SOFT SKILLทำอย่างไรเมื่อ "เพื่อนร่วมงานลาออก" หมดจนเหลือเราคนเดียว

ทำอย่างไรเมื่อ “เพื่อนร่วมงานลาออก” หมดจนเหลือเราคนเดียว

เคยสงสัยบ้างไหมว่าพนักงานที่ทำงานบริษัทเดิมมา 10-20 ปีรู้สึกอย่างไร ยังรู้สึกตื่นเต้นกับการไปทำงานอยู่ไหม และกังวลหรือเปล่าที่ต้องรายล้อมไปด้วยคนหน้าใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

ความสงสัยเหล่านี้แอบแวบเข้ามาในหัวเราเป็นประจำทุกครั้งที่เจอพนักงานระดับสูง ซึ่งอยู่กับบริษัทมานาน แต่ช่วงนี้หลายคนไม่ต้องทำงานเป็นสิบๆ ปี ก็ได้สัมผัสความรู้สึกนั้นแล้ว

เพราะในช่วงที่ผ่านมา เพื่อนร่วมงานทยอยลาออกไปทีละคนๆ จนรู้ตัวอีกทีก็เหลือเราคนเดียวที่ยังทำงานอยู่!

Advertisements

จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อย่างไร เมื่อจู่ๆ เราก็กลายเป็น ‘พนักงานเก่า’ รายล้อมไปด้วยน้องใหม่ทั้งๆ ที่ตัวเราเองยังทำงานได้แค่ไม่กี่ปี 

Nihar Cchaya โค้ชผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับผู้นำของบริษัทใหญ่ๆ อย่าง American Airlines, Coca-cola, GE, และ Dell ได้เขียนบอกเล่าประสบการณ์ และวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเมื่อเราต้องกลายเป็นพนักงานรุ่นเก๋าไว้ดังนี้

1) ให้เวลาตัวเอง

การเปลี่ยนแปลงที่เร็วจนไม่ทันได้ตั้งตัว แอบทำให้เรารู้สึกอยากลาออกตามเพื่อนเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ใจเย็นก่อน! ความรู้สึกนี้อาจเกิดขึ้นเพราะความวิตกกังวลทางสังคมอย่าง ‘FOMO’ (Fear of Missing Out) อยู่ก็เป็นได้

‘เพื่อนที่ลาออกไปคงได้ทำตำแหน่งในฝัน คงมีอนาคตที่สดใสกว่า แถมไม่ต้องเจอปัญหาเดิมๆ แบบที่เราเจออยู่…’ เราจินตนาการความเป็นไปได้อันหอมหวานเหล่านี้ขึ้นมา และเกิดอาการไม่พอใจกับงานตรงหน้า ทั้งๆ ที่จริงแล้วเราไม่รู้เลยว่าความจริงที่เพื่อนต้องเจอเป็นเช่นไร 

สิ่งที่เราควรทำเมื่อสังคมและสภาพแวดล้อมในการทำงานเปลี่ยนไป คือ ให้เวลาตัวเอง

ระหว่างนี้เราอาจตั้งคำถามและย้อนมองดูว่า สิ่งใดบ้างที่ ‘สำคัญ’ กับชีวิตการทำงานของเรา ทั้งในตอนนี้และในอนาคต ‘เป้าหมายด้านอาชีพ’ ของเราคืออะไร และงานที่ทำอยู่นั้นสอดคล้องกับเป้าหมายของเราในอนาคตหรือไม่

เราอาจยังต้องสำรวจด้วยว่าทักษะและความสามารถของเราในตอนนี้มีอะไรบ้าง ยังมีทักษะไหนบ้างที่เรายังต้องพัฒนาและงานที่ทำอยู่สามารถช่วยพัฒนาทักษะนี้ได้หรือเปล่า บางทีเราอาจพบว่า เรากับบริษัทยังมีเป้าหมายเดียวกันและให้ความสำคัญในสิ่งเดียวกันอยู่

ไม่แน่ การมีเวลาได้นั่งไตร่ตรองอาจทำให้ไฟในการทำงานของคุณลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งก็ได้

2) วางแผน “Re-onboard” สำหรับตัวเอง

พนักงานใหม่ที่เข้ามามักจะได้ผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า “Onboarding” ซึ่งก็คือโปรแกรมอบรมและพัฒนาพนักงานใหม่ให้เข้าใจวัฒนธรรมขององค์กร ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม การทำงาน และเพื่อนร่วมงานได้

การเรียนรู้นี้ได้จุดประกายความเป็นไปได้ต่างๆ ให้แก่พนักงานใหม่ ไม่แปลกที่พวกเขาจะรู้สึก ‘ไฟแรง’ เต็มไปด้วยไอเดียใหม่ๆ ไร้ขีดจำกัด และตื่นเต้นในการตื่นมาทำงานทุกๆ เช้า

