SOFT SKILL5 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ทำตามเป้าหมายไม่ได้เสียที

5 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ทำตามเป้าหมายไม่ได้เสียที

ในหลายการสำรวจพบว่า 81-92% ของคนที่ตั้งปณิธานปีใหม่ (New Year’s Resolutions) ทำตามที่ตั้งไว้ไม่สำเร็จ พูดง่ายๆ ก็คือคนเรามีโอกาสถึง 8 ใน 10 ที่จะกลับมาทำนิสัยเดิมๆ มากกว่าเปลี่ยนแปลงตัวเองตามที่วางแผนไว้

ไม่แปลกหรอก การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นเรื่องยาก

เจมส์ เคลียร์ ผู้เขียนหนังสือ “Atomic Habits ชีวิตดีได้กว่าที่เป็น” ได้พูดถึง 5 เหตุผลที่ทำให้หลายๆ คนล้มเหลวในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และวิธีแก้ไขไม่ให้เราเจอข้อผิดพลาดเช่นเดิมอีก

Advertisements

ข้อผิดพลาดที่ 1 : พยายามทำอะไรหลายอย่างพร้อมๆ กัน

ในยุคหลังๆ หากคุณอ่านหนังสือหรือบทความเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง ผู้เขียนหลายคนมักเห็นตรงกันว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ อย่างสม่ำเสมอนั้นเอง เป็นสิ่งที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จ

และจำนวนส่วนใหญ่ที่คนแนะนำเหมือนกันคือ 3 พฤติกรรม

แต่! ต้องเป็น 3 พฤติกรรมที่ “เล็ก” มากๆ หากถามว่าเล็กแค่ไหน BJ Fogg ผู้เขียนหนังสือ Tiny Habits แนะนำว่าต้องเริ่มเล็กที่สุด เช่น..

– ขัดฟัน 1 ซี่ต่อวัน

– วิดพื้น 1 ครั้งต่อวัน

– บอกตัวเอง 1 ครั้งหลังตื่นนอนว่า ‘วันนี้จะเป็นวันที่ดี’

ส่วนเจมส์ เคลียร์ ผู้เขียนบทความชอบในการเปลี่ยนทีละ 1 พฤติกรรมมากกว่า หากนิสัยนั้นกลายมาเป็นกิจวัตรแล้วค่อยขยับไปทำพฤติกรรมอื่นๆ ในลำดับถัดไป ยกตัวอย่างเช่น เขาเริ่มออกกำลังกายทุกๆ วันจันทร์ พุธ และศุกร์เป็นเวลา 6 เดือน พอเริ่มชินกับกิจวัตรนี้แล้ว เขาค่อยเริ่มเขียนบทความทุกวันจันทร์และพฤหัส ครั้งนี้เขาใช้เวลาถึง 8 เดือนกว่านิสัยนี้จะกลายมาเป็นชีวิตประจำวัน

เขายังแอบแนะนำอีกว่าให้เลือก “พฤติกรรมสำคัญ” (Keystone Habit)

พฤติกรรมที่ว่าคือ 1 การกระทำที่จะส่งผลให้ด้านอื่นๆ ในชีวิตของเราต้องปรับตามโดยธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น หากเราตั้งใจจะออกกำลังกายโดยการยกน้ำหนักเป็นประจำ มีแนวโน้มว่าเราจะทานอาหารดีขึ้นและนอนหลับได้สนิทมากขึ้น เพราะต้องดูแลร่างกายให้แข็งแรง มีแรงออกกำลังกาย จะเห็นว่าแม้เราโฟกัสที่การยกน้ำหนัก แต่พฤติกรรมด้านการนอนและการกินของเราก็ดีขึ้นตาม

ข้อผิดพลาดที่ 2 : เล่นใหญ่เกินไปหน่อย

หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดในการเปลี่ยนแปลงนิสัยคือ ‘การลงมือทำ’ เพราะเราต้องใช้แรงจูงใจอย่างมากในการเริ่มต้น หากเริ่มไปแล้วดูจะใช้แรงใจน้อยกว่าตอนจะเริ่มเสียอีก 

