เทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน

รูปภาพจาก Number 24 x Shutterstock.com

โพสนี้เป็น sponsor ที่มีสาระดีๆ เช่นเคยครับ 

วันนี้ผมอยากมาคุยถึงเรื่องการเดินทางบนท้องถนนในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต และเมื่อมีการเดินทางที่เพิ่มมากขึ้น อุบัติเหตุต่างๆ บนท้องถนนก็ดูเหมือนกับจะเพิ่มเป็นเงาตามตัว

John Krafcik ซีอีโอ Waymo ผู้พัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับรายใหญ่ของโลก กล่าวว่า สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลกก็คืออุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ทำให้ทุกปีจะมีคนราว 1.25 ล้านคนเสียชีวิตบนท้องถนน ซึ่งตัวเลขนี้จะเท่ากับเครื่องบิน 747 ตกทุกวัน ทุกชั่วโมง ชั่วโมงละ 1 ลำ ซึ่งถือว่าเยอะมากนะครับ เพราะนี่ยังไม่ได้นับรวมถึงคนอีก 15 ล้านคนที่ได้รับบาดเจ็บ

ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาเขาก็ตระหนักถึงปัญหานี้อยู่มาก เพราะ 94% ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในประเทศล้วนมีสาเหตุมาจากความผิดพลาดของมนุษย์เช่นกัน ดังนั้นเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้ตรงจุด เขาจึงนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยผู้ขับขี่อย่างเต็มรูปแบบ

ผู้ช่วยบนท้องถนน

ทุกคนคงเคยได้ยินข่าวที่รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (Fully Autonomous Self-Driving Car) ถูกนำมาทดสอบและเริ่มใช้แล้วในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา ซึ่งรถยนต์ไร้คนขับนี้ถูกพัฒนามาให้สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นบนท้องถนนได้ทุกรูปแบบ เพราะสามารถมองเห็นทุกสิ่งที่มนุษย์เห็น ไม่ว่ารถจะเลี้ยว คนจะเดิน และสถานการณ์อื่นๆที่อาจเกิดขึ้นรอบตัว เพียงแต่มนุษย์จะสามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น ในขณะที่รถยนต์ไร้คนขับนั้นสามารถทำนายสถานการณ์บนท้องถนนได้เป็นร้อยๆ อย่างในเวลาพร้อมๆ กัน 

ดังนั้นเทคโนโลยีการขับด้วยตัวเองอย่างเต็มรูปแบบจึงสามารถเป็นทางออกที่ดีให้กับปัญหาด้านความปลอดภัย เพราะสามารถลดการเกิดอุบัติเหตุได้จริงโดยการลบ Human Error ที่ว่าออกไปเสียเลย

ซึ่งก็มีการคาดการณ์กันว่าในอเมริกาจะได้ใช้เทคโนโลยีนี้อย่างเร็วที่สุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว คงต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ เลยกว่าที่จะได้มีโอกาสใช้รถยนต์ไร้คนขับในบ้านเรา

เทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยล่าสุด มาถึงประเทศไทยแล้ว!

ข่าวดีคือเราไม่ต้องรอนานขนาดนั้นครับ เพราะตอนนี้เรามีตัวช่วยตรวจตราสถานการณ์บนท้องถนน โดยที่ไม่จำเป็นต้องลบมนุษย์ออกจากสมการการขับขี่ แต่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความปลอดภัยแทน คือ The All-New Subaru Forester 2.0i-S Eyesight ที่ถูกพัฒนาเพื่อให้ตอบโจทย์การจราจรของทุกประเทศนั่นเองครับ

Subaru Forester

Eyesight คืออะไร? มีหลักการทำงาน และมีความแตกต่างจะระบบอื่นๆ อย่างไร?

แบรนด์รถยนต์แนวๆ อย่างซูบารุ ปกติแล้วจะพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องยนต์ Boxer หรือ ระบบขับเคลื่อน SAWD และเมื่อซูบารุ คิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัย พวกเขาก็พัฒนาเทคโนโลยีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แล้วตั้งชื่อว่า “Eyesight” ครับ

เป็นเวลามากกว่า 20 ปี ที่ทางซูบารุคิดค้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง “Eyesight” คือเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยใหม่ล่าสุด ที่จะเข้ามาช่วยผู้ขับขี่ให้สะดวกสบายและที่สำคัญคือมีปลอดภัยมากขึ้น (Driver Assist Technology)

Eyesight มีหลักการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนแบรนด์อื่น คือ เป็นเทคโนโลยีที่มีการทำงานด้วยระบบกล้องสเตอริโอสองตัว (Duo Stereo Camera) ซึ่งเปรียบเสมือนดวงตาอีกคู่ที่จะช่วยเราตรวจจับทุกเหตุการณ์บนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นคน รถยนต์ หรือจักรยานยนต์ แต่ผมต้องบอกก่อนว่าดวงตาทั้งสองที่ว่านี้แตกต่างจากระบบอื่นๆ ที่เราคุ้นกันนะครับ เพราะด้วยการทำงานของกล้องสเตอริโอ ทำให้ระบบสามารถทำงานได้ในระยะไกลถึง 110 เมตร รวมทั้งจับภาพสีสามมิติและแยกแยะวัตถุต่างๆ ได้แม่นยำกว่าระบบอื่นๆ 

“EyeSight”, Duo Stereo Cameras – Driver Assist Technology

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้รถยนต์ Subaru Forester 2.0i-S Eyesight สามารถช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนนได้ โดยมีฟังก์ชั่นที่เป็นไฮไลท์ เช่น Adaptive Cruise Control ที่สามารถเซ็ทความเร็วในขณะที่รถเราจอดหยุดนิ่งได้ โดยไม่ต้องรอให้รถเคลื่อนที่ก่อน

และที่สำคัญระบบนี้สามารถแปรผันความเร็วของรถเรากับ “ยานพาหนะที่อยู่ด้านหน้า” ที่ต้องใช้คำนี้เพราะกล้องสามารถตรวจจับได้ทั้งรถยนต์ จักรยาน หรือจักรยานยนต์ที่วิ่งบนถนน โดยสามารถแปรผันความเร็วตามยานพาหนะคันหน้าได้ แม้ว่าคันหน้าจะชะลอจนหยุดนิ่ง แล้วออกตัวไปต่อ รถของเราก็จะเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสมและเคลื่อนตัวตาม โดยผู้ขับขี่เพียงบังคับพวงมาลัยไปตามเส้นทางเท่านั้น

ฟังก์ชั่น Pre-Collision Braking หรือระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ คือ เมื่อระบบตรวจจับได้ว่ามีโอกาสที่จะเกิดการชนด้านหน้า และยังมีความสามารถในการตรวจจับไฟเบรคได้อีกด้วย ทำให้การทำงานมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยระบบจะส่งสัญญาณเสียงและไฟกระพริบเพื่อเตือนคนขับให้ลดความเร็ว และหากไม่ได้รับการตอบสนอง ระบบจะค่อยๆ เบรคอัตโนมัติ จนรถหยุด ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการชน หรือ ลดความรุนแรงหากเกิดการปะทะ โดยไฮไลท์สของ Eyesight คือ เริ่มทำงานตั้งแต่ความเร็ว 1 km/h ซึ่งหมายถึง เริ่มทำงานตั้งแต่ คุณออกตัวช้าๆ จากบ้าน หรือ กำลังวนหาที่จอดรถในลานจอด  

นอกจากนี้ Eyesight ยังมีฟังก์ชั่นอย่าง Lane Sway and Departure Warning ที่จะส่งสัญญาณไฟและเสียงเตือนคนขับเมื่อจับได้ว่าตัวรถกำลังเบี่ยงออกนอกเลน หรือ รถกำลังส่ายไปมา ซึ่งทุกฟังก์ชั่นที่ผมว่ามานี้เป็นตัวช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดีเลยครับ

นอกจากฟังก์ชั่นตรวจเช็คด้านหน้ารวมถึงไฟหน้าที่หมุนไปตามองศาของการหมุนพวงมาลัย ให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับด้านข้าง Suburu Forester 2.0i-S Eyesight ยังมี Blind Spot Detection ที่พร้อมจะส่งสัญญาณเตือนด้วยไฟ LED ที่กระจกมองข้างเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา และสำหรับทางด้านหลัง จะมีระบบ Rear Cross Traffic Alert (RCTA) ที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ขณะถอยรถออกจากช่องจอด โดยมีเซนเซอร์ที่ทำหน้าที่ตรวจจับรถจากด้านหลังทั้งสองฝั่ง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

Rear Cross Traffic Alert (RCTA)

ด้วยเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยอย่าง Eyesight ที่มีความแม่นยำ สามารถใช้งานได้จริง และครอบคลุมสถานการณ์ต่างๆ ก็มีตัวเลขทางสถิติจากประเทศญี่ปุ่นที่เก็บข้อมูลจากรถยนต์ซูบารุที่มีระบบ Eyesight มากกว่า 250,000 คัน พบว่า รถยนต์ซูบารุที่มีระบบนี้มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลงถึง 61% เชียวนะครับ 

เทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยสุดฉลาดนี่ล่ะครับ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ แต่ทั้งนี้ผู้ขับขี่ยังคงต้องเป็นผู้ตัดสินใจและเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้นผู้ขับขี่ทุกคนควรขับขี่ด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง

นี่แหละครับ คือตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยลดอุบัติเหตุ สำหรับใครที่กำลังมองหาหรือว่ากำลังวางแผนซื้อรถยนต์ ผมคิดว่า The All-New Subaru Forester 2.0i-S Eyesight เป็นอีกตัวเลือกดีๆ ที่คุ้มค่าเพราะการทำงานเพียง 1 ครั้งของระบบเสริมความปลอดภัย อาจหมายถึงชีวิตและทรัพย์สินของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ที่เราไม่อาจประเมินค่าได้