พนักงานเดิมอย่างเราที่อยู่มาสักพักเรียกได้ว่าเป็นขั้วตรงข้าม เรารู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการทำงานเพราะความเคยชิน และเราสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ น้อยลงเพราะประสบการณ์สอนมาว่าบางอย่างเป็นไปไม่ได้ 

Advertisements

จะดีกว่าไหมถ้าเราจุดไฟตัวเองขึ้นมาใหม่ด้วยการจัดโปรแกรม “Re-onboarding” ให้ตัวเอง

การทำความรู้จักกับบริษัท ขั้นตอนการทำงาน และเป้าหมายอีกครั้ง อาจทำให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ กระตุ้นเราให้กระตือรือร้นพอๆ  กับคนรอบข้าง และจุดไฟในการทำงานของเราขึ้นมาใหม่

3) เป็นทั้งครูและนักเรียน

ในฐานะพนักงานเก่าที่มีประสบการณ์ เราต้องสอนงานบางอย่างให้พนักงานที่เข้ามาใหม่ แม้จะฟังดูน่าเบื่อบ้าง แต่เราก็ได้ประโยชน์จากหน้าที่นี้หลายอย่าง เช่น การทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ และการได้ทวนขั้นตอนการทำงานให้ละเอียดอีกครั้ง ระหว่างนี้เราอาจค้นพบโดยบังเอิญว่าขั้นตอนบางอย่างเป็นปัญหา ต้องการการแก้ไข หรือบางขั้นตอนมีวิธีการทำงานที่ดีกว่านี้

แต่นั่นหมายความว่าเราต้องรับหน้าที่เป็น “ครู” สอนงานและถ่ายทอดงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหรือ ไม่ใช่เช่นนั้นเสมอไป เราสามารถเป็น “นักเรียน” และใช้โอกาสนี้เรียนรู้แง่มุมใหม่ๆ จากพนักงานใหม่ เพื่อนำมาปรับใช้ บางทีคนหน้าใหม่เหล่านี้อาจมีไอเดียเด็ดๆ ที่เรามองไม่เห็นเพราะถูกแนวคิดแบบ ‘ก็ทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว’ บังตาอยู่

Nihar Cchaya ผู้เขียนเล่าว่าเขาเคยให้คำปรึกษาหัวหน้าคนหนึ่งที่ทำงานในบริษัทเดิมมา 25 ปี หัวหน้าคนนี้วางแผน “Re-onboarding” ภายใน 90 วันขึ้นมา โดยโฟกัสไปที่ปัจจัยสู่ความสำเร็จ (Key Success Factor) อย่างวัตถุประสงค์ แผนการ การปฏิบัติงาน และการพัฒนาบุคลากร จากนั้นเขาก็ลิสต์รายชื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) คนสำคัญ ทั้งที่ตำแหน่งสูงกว่าเขา เท่ากับเขา และต่ำกว่าเขา ก่อนจะนัดพบพูดคุยกับบุคคลเหล่านั้นเพื่อทำความเข้าใจเป้าหมายและการทำงานของแต่ละฝ่ายว่าตรงกันอยู่ไหม

เพียงแค่เดือนเดียว เพื่อนร่วมงานต่างรู้สึกประทับใจกับแผน Re-onboarding ของเขาและเป็นฝ่ายถามข้อเสนอแนะจากเขาบ้าง ส่วนตัวเขาเองก็รู้สึกมีแรงใจในการทำงานมากขึ้น มองโลกในแง่ดี และยืดหยุ่นมากขึ้น 

mm2021

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนตระหนักดีว่าการอยู่บริษัทเดิมนานๆ มี ‘ข้อเสีย’ เช่นกัน อย่างปัญหาความกดดันด้านค่าจ้าง (Salary Compression) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทให้เงินเดือนเริ่มต้นพนักงานใหม่ๆ สูงกว่า เพื่อดึงดูดให้คนที่มีความสามารถเข้ามาทำงานในบริษัท และต่อให้เราทำงานมานานแค่ไหน เงินเดือนอาจไม่สามารถแตะขึ้นไปสูงถึงฐานของคนที่เข้ามาใหม่เลยด้วยซ้ำ

หากทำตามวิธีต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วยังรู้สึกคับอกคับใจและหมดแรงบันดาลใจ อาจต้องพิจารณาเรื่องการย้ายงาน อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าบริษัทปัจจุบันก็เป็นหนึ่งใน ‘ตัวเลือก’ ของเรา ก่อนตัดสินใจ ลองเปรียบเทียบดูก่อนว่าที่ไหนจะช่วยให้เราเติบโตได้ดีกว่า และสอดคล้องกับอนาคตของเรามากกว่า  อย่ารีบเผาสะพานความสัมพันธ์กับบริษัทเดิม เพราะวันหนึ่งเราอาจมีโอกาสได้กลับมาทำงานที่เดิมอีกก็เป็นได้

