SOFT SKILLไม่อยากทำงาน แต่ก็ต้องทำ! ลอง 10 วิธีที่จะทำให้คุณมี "ความสุขในการทำงาน" มากขึ้น

ไม่อยากทำงาน แต่ก็ต้องทำ! ลอง 10 วิธีที่จะทำให้คุณมี “ความสุขในการทำงาน” มากขึ้น

ถ้าคุณทำงานวันละ 8 ชั่วโมงต่อวัน ก็เท่ากับว่าคุณทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จากเวลาทั้งหมด 168 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นับได้เลยว่าเวลากว่า 1 ใน 3 ของชีวิตคุณใช้ไปกับการทำงาน! คงจะดีไม่น้อยหากการไปทำงานของเราเป็นเรื่องสนุก ไม่ว่าจะเพราะเนื้องานเอง หรือเพราะเพื่อนร่วมงาน

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมี ‘ความสุข’ ในที่ทำงาน

หลายๆ คนโชคร้ายเพราะงานที่ทำก็ไม่ชอบเท่าไหร่ หัวหน้าก็ใจร้าย แถมเพื่อนร่วมงานดันนิสัยแย่อีก อย่าให้ต้องถึงวันจันทร์เลย แค่วันอาทิตย์กลางคืนเราก็รู้สึกอยากร้องไห้แล้ว!

Advertisements

พอจะมีวิธีไหนบ้างที่ทำให้การไปทำงานเป็นเรื่องสนุกขึ้นมาได้ วันนี้ Mission To The Moon ได้สรุป “10 วิธีที่จะช่วยให้เรามีความสุขในการทำงาน” มาแบ่งปันทุกคน ให้เรานำไปปรับใช้แล้วเปลี่ยนชีวิตการทำงานของเราให้มีสีสันมากขึ้น

แต่ก่อนอื่นเราไปดูกันก่อนดีกว่าว่าการมีความสุขในการทำงานสำคัญอย่างไร

ทำงานอย่างมีความสุขนั้นสำคัญไฉน

อย่างที่บอกไปว่าเราใช้เวลากว่า 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการทำงาน หากช่วงเวลาเหล่านี้มีความสุขก็จะดีกับสุขภาพจิตของเราไม่น้อย ความสุขโดยรวมด้านอื่นๆ ในชีวิตก็จะเพิ่มขึ้นตามด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ หากเรามีความสุขในงานที่ทำ มีโอกาสว่าเราจะ ‘ประสบความสำเร็จ’ ในหน้าที่การงานเพิ่มขึ้นด้วย เพราะมีงานวิจัยหลายงานแสดงให้เห็นว่า หากคนเรามีความสุขในการทำอะไรบางอย่าง เราจะเรียนรู้และทำมันได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การทำงาน หรือการฝึกฝนทักษะต่างๆ

ในแง่ของผลิตภาพ (Productivity) ก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อพนักงานมีความสุข มีแนวโน้มว่าทั้งทีมจะกระตือรือร้นมากกว่า สร้างสรรค์มากกว่า และทำงานได้มากกว่า การศึกษาจาก Saïd Business School แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบว่า พนักงานที่มีความสุขนั้นทำงานได้มากขึ้นถึง 13% เลยทีเดียว และหากงานของพวกเขาเป็นงานบริการ พลังงานความสุขเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังลูกค้า ทำให้ลูกค้าประทับใจกับการบริการและมีความพึงพอใจสูงขึ้นตามไปด้วย

เรียกได้ว่าหากพนักงานมีความสุข ทั้งเพื่อนร่วมงาน บริษัท และลูกค้าก็มีความสุขตาม

10 แนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญ “จะทำงานอย่างไรให้มีความสุข”

แซ็ก โฮล์มควิสต์ อดีตผู้ก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายประสบการณ์การทำงานแห่ง Teem บริษัทซอฟต์แวร์ของ WeWork บอกว่า “การทำงานย่อมก่อให้เกิดความเครียด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความสุขไม่ได้ มันฟังดูเป็นเรื่องยากก็จริง แต่ความสุขของทั้งหัวหน้าและลูกน้องนั้นสำคัญอย่างยิ่ง ในการป้องกันการเบิร์นเอาท์ เพิ่มความสร้างสรรค์ และเพิ่มผลิตภาพการทำงาน เราต้องมั่นใจว่าเรากำลังทำงานในสภาพแวดล้อมที่เราเติบโตได้”

ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่า แซ็ก โฮล์มควิสต์ และคนอื่นๆ จะมีแนวคิดอย่างไรบ้างที่ช่วยให้การทำงานของพวกเขามีความสุขขึ้น

1) โฟกัสเรื่องการพัฒนาความสามารถ

การจะมีความสุขในที่ทำงานนั้นขึ้นอยู่กับว่า เรามองงานที่ทำและคนที่เราทำงานด้วยอย่างไร ไม่ต่างจากประสบการณ์อื่นๆ ในชีวิตเลย หากเราโฟกัสเรื่องการพัฒนาความสามารถ เราก็จะมีความสุขได้ทุกครั้งเมื่อได้ ‘เรียนรู้’ และได้ ‘เติบโต’ ในที่ทำงาน ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเสร็จตรงเวลา ได้รับคำชมจากหัวหน้า ได้พัฒนาทักษะ ได้ลงเรียนคอร์สต่างๆ หรือการได้เลื่อนขั้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีความสุขขึ้นได้ หากเราโฟกัสกับมัน

2) ตามหาว่าอะไรคือ ‘แรงบันดาลใจ’ สำหรับเรา

หลายๆ คนไม่มีความสุขในที่ทำงานเพราะไม่รู้สึกถึงแรงบันดาลใจนั่นเอง เราไม่รู้ว่างานของเรามี ‘ความหมาย’ อย่างไร หรือ ‘ความสัมพันธ์’ ระหว่างเรากับทีมมีค่าบ้างไหม หากมีเวลาเราอาจลองนั่งพิจารณาดูว่า นิยามความสุขและความสำเร็จของเราคืออะไร และเราจะเชื่อมโยงมันกับงานที่เราทำได้ไหม 

อาจฟังดูอุดมคติมากๆ แค่ตามหาความหมายก็มีความสุขได้แล้วงั้นหรือ งานวิจัยของอดัม แกรนท์ ศาสตราจารย์และนักเขียนชื่อดังพบว่า หากเราตระหนักรู้ว่างานของเรามีความหมาย เรามักจะมีความสุขมากขึ้นและทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ในขณะเดียวกัน ยิ่งเรารู้สึกว่า ‘ทำไปก็ไม่มีความหมาย’ เรายิ่งไม่มีแรงบันดาลใจในการทำงาน

3) ตามหาว่าอะไร ‘ดูดพลัง’ เราไป!

บางทีเราอาจไม่ได้เกลียดงานที่ทำทั้งหมด เราอาจแค่ไม่ชอบ ‘บางขั้นตอน’ เท่านั้น!

ซาราห์ กรีนเบิร์ก นักจิตบำบัดและโค้ชแห่ง BetterUp บริษัทที่ปรึกษาด้านการพัฒนาตนเองชื่อดัง แนะนำว่า ใช้เวลาสัก 3 วัน ในการลองเขียนงานที่ต้องทำอย่างละเอียด ไม่ว่าจะงานเล็ก งานใหญ่ การประชุม หรือการพูดคุยกับคน เขียนลงไปให้หมด จากนั้นก็ให้คะแนนว่า งานไหนทำแล้วรู้สึกดี งานไหนที่ทำแล้วสูบพลัง 

ใช้เวลา 3 วัน ในการจดอย่างละเอียด จากนั้นมาวิเคราะห์ตารางคะแนนของเราดูว่า เราพอจะเปลี่ยนวิธีการทำงานที่สูบพลังได้ไหม จะทำอย่างไรให้เราเหนื่อยน้อยลง หรือว่าทำงานนั้นน้อยลง (อย่างเช่น ทำงานกับเพื่อน A แล้วไม่มีความสุขเลย เราอาจลองคุยกับหัวหน้าทีมว่าขอทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานคนนั้นน้อยลงได้ไหม) ส่วนงานที่เราทำแล้วรู้สึกดี มีวิธีไหนที่เราพอจะทำสิ่งนั้นได้มากขึ้นบ้าง

