาน รู้สึกหมดไฟทำงาน หรือไม่ชอบการปฏิบัติตนของหัวหน้า ฯลฯจากเหตุผลดังกล่าว จึงเกิดการลาออกของพนักงานเป็นจำนวนมากในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสนี้ จนเกิดกระแส “The Great Resignation” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชาวสหรัฐฯ พากันลาออกจากงานมากกว่า 4 ล้านคนในเดือนเมษายนปี...

อาจถึงกับต้องหยุดบิน?! สายการบินสหรัฐฯ พบสัญญาณ 5G เข้าไปรบกวนการทำงานของเครื่องบิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหล่า CEO ของสายการบินชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง American Airlines, Delta Air Lines, United Airlines, Alaska Airlines และสายการบินอื่นๆ อีกมากมาย ได้ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงหน่วยงานของสหรัฐฯ ที่กำกับดูแลด้านการบินหลายหน่วยงานเพื่อ แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตั้งเสาปล่อยสัญญาณ 5G

ฝึกสมองให้สร้างสรรค์กว่าใคร! สรุปบทเรียนจากหนังสือ “Creative Acts For Curious People”

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ความขาดแคลน โลกร้อน ความขัดแย้งทางการเมือง ไปจนถึงโรคระบาด แม้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังช้ากว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของปัญหาอยู่ดี

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า