ในสังคมที่มีการแข่งขันสูงเช่นปัจจุบัน การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการมาของคนหน้าใหม่และการจากไปของเพื่อนร่วมงานที่เราคุ้นเคย สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อเราทั้งในด้านการทำงานและด้านสังคม หวังว่าวิธีการรับมือนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่กำลังเผชิญกับการสถานการณ์นี้อยู่

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ
อยากให้ผลงานออกมาดีกว่าเดิมไหม? ลองเพิ่ม ‘คนหน้าใหม่’ เข้าทีมดูสิ!
ปรับตัวได้ดี จึงไปได้ไกล! รู้จักกับ “Situational Adaptability”

อ้างอิง
https://bit.ly/3Eo9VHZ

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#softskill
#teammanagement

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

อาจถึงกับต้องหยุดบิน?! สายการบินสหรัฐฯ พบสัญญาณ 5G เข้าไปรบกวนการทำงานของเครื่องบิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหล่า CEO ของสายการบินชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง American Airlines, Delta Air Lines, United Airlines, Alaska Airlines และสายการบินอื่นๆ อีกมากมาย ได้ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงหน่วยงานของสหรัฐฯ ที่กำกับดูแลด้านการบินหลายหน่วยงานเพื่อ แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตั้งเสาปล่อยสัญญาณ 5G

ฝึกสมองให้สร้างสรรค์กว่าใคร! สรุปบทเรียนจากหนังสือ “Creative Acts For Curious People”

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ความขาดแคลน โลกร้อน ความขัดแย้งทางการเมือง ไปจนถึงโรคระบาด แม้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังช้ากว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของปัญหาอยู่ดี

Walmart ซุ่มเงียบ! เตรียมพัฒนาเทคโนโลยี พาค้าปลีกสู่โลก Metaverse

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า Walmart บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐฯ กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการเพื่อเข้าสู่โลก Metaverse อย่างเงียบๆ หลังมีการเปิดเผยว่า Walmart ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้าหลายรายการที่สื่อให้เห็นว่าบริษัทเตรียมที่จะขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจสู่การจัดตั้งคริปโทเคอร์เรนซี และออก Non-fungible Token (NFT) เป็นของตัวเองในอนาคต
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน

Related Articles

อาจถึงกับต้องหยุดบิน?! สายการบินสหรัฐฯ พบสัญญาณ 5G เข้าไปรบกวนการทำงานของเครื่องบิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหล่า CEO ของสายการบินชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง American Airlines, Delta Air Lines, United Airlines, Alaska Airlines และสายการบินอื่นๆ อีกมากมาย ได้ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงหน่วยงานของสหรัฐฯ ที่กำกับดูแลด้านการบินหลายหน่วยงานเพื่อ แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตั้งเสาปล่อยสัญญาณ 5G

ฝึกสมองให้สร้างสรรค์กว่าใคร! สรุปบทเรียนจากหนังสือ “Creative Acts For Curious People”

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ความขาดแคลน โลกร้อน ความขัดแย้งทางการเมือง ไปจนถึงโรคระบาด แม้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังช้ากว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของปัญหาอยู่ดี

Walmart ซุ่มเงียบ! เตรียมพัฒนาเทคโนโลยี พาค้าปลีกสู่โลก Metaverse

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า Walmart บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐฯ กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการเพื่อเข้าสู่โลก Metaverse อย่างเงียบๆ หลังมีการเปิดเผยว่า Walmart ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้าหลายรายการที่สื่อให้เห็นว่าบริษัทเตรียมที่จะขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจสู่การจัดตั้งคริปโทเคอร์เรนซี และออก Non-fungible Token (NFT) เป็นของตัวเองในอนาคต

เมื่อ Work-Life ไม่ Balance คุณกำลัง “ทำงานเพื่อใช้ชีวิต” หรือ “มีชีวิตเพื่อทำงาน” กันแน่?

“Work to Live” หรือ “Live to Work” ทุกวันนี้เรากำลังทำงานแบบไหนกันอยู่… นี่คงเป็นคำถามที่ค้างคาในใจเราตลอดชีวิตการทำงาน หลายคนมักถามตัวเองอยู่เสมอว่า สรุปแล้ว ตัวเราในตอนนี้ทำงานไปเพื่อใช้ชีวิตอยู่ต่อ หรือว่าเรากำลังมีชีวิตไว้เพื่อทำงานกันแน่

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า