Advertisements

4) พักสักนิดจิตแจ่มใส

บางครั้งงานยุ่งจนลืมพักก็เป็นตัวการที่ทำให้เราไม่มีความสุขได้ ลองจัดตารางหาเวลาพักให้ตัวเองสัก 10-15 นาที เราอาจจะแอบหลบไปนั่งสมาธิ เดินเล่น ฟังเพลง และยืดเส้นยืดสายอยู่คนเดียว การมีเวลาให้ ‘ตัวเอง’ นี่แหละ จะช่วยให้เรารู้สึกมั่นคงมากขึ้นและเครียดน้อยลง

5) สมุดบันทึก ‘ความสำเร็จ’

ทุกคนล้วนเคยสงสัยในตัวเองกันทั้งนั้น เราเก่งจริงหรือเปล่า งานที่ทำนี้พัฒนาทักษะเราจริงไหม หรือถ้าย้ายไปทำงานอื่น เราจะได้พัฒนาตัวเองมากขึ้นไหม คำถามนับร้อยผุดขึ้นมาในหัวเมื่อเราเริ่มไม่มีความสุขกับการทำงาน

อย่าปล่อยให้อารมณ์พาเราด่วนตัดสินใจหรือสงสัยในความสามารถของตัวเอง! ลองหาสมุดสักเล่มมาจดบันทึกสิ่งดีๆ เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจดู ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในหน้าที่การงาน คำชมจากหัวหน้า คำขอบคุณจากเพื่อนร่วมงาน หรือช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าเราทำงานได้ดี

หากวันไหนท้อใจเราจะได้เปิดอ่านสมุดเล่มนั้นดู เพื่อย้ำเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเราก็เจ๋งไม่แพ้ใคร

6) เตือนสติตัวเองว่า ‘ทำไม’ ถึงเลือกทำงานนี้ตั้งแต่แรก

ตอนก่อนเริ่มงาน เราล้วนมีเหตุผลในการเลือกทำงานที่ทำอยู่ทั้งนั้น แต่เมื่อทำงานไปสักพักและต้องเจอกองงานอันมหาศาล เราอาจเครียดจนลืมเป้าหมายว่าจริงๆ เราทำงานเพื่ออะไร

7) มีระเบียบวินัยต่อการพักผ่อนและดูแลตัวเองด้วย!

มนุษย์บ้างานหลายๆ คนมักจะทุ่มเทเต็มที่ เข้างานตรงเวลาและอยู่ยันดึกดื่นเพื่อทำงานให้เสร็จ เอางานเป็นเรื่องหลักและการดูแลตัวเองเป็นเรื่องรอง ทั้งๆ ที่จริงแล้วเราควรดูแลทั้งสองอย่างให้สมดุลกัน

พลังงานของเราก็เหมือนกับน้ำในแก้ว หากน้ำในแก้วเหลือน้อยเราก็ไม่สามารถดับกระหายให้ใครได้ ดังนั้นเราควรดูแลตัวเอง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำบ่อยๆ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อรักษาระดับพลังงาน ความสามารถและความสุขในการทำงานของเราให้เต็มหลอดอยู่เสมอ

ถ้าเราไม่พักผ่อน เราจะเอาแรงที่ไหนไปทำงานจริงไหม?

8) อย่าพร้อมตอบเรื่องงานตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่มีวันหยุด

เลิกได้เลิก! นิสัยตอบแชตงานในวันหยุด หากถึงเวลาพักเราควรพักจริงๆ ราวกับปิดสวิตช์สมองสำหรับทำงานไปเลย ที่สำคัญองค์กรที่ดีไม่ควรทำให้พนักงานรู้สึกว่าต้อง Always-on หรือสแตนด์บายพร้อมตอบอยู่ตลอดเวลา เพราะความลับของการสร้างผลงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นคือ ‘ความสุข’ ของพนักงาน ไม่ใช่ ‘จำนวนชั่วโมง’ ที่ทำงานไป