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องเริ่ม “เล็กๆ” และ “ง่ายๆ”

ยกตัวอย่างเช่น การวิดพื้นวันละ 50 ครั้ง แค่ฟังเราก็ไม่อยากทำแล้ว แต่ถ้าเริ่มจากวันละ 5-10 ครั้งแล้วค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้อาจทำให้เราทำได้ต่อเนื่องมากกว่า หรือถ้าหากเราอยากอ่านหนังสือให้มากขึ้น ลองเริ่มจากการอ่านวันละ 1-2 หน้าดูไหม

ข้อผิดพลาดที่ 3 : โฟกัสแค่ผลลัพธ์ แต่ลืมวิธีการ

บทสนทนาเกี่ยวกับผลลัพธ์เป็นที่พูดถึงบ่อยในการตั้งเป้าหมาย เรามักจะได้ยินคนพูดว่า “อยากลดน้ำหนักให้เหลือ 45” และ “ฉันจะเก็บเงินให้ได้ 100,000 บาท” บ่อยกว่าการพูดถึงวิธีการว่าจะออกกำลังกายอย่างไร และจะต้องเก็บเงินวันละเท่าไหร่

ไม่แปลกหรอก ภาพเราในอนาคตตอนที่ทุกอย่างสำเร็จแล้วช่างน่าตื่นเต้น แต่ปัญหาก็คือผลลัพธ์นั้นไม่ได้นำมาสู่ความสำเร็จ (แม้จะช่วยเพิ่มกำลังใจให้เราก็จริง) การกระทำอย่างสม่ำเสมอต่างหากที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

Advertisements

ดังนั้นจริงๆ แล้วเราควรโฟกัสที่ ‘วิธีการ’ มากกว่า ‘เป้าหมาย’

ข้อผิดพลาดที่ 4 : อยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ

สภาพแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น หากเราอยากทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่เปิดตู้เย็นไปเจอแต่อาหารขยะ ก็มีแนวโน้มว่าเราจะลงเอยด้วยการกินอาหารเหล่านั้น หรือการที่เรารายล้อมด้วยคนที่คิดแต่แง่ลบ คงยากที่เราจะคิดบวกได้

แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่จริงๆ แล้วพฤติกรรมเราเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองกับสภาพแวดล้อมรอบๆ เราทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าหากเราอยากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเอง ปัจจัยที่อาจช่วยได้มากคือการ “เปลี่ยนสภาพแวดล้อม”

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณอยากรีบลุกจากเตียงและเลิกเล่นโทรศัพท์ในตอนเช้า ความตั้งใจอย่างเดียวคงไม่พอ คุณอาจเผลอนอนเล่นโทรศัพท์เข้าสักวันเพราะมันใกล้แค่เอื้อม แต่ถ้าหากคุณวางโทรศัพท์ไว้นอกห้องนอนและซื้อนาฬิกาปลุกแบบตั้งโต๊ะแทน อาจช่วยแก้พฤติกรรมนี้ได้ดีกว่า หรือในกรณีที่คุณซื้ออาหารเสริมมาใหม่ แต่ดันลืมกินบ่อยๆ การวางอาหารเสริมไว้ข้างๆ ขวดน้ำและแก้วน้ำก็ช่วยได้เยอะ

ไม่เพียงแค่ในโลกความจริงเท่านั้น โลกดิจิทัลก็อนุญาตให้เราเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเช่นกัน เป็นต้นว่า การปิดการแจ้งเตือนโทรศัพท์มือถือและล็อกแอปฯ โซเชียลมีเดียทุกครั้งในเวลาทำงาน

ถ้าสภาพแวดล้อมไม่เปลี่ยน ก็คงเป็นเรื่องยากที่เราจะเปลี่ยน ดังนั้นหันมาออกแบบสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้วย

ข้อผิดพลาดที่ 5 : มองข้ามการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ

เรามักจะคาดหวังการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และเห็นชัด (เช่น ฉันจะมีกล้ามหน้าท้องให้ได้ภายใน 1 เดือน!) แผนการของเราเลยยิ่งใหญ่ตาม จนสุดท้ายเราเหนื่อยและถอดใจไปเอง อย่างไรก็ตาม หากเราสังเกตดีๆ เราจะพบว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวันและตลอดเวลา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย

หากเรานอนดึกทุกวัน เมื่อผ่านไปหลายสัปดาห์ ทั้งสุขภาพจิตและกายก็จะย่ำแย่ลง หรือ หากเราอ่านหนังสือก่อนนนอนวันละ 1-2 หน้า ผ่านไปไม่นานเราก็สามารถอ่านได้จบเล่ม จะเห็นได้ว่า 1% นิดๆ หน่อยๆ ที่ดูไม่มีผลในวันนี้ พอรวมกันแล้วกลับสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล

mm2021

‘ไม่ทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันเกินไป’ ‘เริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุด’ ‘ใส่ใจวิธีการ’ ‘ออกแบบสภาพแวดล้อมให้ดี’ และ ‘อย่าละเลยพลังของการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ’ 5 บทเรียนนี้แหละที่จะช่วยให้การทำตามเป้าหมายของเราในปีนี้เป็นไปได้ด้วยดีกว่าที่เคย หากปีที่แล้วเราเคยทำผิดพลาด อย่าพึ่งถอดใจ ปีนี้เรามาลองกันใหม่อีกครั้งนะ

สำหรับใครที่สนใจตามหาตัวช่วยวางแผนชีวิต เราขอแนะนำ “One Small Step Planner 2022” รอบปกติเริ่มวางขายวันแรก 1 พฤศจิกายน 2564 ในราคาเพียงเล่มละ 990.- เท่านั้น!

ติดตามรายละเอียดได้ที่ >> https://bit.ly/3lyNw3k

ส่วนในรอบพรีออเดอร์ “One Small Step Planner 2022” ได้มีการปิดการขายไปแล้วในวันที่ 22 ตุลาคม 2564  ทางทีมงานขอขอบคุณลูกค้าที่อุดหนุนเข้ามากันอย่างล้นหลาม สำหรับท่านใดที่ซื้อไม่ทัน ย้ำกันอีกครั้งว่าไม่ต้องห่วง! เพราะเราจะเปิดการขายรอบปกติอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 นี้ รอติดตามข่าวสารกันได้ที่หน้าแฟนเพจมิชชั่น ทู เดอะ มูน ได้เลย

แปลและเรียบเรียง
https://bit.ly/3n7MTgY

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#selfimprovement

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

Metaverse กับการช่วยเหลือจิตใจ มุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไป

“แต่จริงๆ แล้ว Metaverse อาจช่วยชีวิตคนก็เป็นได้” นี่อาจฟังดูเป็นประโยคที่เป็นไปไม่ได้จากอีลิตที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้ว Metaverse สามารถทำให้เราเข้าใจและรับมือกับความเจ็บปวด ความเศร้าและอคติในสังคมได้มากขึ้น

Arcane ผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ จากค่ายเกมที่ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม!?

เปิดจักรวาลความบันเทิงครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กับซีรีส์ที่หยิบยกเนื้อหามาจากเกม LoL (League of Legends) โดย Riot Games ค่ายเกมผู้ถูกตั้งแง่โดยแฟนๆ ว่า “ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม” แต่ตามทฤษฎีได้บอกไว้ว่า “เกมไหนกาก แปลว่าเกมนั้นดัง” ดังนั้นจึงไม่น่าห่วงอะไร (มั้ง!?)

ไม่แปลกที่จะ “แปลก” เมื่อความแปลกมีพลังกว่าที่คิด!

วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดี กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan ที่จะมาเปลี่ยน “ความแปลก” ของเราให้กลายเป็นพลัง และสอนให้เราเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ไปดูเรื่องราวโดยสรุปของหนังสือเล่มนี้กัน
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน