SOCIETYแนวคิดแบบโรแมนติก (Romanticism) สร้าง "กับดักในความรัก" อย่างไร

แนวคิดแบบโรแมนติก (Romanticism) สร้าง “กับดักในความรัก” อย่างไร

คนรักของคุณโรแมนติกไหม?

เมื่อถามคำนี้คุณอาจกำลังใคร่ครวญว่า คนรักของคุณเคยซื้อดอกไม้ให้หรือเปล่า ทำเซอร์ไพรส์ในวันสำคัญไหม หรือพาคุณไปดินเนอร์ในวันครบรอบมากี่ปีแล้ว เพราะดูเหมือนว่าความโรแมนติกนั้นจะผูกโยงอยู่กับสิ่งที่คนรักกระทำให้กันเป็นส่วนใหญ่

แต่จริงๆ แล้ว “ความโรแมนติก” นั้นแทรกซึมอยู่ในชีวิตของเรา ซึ่งไม่ใช่เพียงการมอบดอกไม้ ทานข้าวกลางแสงดาวระยิบระยับ หรือเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานในโรงหนัง แต่มันกลมกลืนอยู่ในความเชื่อว่าเราต้องประสบความสำเร็จในความรัก ค้นพบคู่แท้ ไปจนถึงความคาดหวังในเรื่องของเซ็กส์!

ความคิด ความเชื่อ ตลอดจนรูปแบบการดำเนินชีวิตของเรานั้นได้รับอิทธิพลมาจากขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมในสังคมต่างๆ ในสังคมแต่ละยุคสมัย ซึ่งแนวคิดเรื่องความรัก (และคนรัก) ก็ได้รับอิทธิพลมาเช่นกัน โดยแนวคิดหนึ่งที่ส่งผลต่อรูปแบบความรักมาจนถึงทุกวันนี้ ก็คือแนวคิดแบบโรแมนติก หรือ Romanticism ที่ก่อกำเนิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 โดยถ่ายทอดผ่านผลงานศิลปะหลายแขนงไปทั่วทุกมุมโลก และส่งอิทธิพลต่อมุมมองการใช้ชีวิตโดยเฉพาะในด้านความรักของผู้คน ซึ่งยังคงตกทอดมาถึงปัจจุบัน


แล้วแนวคิดแบบโรแมนติกหรือ Romanticism มีอิทธิพลต่อความรักอย่างไร?
.
หนังรักที่พระเอกนางเอกได้แต่งงานและใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข เพลงรักที่บอกว่าเราคนสองคนจะรักกันตลอดไป หรือนวนิยายที่ตัวละครต่างตกหลุมรักเมื่อแรกพบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น
ภาพสะท้อนของความรักจากแนวคิดแบบโรแมนติกทั้งสิ้น หากดูเผินๆ แล้วมุมมองดังกล่าวก็เหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่า Romanticism ได้ประกอบสร้างอุดมคติด้านความรักไว้มากมาย
.
ซึ่ง “Alain de Botton” นักเขียนเจ้าของหนังสือ “The Course of Love” ได้อธิบายถึงอิทธิพลของแนวคิดแบบโรแมนติก ที่มีต่อทัศนคติเรื่องความรักของผู้คนในปัจจุบัน ไว้ในบทความเรื่อง “How Romantic Ideas Destroy Your Chance at Love” ดังนี้


แนวคิดแบบโรแมนติกนั้นคาดหวังต่อการแต่งงานอย่างมาก (Romanticism is deeply hopeful about marriage.)

แนวคิดแบบโรแมนติกมีมุมมองว่า การแต่งงานจะทำให้เราตื่นเต้นกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ไปตลอดชีวิต ความรู้สึกที่เราคุ้นเคยเมื่อตอนแรกคบกันหรือจีบกันใหม่ๆ จะคงอยู่ไปตลอดชั่วชีวิตหลังจากที่เราได้แต่งงาน ซึ่งเป็นการผสมผสานความหลงใหลในความรักเข้ากับการแต่งงาน ทำให้เกิดมุมมองว่า การแต่งงานคือจุดเริ่มต้นของความรักอันเร่าร้อนและน่าตื่นเต้นตลอดเวลา


แนวคิดแบบโรแมนติกมองว่าความรักกับเซ็กส์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน (Romanticism unites love and sex.)
.
ก่อนการมาถึงของแนวคิดแบบโรแมนติก ผู้คนมีแนวความคิดว่า คนเราไม่จำเป็นจะต้องมีเซ็กส์กับคนที่เรารักเพียงเท่านั้น ในทางกลับกัน เราก็อาจจะรักใครสักคนโดยไม่จำเป็นต้องมีเซ็กส์ด้วยกันก็ได้ แต่แนวความคิดแบบโรแมนติกนั้นยกระดับเซ็กส์ให้เป็นการแสดงออกด้านความรักที่เข้มข้น (โดยผูกโยงเซ็กส์เข้ากับความสัมพันธ์) และเซ็กส์ที่สุขสมหวังนั้นหมายถึงคุณภาพของความสัมพันธ์ที่ดี


แนวความคิดแบบโรแมนติกนั้นมองว่า รักแท้คือจุดสิ้นสุดของความโดดเดี่ยวทุกรูปแบบ (Romanticism proposes that true love must mean an end to all loneliness.)

แนวความคิดแบบโรแมนติกมักนำเสนอว่า คู่แท้ของเราจะเข้าใจเราในทุกๆ เรื่องแบบไม่มีเงื่อนไขและแทบจะไม่ต้องเอ่ยปากถามเราสักคำ คนรักจะสอดประสานเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของเรา ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติพิเศษของนิยามคำว่า “รักแท้”


แนวคิดแบบโรแมนติกเชื่อว่าควรจะให้ “ความรู้สึก” นำพาการเลือกคู่ครองของชีวิตของเรา มากกว่าความสมเหตุสมผลของการใช้ชีวิตร่วมกัน (Romanticism believes that choosing a partner should be about letting oneself be guided by feelings, rather than practical considerations.)

ก่อนหน้านี้ มนุษย์ตกลงปลงใจแต่งงานกันด้วยเหตุผลในการใช้ชีวิต เช่น การขยายธุรกิจ หรือ อำนาจทางการเมือง แต่แนวความคิดแบบโรแมนติกกลับมองว่า เหตุผลที่นำไปสู่การแต่งงานนั้นไม่มีความสำคัญอะไร ตราบใดที่ทั้งสองรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้คือสิ่งที่ชีวิตตามหา นั่นก็เพียงพอในการแต่งงานกันแล้ว


แนวคิดแบบโรแมนติกมองว่า ความรักอันแท้จริงนั้นจะทำให้เรามองข้ามเรื่องเงินทอง หรือนิสัยส่วนตัวเมื่อมีความรัก (Romanticism has a powerful disdain for practicalities and money.)

ด้วยอิทธิพลของแนวความคิดแบบโรแมนติก ทำให้เรามองข้ามเรื่องบางเรื่องที่สำคัญไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเงินทอง ในช่วงแรกของการมีความรัก ผู้คนอาจมองว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นเรื่องที่ไม่โรแมนติก จึงหลีกเลี่ยงที่จะคุยกันเรื่องนี้ หรือนิสัยส่วนตัวที่คู่รักของเราควรปรับปรุง ก็เป็นเรื่องที่คนรักมักหลีกเลี่ยงที่จะคุยกัน


แนวคิดแบบโรแมนติกมองว่า รักแท้คือการรู้สึกดีกับคนรักในทุกๆ แง่มุมของชีวิต (Romanticism believes that true love should involve delighting in a lover in every aspect.)

แนวคิดแบบโรแมนติกนั้นเชื่อว่า “รักแท้” นั้นหมายรวมถึงการยอมรับคนคนหนึ่งได้ทุกอย่าง ดังนั้น หากคนรักของเราหรือตัวเราเองต้อง “ปรับเปลี่ยน” พฤติกรรม ความคิด หรือนิสัยนั้น อาจหมายความว่าความสัมพันธ์ของเรานั้นอาจจะไม่ใช่รักแท้


จากอิทธิพลของแนวคิดแบบโรแมนติก เราจะพบได้ว่า ทัศนคติความรักดังกล่าวอาจกลายเป็นกับดักที่ทำให้คู่รัก “ติดหล่ม” ในความสัมพันธ์ เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ถูกนิยามว่า “ประสบความสำเร็จ” ตามแนวความคิดแบบโรแมนติกนั้นได้มองข้ามข้อบกพร่องทางอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ไป และอาจทำให้เราคาดหวังจากความรักหรือคนรักมากเกินไป จนบั่นทอนความสัมพันธ์ของเรา เช่น

[ ] เราอาจตกหลุมรักใครสักคนในทันที เมื่อคนคนนั้นมีความเพียบพร้อมทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและความงามจากภายใน โดยไม่นำเหตุผลว่าคิดใคร่ครวญ

[ ] เราจะคาดหวังว่า เราต้องสุขสมหวังกับเซ็กส์เสมอเมื่อมีความสัมพันธ์เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เซ็กส์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และปรับปรุงไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่มีความรักให้กันเท่านั้น

Advertisements
[ ] เราอาจคิดว่า เราจะไม่มีทางตกหลุมรักใครได้อีก และเราจะเข้าใจคนรักของเราได้โดยไม่มีข้อแม้ แต่โดยธรรมชาติจริงๆ นั้นมีโอกาสที่เราจะเกิดความรักกับคนอื่นๆ อีกก็ได้ ทำให้บางคนรู้สึกผิดและโทษตัวเองอย่างหนัก

Advertisements
[ ] เราไม่ต้องเรียนรู้วิธีการสื่อสารหรือแสดงออกซึ่งความรัก เนื่องจากเราจะแสดง “ความรู้สึก” ออกมาโดยธรรมชาติ แต่ความเป็นจริงแล้ว ความรักก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆ ไม่มีใครรู้จักมาตั้งแต่ต้น เราสามารถเรียนรู้ ผิดพลาด หรือเติบโตขึ้นได้

[ ] คนรักจะต้องเป็นทุกอย่างสำหรับเรา ทั้งเพื่อนสนิท, คนรัก, พ่อครัว, คู่คิด หรือกระทั่งนักวางแผนทางการเงินส่วนตัว แนวคิดนี้ทำให้เราคาดหวังในตัวของคนรัก คิดว่าเขาต้องเป็นที่พึ่งให้เราได้ทุกเรื่อง


อิทธิพลของแนวคิดแบบโรแมนติกนั้นอาจทำลายความรักของเราอย่างคาดไม่ถึง เพราะมนุษย์นั้นต่างมีบาดแผลและข้อบกพร่อง ความเข้าใจและความเห็นใจซึ่งกันและกันจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก อย่าลืมว่าความรักนั้นมีหลายแง่มุม ไม่ใช่สิ่งที่เป็น “One size fit all” แนวคิดแบบหนึ่ง อาจไม่ได้เหมาะกับความรักของคนทุกคน สิ่งที่เราควรทำคือการมองความรักในแง่จริง พยายามนำเงื่อนไขของเราและคนรักมาพิจารณาความเป็นไปได้ร่วมกัน เพื่อพบเจอรูปแบบความรักที่เหมาะกับคู่ของเราเอง


แปลและเรียบเรียงจาก:
https://bit.ly/3BhjYNS
https://ab.co/3BhepPA
https://bit.ly/3BqO15V
https://bit.ly/3GPbApY


#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#society

Advertisements

LASTEST ARTICLES

LASTEST PODCAST

Photcharadhanai Thirati
ครีเอเตอร์ที่หลงใหลในความแตกต่างและความเปราะบางผู้คน

POPULAR ARTICLES

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า