9) สร้างความสัมพันธ์จริงๆ ในที่ทำงาน

งานวิจัยพบว่าการมีมิตรภาพที่ดีในที่ทำงานนั้นสำคัญต่อความสุขในระยะยาวของชีวิตอย่างมาก! อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเราใช้เวลากว่า 1 ใน 3 ของชีวิตในที่ทำงานเลย ดังนั้นการมีมิตรภาพที่ดีไว้คอยให้คำปรึกษา บ่น เล่นมุกตลก ให้กำลังใจ หรือพากันไปสังสรรค์หลังเลิกงานก็ช่วยให้ชีวิตในที่ทำงานของเราดีขึ้นไม่น้อย

ส่วนใครที่เจอเพื่อนร่วมงาน Toxic ให้อยู่ห่างจากพวกเขาไว้ เพราะบางทีการมองโลกในแง่ลบและการบ่นตลอดวันจากคนเหล่านี้นี่แหละ ที่คอยกลืนกินความสุขในการทำงานของเรา 

10) คุยกับเจ้านายบ่อยๆ

ในขณะที่เราก้มหน้าทำแต่หน้าที่ของเราในแต่ละวัน หัวหน้าหรือเจ้านายมักจะเป็นคนที่มองเห็นภาพใหญ่ หากเรารู้สึกหมดไฟ การคุยกับคนเหล่านี้จะช่วยให้เรามองเห็นเป้าหมายชัดเจนอีกครั้ง (ทั้งขององค์กรและของเราเอง) ที่สำคัญเราอาจได้เรียนรู้อย่างอื่นเพิ่มเติม เช่น มุมมองใหม่ๆ จากคนที่มีประสบการณ์มากกว่า หรือผลดีจากการทำงานของเราที่ตัวเราอาจไม่เคยทราบ

ถ้าเลือกได้ หลายๆ คนคงอยากจะใช้ชีวิตที่ไม่ต้องทำงานและมีความสุขกับชีวิตในแบบของตัวเอง แต่เราไม่สามารถเลือกเดินหนีจากสังคมทุนนิยมได้ทันทีทันใดขนาดนั้น หากตัวเลือกของเรามีไม่มากและยังต้องทำงาน 9 โมงเช้า – 5 โมงเย็น ทุกจันทร์ – ศุกร์ มาลองตั้งใจทำชีวิตการทำงานของตัวเองให้มี ‘ความสุข’ มากขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย บางทีด้านอื่นๆ ในชีวิตเราอาจมีความสุขตามขึ้นมาด้วยก็ได้นะ

อ้างอิง
https://bit.ly/3krJjxk
https://bit.ly/3qrVIWb

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#softskill

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

Metaverse กับการช่วยเหลือจิตใจ มุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไป

“แต่จริงๆ แล้ว Metaverse อาจช่วยชีวิตคนก็เป็นได้” นี่อาจฟังดูเป็นประโยคที่เป็นไปไม่ได้จากอีลิตที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้ว Metaverse สามารถทำให้เราเข้าใจและรับมือกับความเจ็บปวด ความเศร้าและอคติในสังคมได้มากขึ้น

Arcane ผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ จากค่ายเกมที่ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม!?

เปิดจักรวาลความบันเทิงครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กับซีรีส์ที่หยิบยกเนื้อหามาจากเกม LoL (League of Legends) โดย Riot Games ค่ายเกมผู้ถูกตั้งแง่โดยแฟนๆ ว่า “ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม” แต่ตามทฤษฎีได้บอกไว้ว่า “เกมไหนกาก แปลว่าเกมนั้นดัง” ดังนั้นจึงไม่น่าห่วงอะไร (มั้ง!?)

ไม่แปลกที่จะ “แปลก” เมื่อความแปลกมีพลังกว่าที่คิด!

วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดี กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan ที่จะมาเปลี่ยน “ความแปลก” ของเราให้กลายเป็นพลัง และสอนให้เราเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ไปดูเรื่องราวโดยสรุปของหนังสือเล่มนี้กัน
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน