SOCIETY6 วิธีรับมือกับความกังวล! เมื่อต้องกลับมาทำงานที่ ‘ออฟฟิศ’

6 วิธีรับมือกับความกังวล! เมื่อต้องกลับมาทำงานที่ ‘ออฟฟิศ’

ไม่อยากเจอคนเยอะ?

ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง?

กลัวการออกจากคอมฟอร์ตโซน?

Advertisements

ความกังวลมากมายถาโถมใส่เราทันทีที่มีการคลายมาตรการล็อกดาวน์ และหลายบริษัทเริ่มกลับไปทำงานที่ ‘ออฟฟิศ’ เหมือนเดิม นั่นหมายความว่าชีวิตประจำวันของเรากำลังจะ ‘เปลี่ยน’ ไปด้วย จากที่ได้นอนยัน 8:30 และตื่นมาประชุมทั้งๆ ที่ยังใส่ชุดนอน กลายเป็นต้องตื่นตั้งแต่ตี 5:30 เพื่อรีบออกบ้านก่อนที่รถจะติด

จริงอยู่ที่เราเคยรับมือกับวิถีชีวิตเช่นนี้มาก่อน แต่การห่างหายจากกิจวัตรเดิมๆ ไปนาน ไม่ว่าจะแค่ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็สามารถทำให้เราเกิดอาการ ‘วิตกกังวล’ ขึ้นมาได้ทั้งนั้น!

มาดูกันดีกว่าว่าทำไมเราถึงรู้สึกกลัวการกลับออฟฟิศและมีวิธีไหนที่จะช่วยให้เรารับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้บ้าง

‘ความเปลี่ยนแปลง’ ทำให้เรากังวลได้เสมอ

หลายคนอาจคิดว่าแค่กลับไปใช้ชีวิตเดิมๆ คงไม่ได้หนักหนาอะไร เราเคยใช้ชีวิตออฟฟิศแบบนี้มาก่อนแล้วนี่นา! แต่อย่าลืมว่าช่วงสั้นๆ ที่ผ่านมา เราคุ้นเคยกับกิจวัตรประจำวันในห้องสี่เหลี่ยมไปแล้ว เช่น การตื่นมารดน้ำต้นไม้ การชงชาร้อนๆ ดื่มขณะอ่านข่าวไปด้วย การทานมื้อเที่ยงไปดูซีรีส์ไป หรือการออกไปเดินเพื่อเคลียร์หัวให้โล่ง

“สมองของเราไม่ชอบความไม่แน่นอน” Dr.Judson Brewer ผู้อำนวยการ Mindfulness Center แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์กล่าว กิจวัตรที่เราสร้างมาในช่วงทำงานที่บ้าน แม้ตอนแรกเราอาจไม่ชิน แต่ตอนนี้มันก็กลายเป็นโซนปลอดภัยของเราไปแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ในบ้านเป็นพื้นที่ที่เรา ‘ควบคุมได้’ ต่างกับในออฟฟิศที่เราไม่สามารถบังคับคนและสภาพแวดล้อมได้ จู่ๆ แอร์อาจหนาวขึ้น เพื่อนร่วมงานอาจพูดไม่หยุด เคี้ยวขนมเสียงดัง หรือวีนใส่เรา 

สำหรับมนุษย์ ความคุ้นเคยมักจะให้ความรู้สึกปลอดภัยกว่าเสมอ และสภาพแวดล้อมใหม่ (แม้จะเคยคุ้นชิน) ทำให้เรารู้สึกระแวดระวังอยู่ลึกๆ จนเกิดอาการวิตกกังวลขึ้นมาได้ แม้ว่าการปรับตัวนี้จะเป็นความสามารถพื้นฐานของมนุษย์ แต่ขั้นตอนการปรับตัวนั้น ก็สร้างความเหนื่อยกายเหนื่อยใจได้เหมือนกัน

การกลับไปทำงานในออฟฟิศจึงให้ความรู้สึกไม่ต่างกับการเริ่มงานใหม่ 6 เดือนแรกเลย

หรือมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เรา ‘หลีกเลี่ยง’ การไปทำงานที่ออฟฟิศ

สำหรับผู้ปกครองบางคน การทำงานที่บ้านนั้นหมายความว่าเราได้ใช้เวลากับลูกทั้งวัน เลยอยากหลีกเลี่ยงการกลับออฟฟิศเพราะไม่อยากห่างจากลูก ส่วนคนที่บ้านอยู่ไกลที่ทำงาน อาจเครียดขึ้นมาบ้างเพราะเมื่อต้องเดินทางไปทำงาน นอกจากจะเหนื่อยมากขึ้นแล้วยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก

คนที่มักทานข้าวไม่เป็นเวลาเมื่ออยู่ที่ออฟฟิศ อาจมีเวลาดูแลอาหารการกินของตัวเองมากขึ้นตั้งแต่ล็อกดาวน์ พอต้องกลับออฟฟิศ เลยกังวลว่าสุขภาพที่กำลังดูแลได้ดี ต้องกลับมาแย่อีกแล้ว

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้เรารู้สึกกลัวการกลับไปทำงาน ตั้งแต่นิสัย Introverted ชอบทำงานอยู่ที่บ้าน ไม่ชอบรถติด อยากประหยัดเงิน อยากอยู่กับคนในครอบครัว ฯลฯ แต่ในเมื่อจะต้องกลับไปทำงานจริงๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องตอบ ‘คำถาม’ ตัวเองให้ได้ก่อนว่า ‘เหตุผลที่แท้จริง’ ที่ทำให้เราไม่อยากกลับออฟฟิศคืออะไร

เมื่อได้คำตอบแล้วก็หาวิธีผ่อนคลายความเครียดนั้น หากไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร มาลองเรียนรู้ 6 วิธีรับมือกับความกังวลไปด้วยกันดู

Advertisements

1) ฝึกให้ชิน

หากความกังวลของเราคือเรื่อง ‘การเดินทาง’ ลองหาเวลาว่างสักวันในการซ้อมเดินทางผ่านเส้นทางเดิมๆ ที่ใช้ไปทำงานดู การซึมซับตึกรามบ้านช่องที่คุ้นตาจะช่วยให้เราเตรียมพร้อมกับวันจริงได้ดีขึ้น

คนที่ไม่ชอบ ‘คุยกับคนอื่น’ หรือ ‘ทานข้าวร่วมกับคนอื่น’ ช่วงนี้ระหว่างพักก็ลองอ่านบทความที่พูดถึงเรื่องทักษะ Small Talk ดู (ลองฟังพอดคาสต์ “5 วิธีชวนคุยให้เก่งขึ้น”) เผื่อลองฝึกแล้วจะได้ไม่ตื่นตัวเกินไปเมื่อต้องเจอคนเยอะๆ ในวันจริง

2) พักผ่อนให้เพียงพอ

กลับออฟฟิศวันแรกเหนื่อยแน่นอน! ทั้งการเดินทาง การพูดคุยกับผู้คน และการทำงาน แนะนำว่า 2-3 วันก่อนหน้านั้นให้ออกกำลังกาย เริ่มปรับเวลานอน พักผ่อนให้เพียงพอ และงดการดื่มแอลกอฮอลล์ สภาพแวดล้อมใหม่ๆ กระตุ้นให้เรากังวลมากพอแล้ว อย่าให้ความอ่อนเพลียจากการนอนน้อยหรือดื่มเยอะ มาทำให้ทุกอย่างแย่ไปกว่าเดิมเลย

3) ใจดีกับตัวเองกว่าปกติ

อย่างที่บอกไปว่าการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ อาจปรับตัวยากคล้ายกับ 6 เดือนแรกของการเริ่มงานใหม่เลย เราจะเหนื่อยมากกว่าปกติและประสิทธิภาพในการทำงานอาจยังไม่คงที่ แต่ทุกอย่างจะดีขึ้นในไม่ช้าแน่นอน ระหว่างนี้ก็ใจเย็นกับตัวเองไปก่อนนะ

4) เตรียม ‘เครื่องมือ’ ช่วยผ่อนคลายให้พร้อม

อะไรที่จะช่วยให้เราคลายความกังวลได้บ้าง? ชากลิ่นโปรด ของเล่นเพิ่มสมาธิ (Fidget Toy) หรือหมอนนุ่มๆ ใบเล็กที่เราชอบกอดขณะทำงาน? อย่าลืมหยิบของเหล่านี้ติดมือกลับออฟฟิศไปด้วย เพราะความคุ้นเคยจะช่วยให้เรากังวลน้อยลง

บทความใน The New York Times ได้แนะนำเทคนิคการหายใจที่ชื่อว่า “Five-Finger Breathing” ซึ่งทำได้ง่ายๆ ด้วยการยื่นมือข้างหนึ่งออกไปด้านหน้า กางนิ้วทั้ง 5 ออกมา จากนั้นก็ใช้นิ้วชี้ของมืออีกข้างไล่ตามขอบมือที่กางออกช้าๆ ขณะที่หายใจเข้าออกช้าๆ ไปด้วย (ชมวิธีสอนได้ที่ >> https://youtu.be/67JDaNcX3gE?t=22) วิธีนี้เองจะช่วยให้ความคิดเราวิ่งช้าลง หัวใจเต้นช้าลง เพราะสมองเราโฟกัสที่สัมผัสทางกายและการหายใจแทน

5) บอกตัวเองว่าเราไม่ได้ ‘เริ่มจากศูนย์’

การทำงานที่บ้านเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ เราเรียนรู้ ทดลอง และค้นพบว่าอะไรที่ได้ผลและไม่ได้ผล เราได้พัฒนา ‘กิจวัตรประจำวัน’ ใหม่ๆ ที่ทำให้เรามีความสุขขึ้นมาในระหว่างนั้น เช่น การออกกำลังกายทุก 5 โมงตรง การออกไปเดินเล่นรอบคอนโดตอนเช้า หรือการลุกขึ้นมายืดเส้นทุก 15 นาทีตอนบ่าย พอต้องกลับเข้าออฟฟิศ กิจกรรมที่ทำมาต่อเนื่องเหล่านี้จะต้องชะงักไป จนเรารู้สึกว่าสถิติที่เก็บมามันพังเสียหมด!

ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น แน่นอนว่าเราอาจไม่ได้ออกกำลังกายทุกวันเช่นเคย แต่ตราบใดที่เรายังหาเวลาออกอยู่ในวันที่ทำได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่การดูแลสุขภาพแล้ว ความถี่ที่น้อยลงนั้นไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมามันไม่มีค่าอะไรเลย

ส่วนกิจกรรมบางอย่างที่สามารถปรับไปทำที่ออฟฟิศได้ ก็ลองนำไปปรับดู อย่างการลุกขึ้นมาขยับตัว ยืดเส้นยืดสาย หรือออกไปเดินเล่นให้สมองโล่ง

6) ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

ในช่วงล็อกดาวน์ เราหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต ทั้งอาการใหม่ที่พึ่งเคยเป็น และโรคเดิมๆ แต่เป็นหนักขึ้น สำหรับคนกลุ่มนี้ การปรับตัวกลับมาออฟฟิศอาจเป็นเรื่องยากเป็นพิเศษ หากเป็นไปได้ การปรึกษาหัวหน้าหรือ HR ก็เป็นตัวช่วยที่ดี เพราะการพูดคุยอาจนำมาซึ่งทางออกที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย เช่น มีมาตรการเริ่มกลับออฟฟิศสัปดาห์ละ 2 วันก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ ปรับเพิ่มตามเวลา 

ช่วงเวลาแห่งการปรับตัวนั้น ‘ยาก’ สำหรับทุกฝ่าย โดยเฉพาะเหตุการณ์ตอนนี้ ที่เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะกลับไปออฟฟิศได้นานไหม หรือสถานการณ์โควิดจะแย่ลง จนต้องกลับไปทำงานที่บ้านกันอีกรอบหรือเปล่า ดังนั้นจงยืดหยุ่นกับตัวเอง กับคนรอบข้าง และกับพนักงานของเราให้มาก มาเป็นกำลังใจให้กันและกันจนกว่าทุกอย่างจะดีขึ้นนะ

อ้างอิง
https://bit.ly/3A15yAa
https://nyti.ms/3tuuPjG

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#society

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

13 พฤติกรรมเล็กๆ ที่กินเวลาคุณโดยไม่รู้ตัว

เลย เวลาแสนมีค่าของเราหมดไปกับอะไรกันนะ ถ้าเรากำลังสงสัยว่า “เวลาหายไปไหน”ลองมาดูสถิติจาก Statista (2021) กันหน่อยดีกว่า… Statista บอกว่า คนทั่วโลกใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียเฉลี่ยเกือบ 3 ชั่วโมงต่อวัน แต่นอกจากโซเชียลมีเดียแล้ว พฤติกรรมเล็กๆ ที่เราอาจคิดไม่ถึง ก็สามารถกินเวลาเราไปเรื่อยๆ เมื่อมันประกอบกับพฤติกรรมอื่นๆ ในชีวิต

ธุรกิจเสริม ช่องทางการเงินที่ 2 เส้นทางสู่เป้าหมายในชีวิตของมนุษย์เงินเดือน

คุณมีความฝันกันหรือไม่?ฝันที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองฝันที่อยากจะสร้างรายได้ทางการเงินเองเชื่อว่าหลายคนที่เป็นชาวออฟฟิศ เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่อยากจะเติมเต็มความฝันเหล่านี้ของตัวเอง จึงพยายามที่จะหารายได้เสริมจากงานประจำ ผ่านการทำ “งานเสริม” นั่นเองการทำงานเสริมจริงๆ แล้วก็ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นมาใหม่อะไร แต่แค่ประจวบเหมาะกับการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้อาชีพของการทำงานเสริมนั้นหลากหลายและเข้าถึงได้มากขึ้น บางคนตอนกลางวันอาจจะเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่ตกเย็นก็มีอีกบทบาทหนึ่งที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นติวเตอร์สอนหนังสือ หรือเป็นคนขับดิลิเวอรี โดยเฉพาะอาชีพสุดฮิตที่คนจำนวนไม่น้อยได้เข้าทำเป็นงานเสริม อย่างการขายของออนไลน์ ที่ในปัจจุบันมีขายแทบจะทุกอย่างที่สามารถขายได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องสำอาง หรือสินค้าเครื่องใช้ของตกแต่งบ้าน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทักษะที่ตัวเองมี อย่างการทำขนม หรืออาหารขายผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่แปลกเลยว่าทำไมยุคนี้ เวลาเราหันไปทางไหนๆ...

จำนวนประชากรเกิดใหม่ลดลง ทำไมถึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายประเทศ?

จำนวนประชากรเกิดใหม่ลดลง ทำไมถึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายประเทศ? สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ (25 ม.ค. 22) ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร ผอ.ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก Por Tunyawat ที่แสดงให้เห็นว่าอัตราการเกิดใหม่ของเด็กมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปี 2021 ที่มีเด็กเกิดใหม่เพียงแค่ 500,000 คนเท่านั้น
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน

Related Articles

13 พฤติกรรมเล็กๆ ที่กินเวลาคุณโดยไม่รู้ตัว

เลย เวลาแสนมีค่าของเราหมดไปกับอะไรกันนะ ถ้าเรากำลังสงสัยว่า “เวลาหายไปไหน”ลองมาดูสถิติจาก Statista (2021) กันหน่อยดีกว่า… Statista บอกว่า คนทั่วโลกใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียเฉลี่ยเกือบ 3 ชั่วโมงต่อวัน แต่นอกจากโซเชียลมีเดียแล้ว พฤติกรรมเล็กๆ ที่เราอาจคิดไม่ถึง ก็สามารถกินเวลาเราไปเรื่อยๆ เมื่อมันประกอบกับพฤติกรรมอื่นๆ ในชีวิต

ธุรกิจเสริม ช่องทางการเงินที่ 2 เส้นทางสู่เป้าหมายในชีวิตของมนุษย์เงินเดือน

คุณมีความฝันกันหรือไม่?ฝันที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองฝันที่อยากจะสร้างรายได้ทางการเงินเองเชื่อว่าหลายคนที่เป็นชาวออฟฟิศ เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่อยากจะเติมเต็มความฝันเหล่านี้ของตัวเอง จึงพยายามที่จะหารายได้เสริมจากงานประจำ ผ่านการทำ “งานเสริม” นั่นเองการทำงานเสริมจริงๆ แล้วก็ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นมาใหม่อะไร แต่แค่ประจวบเหมาะกับการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้อาชีพของการทำงานเสริมนั้นหลากหลายและเข้าถึงได้มากขึ้น บางคนตอนกลางวันอาจจะเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่ตกเย็นก็มีอีกบทบาทหนึ่งที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นติวเตอร์สอนหนังสือ หรือเป็นคนขับดิลิเวอรี โดยเฉพาะอาชีพสุดฮิตที่คนจำนวนไม่น้อยได้เข้าทำเป็นงานเสริม อย่างการขายของออนไลน์ ที่ในปัจจุบันมีขายแทบจะทุกอย่างที่สามารถขายได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องสำอาง หรือสินค้าเครื่องใช้ของตกแต่งบ้าน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทักษะที่ตัวเองมี อย่างการทำขนม หรืออาหารขายผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่แปลกเลยว่าทำไมยุคนี้ เวลาเราหันไปทางไหนๆ...

จำนวนประชากรเกิดใหม่ลดลง ทำไมถึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายประเทศ?

จำนวนประชากรเกิดใหม่ลดลง ทำไมถึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายประเทศ? สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ (25 ม.ค. 22) ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร ผอ.ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก Por Tunyawat ที่แสดงให้เห็นว่าอัตราการเกิดใหม่ของเด็กมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปี 2021 ที่มีเด็กเกิดใหม่เพียงแค่ 500,000 คนเท่านั้น

คดีหักมุม หนุ่มใหญ่ลอบยิงเพื่อนซี้ เหตุตีท้ายครัว แต่ “ความจริงตอนจบ” นั้นอึ้งยิ่งกว่า!

ขึ้นชื่อว่า “ความรัก” เป็นความรู้สึกที่แสนจะซับซ้อน ซึ่งทุกคนต้องคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมันจะยิ่งชวนปวดหัว เมื่อมีตัวแปรเพิ่มขึ้นจาก “คู่” เป็น “คี่”

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า