Mission to the Moon EP.86: การให้เกียรติก็เหมือนกับอากาศ

รูปภาพจาก Number 24 x Shutterstock.com
มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา บิล คลินตัน ให้ความสำคัญกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
  • การให้เกียรติ หรือ respect ในภาษาอังกฤษ มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ owed respect คือให้เกียรติสมาชิกในกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน และ earned respect คือให้เกียรติสมาชิกที่ทำผลงานได้ดี ต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง 2 ประเภทนี้ให้ดี
  • การให้เกียรติก็เหมือนกับอากาศ ที่ไม่มีใครนึกถึงในตอนที่ยังมีมันอยู่ แต่จะรู้สึกขาดเมื่อมันหายไป

เรื่องนี้ผมอยากเขียนไว้เตือนตัวเองมากครับ เพราะรู้ตัวว่า ยังทำได้แย่มากในหลายทีพยายามปรับปรุงตัวอยู่ คิดว่าตอนนี้ดีขึ้นประมาณ 10-15% แล้วครับ

เรื่องที่ว่าคือ บางทีเวลาอารมณ์ไม่ดี จะเหวี่ยงมาก คำพูดคำจา หน้าตา และอาการจะไม่น่าดู ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีมากครับ

จุดประสงค์ของการเขียนบทความนี้คือ อยากเตือนคนที่เป็นแบบผมครับว่า เรื่องนี้ค่อนข้างซีเรียส และถ้าคุณเป็นเหมือนผม ต้องรีบปรับปรุงครับ

สาเหตุที่ต้องปรับปรุง นอกจากจะทำให้คนอื่นอยากทำงานกับคุณมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ผลงานของเขาดีขึ้นด้วย

เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ

ผมได้อ่านหนังสือชื่อ If I could tell you just one thing ซึ่งเขียนโดยริชาร์ด รีด (Richard Reed) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Innocent เครื่องดื่มที่โด่งดังมากๆ ในยุโรปที่เป็นกรณีศึกษาเวลาเรานึกถึง David and Goliath เสมอครับ เขาได้ไปคุยกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จมากมายและถามคำถามที่ว่า ถ้าให้คุณเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณอยากสอนคนอื่นอะไรคือสิ่งที่คุณอยากสอน

ริชาร์ด รีด เล่าถึงอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน (Bill Clinton) ในทริปที่เดินทางไปแอฟริกาใต้กับมูลนิธิ (Clinton Foundation) ซึ่งตารางการเดินทางมหาโหดมาก เพราะเวลาของคนระดับนี้ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด คือ ไปแอฟริกา 8 วัน ก็ต้องเยี่ยมทั้ง 8 ประเทศ 

แต่ละวันกิจกรรมก็จะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด ด้วยการนั่งรถผ่านถนนลูกรังเป็นชั่วโมงๆ ไปในท้องที่ที่ทุรกันดารเข้าเยี่ยมโครงการต่างๆ เช่นคลินิค HIV สถานรักษาโรคระบาดอย่างมาเลเรีย หรือศูนย์พักพิงสตรี ฯลฯ อย่างน้อยๆ วันนึงก็ต้องไป 4 ที่ และแต่ละที่ก็ไม่ได้ใกล้ๆ กันเลย 

ในทุกที่ที่ไป บิลไม่มีทีท่าของอาการเหนื่อยอ่อนแม้แต่น้อย ทันทีที่ลงจากรถ เขาสวมกอดบรรดานางพยาบาลชุมชน พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลศูนย์ต่างๆ ถามไถ่อาการของคนในพื้นที่ เขายังเล่นกับเด็กๆ เต้นรำกับเพลงชนเผ่าพื้นเมือง ถ่ายรูป และถ้าหากบิลเห็นใครที่เหมือนจะขี้อายและไม่อยากพูด เขาจะพยายามให้เวลากับคนคนนั้นเป็นพิเศษ สร้างความรู้สึกที่ดีๆ แม้กับคนที่อาจจะไม่ค่อยกล้าแสดงออกก็ตาม 

ท่ามกลางความร้อนระอุของแอฟฟริกา บิลในวัยเกษียณ ยังคงรักษาระดับพลังงานไว้ได้ตลอด 8 วันเต็ม ในทุกอีเวนท์ที่ไปเขาดูเหมือนจะไม่แสดงอาการเหนื่อยล้าออกมาให้เห็นเลย 

เมื่อกลับถึงโรงแรมจากวันที่สุดแสนจะร้อน กิจกรรมแน่นเอี๊ยด และนั่งรถทั้งวัน ถ้าเป็นคนปรกติอย่างเราๆ สิ่งที่เราอยากทำคงจะเป็นการอาบน้ำนานๆ และสั่งรูมเซอร์วิสมากิน 

แต่บิลไม่ทำแบบนั้น

เขาเดินไปที่ห้องอาหาร พูดคุยหยอกล้อกับพนักงานเสริฟ เล่าเรื่องตลกให้คนในห้องอาหารหัวเราะท้องแข็ง และเมื่อมีคนชวนไปรวมทานอาหารด้วย เขาก็ไป เพราะเขารู้ว่าสำหรับคนเหล่านั้น มันมีความหมายแค่ไหนที่จะได้ใช้เวลากับอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ

เขาให้ความสำคัญกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม 

เมื่อผู้เขียนถามเขาว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เขาได้เรียนรู้ในชีวิต 

บิลใช้เวลาคิดเล็กน้อยก่อนตอบว่า

ผมเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการได้เห็นผู้คน คนที่เปิดประตูให้คุณ คนที่รินกาแฟให้คุณ รับรู้ถึงพวกเขาและแสดงออกด้วยความเคารพ คำทักทายดั้งเดิมของชาว Zulu ในแอฟริกาใต้คือ “ Sawubona” มันหมายถึง “ ฉันเห็นคุณ” ผมจะลองทำอย่างนั้นบิล คลินตัน

ผมอ่านเรื่องนี้แล้วผมสัญญากับตัวเองว่าจะทำเรื่องนี้ให้ดีขึ้นทุกวัน วันละนิดก็ยังดี 


ซึ่งถ้าพูดถึงบริบทของการทำงานก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้มันตรงกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review ซึ่งเรียบเรียงโดย Krestie Rogers

มหาวิทยาลัย Georgetown เคยทำการสำรวจคนที่ทำงานกว่า 20,000 มากมายหลายสาขาอาชีพทั่วโลก แล้วพบว่าการได้รับการให้เกียรติ (โดยเฉพาะจากหัวหน้า) คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้คนคนนึงรู้สึกดีหรือแย่กับงาน

ก่อนที่เราจะพูดถึงว่าการให้เกียรติในบริบทของการทำงานนั้นควรจะทำอย่างไร เราลองมาดูนิยามของคำนี้นิดนึงครับ 

คำว่าให้เกียรติหรือ “respect” ในภาษาอังกฤษนั้นมีด้วยกันสองประเภทด้วยกัน อันได้แก่ 

1. Owed respect

คือการส่งสัญญาณว่าสมาชิกทุกคนในกลุ่มนั้นเท่าเทียมกัน และทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ถ้าหากองค์กรหรือกลุ่มใดขาดความให้เกียรติในหมวดนี้ สิ่งที่เราจะพบได้บ่อยๆ คือ การใช้อำนาจในทางที่ผิดของหัวหน้า และการที่ทีมงานรู้สึกขาดความมั่นคงในหน้าที่การงาน 

2. Earned Respect

คือการส่งสัญญาณว่าคนที่ทำงานได้ดี มีผลงาน หรือพฤติกรรมที่ดีจะได้รับการยอมรับ ซึ่งเป็นลักษณะของการให้เกียรติแก่คนที่สามารถทำผลงานได้ดี และเป็นการส่งสัญญาณว่าองค์กรให้ความสำคัญกับผลงานนั้น


แน่นอนว่าในองค์กรหนึ่งๆ ต้องประกอบไปด้วยการให้เกียรติทั้งสองแบบ แต่สิ่งที่ยากสำหรับผู้กำหนดนโยบายหรือวัฒนธรรมองค์กรคือการหาสมดุลระหว่าง owed respect และ earned respect 

เพราะถ้ามี owed respect มากเกินไป ผลงานหรือความสามารถส่วนบุคคลก็จะไม่ได้รับการให้ความสำคัญเท่าที่ควร สิ่งที่อันตรายคือ คนจะไม่อยากทำงานที่โดดเด่น เพราะทำงานโดดเด่นไปก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร

ในขณะที่ถ้าองค์กรไหนเน้น Earned respect มากเกินไป สิ่งที่อันตรายคือ จะเกิดบรรยากาศของการแข่งขันและชิงดีชิงเด่นกันมากเกินไป บรรยากาศการทำงานอาจจะเป็นแบบเฉือดเฉือนกัน ซึ่งก็ไม่ดีต่อกำลังใจของทีมงานโดยรวมอีกเช่นกัน

การหาจุดเหมาะสมระหว่างน้ำหนักของ owed respect และ earned respect จึงเป็นงานอาร์ตมาก แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพราะ respect นี้จะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาและมองเห็น “ตัวตน” ของแต่ละคน

ซึ่งส่งผลต่อเส้นทางอาชีพรวมไปถึงความกระหายในการเติบโตในหน้าที่การงานด้วย 


งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าทีมงานที่ได้รับการยอมรับและให้เกียรตินั้นสามารถทำงานได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้รับการให้เกียรติอย่างมาก ไม่ใช่แค่ทำงานดี แต่ยังมีความคิดสร้างสรรค์ ความซื่อสัตย์ และความอดทนมากกว่าอีกด้วย

นอกจากนั้น คนที่ได้รับการให้เกียรติยังส่งต่อเรื่องนี้ไปยังคนอื่น รวมถึงในทางกลับกันเช่นกัน

80% ของพนักงานที่บอกว่าไม่ได้รับการให้เกียรติ มีแนวโน้มจะใส่ความพยายามในการทำงานน้อยลง 

ดังนั้น จีงเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ใกล้ชิดอย่างเดียวไม่พอยังต้องสม่ำเสมอด้วย

ข่าวดีคือ ถ้าองค์กรของคุณไม่ได้เป็นองค์กรที่เลวร้ายแบบสุดๆ แล้วละก็ การสร้างวัฒนธรรมแห่งการ “ให้เกียรติ” กันนั้นอยู่ในวิสัยที่ทำได้ โดยการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบใหญ่โต แต่เป็นการอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่อง แต่การทำก็ต้องมีความแนบเนียนและเป็นธรรมชาติด้วย 

โดยมีแนวทาง 7 ข้อดังต่อไปนี้

1. วางเกณฑ์ของการให้เกียรติ

ทีมงานทุกคนต้องได้รับการให้เกียรติอย่างเหมาะสมกับการที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน พวกเขาต้องรับการ “มองเห็น” จากผู้บริหารทุกระดับ เรื่องนี้สำคัญมากโดยเฉพาะกับคนที่อยู่ไกลจากระดับบริหาร ยิ่งไกลยิ่งสำคัญ

สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือ จะเอาเรื่องนี้ไปผูกกับผลตอบแทนซึ่งต้องบอกว่าไม่เกี่ยวเลย จากงานวิจัยของ Jane Dutton จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน Gelaye Debebe จากมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน และ Amy Wrzesniewski จาก Yale ซึ่งทำการวิจัยคนที่ทำงานทำความสะอาดในโรงพยาบาลหลายแห่ง พบว่าบางแห่งคนที่ทำงานทำความสะอาดเหล่านี้ไม่ได้รับการสนใจจากพนักงานส่วนอื่นของโรงพยาบาล และทำเหมือนพวกเขาไม่มีตัวตน ในกรณีแบบนี้พวกเขาก็จะรู้สึกว่าแค่มาทำงานให้เสร็จๆ แล้วก็กลับไป

แต่กับบางทีที่มีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นเช่น คุณหมอเปิดประตูให้เวลาพวกเขาถือของหนักๆ ความรู้สึกเป็น “พวกเดียวกัน” ของคนเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย 

Owed respect ในบริษัทใหญ่โตอย่างแอปเปิ้ลก็เป็นเรื่องสำคัญระดับต้นๆ เลยเช่นกัน มีกรณีที่พนักงานขายของแอปเปิ้ลเคยเล่าว่าเขาได้มีโอกาสเจอ ทิม คุก (Tim Cook) ตอนมาทำงานใหม่ และเขาได้ถามอะไรบางอย่างกับทิม 

ทิมตอบเขาราวกับว่าเขาเป็นคนที่สำคัญที่สุดในโลก จะว่าไป ทิมตอบเขาราวกับว่าเขาเป็น สตีฟ จ็อบส์ อย่างไรอย่างนั้น วิธีการทำสีหน้า น้ำเสียงของเขาบอกได้ถึงความตั้งใจในการตอบคำถามอย่างมาก

วันนั้นเองที่เขารู้สึกว่าเขาไม่ใช่แค่พนักงานธรรมดาๆ แต่เขาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในส่วนสำคัญหมื่นๆ ส่วนที่ขับเคลื่อนแอปเปิ้ลอยู่

2. เข้าใจวิธีการให้เกียรติที่เป็นปกติขององค์กรคุณ

อันนี้ต้องเข้าใจว่าทีมงานต้องการอะไร บางสถานการในที่ทำงาน การพูดคุยกันเล็กน้อยในตอนที่มาถึงที่ทำงานเป็นการให้เกียรติแก่กัน แต่ในบางสถานที่ทำงาน การมาพูดคุยทักทายกันในตอนเช้าอาจจะเป็นการไม่ให้เกียรติกันก็ได้ เพราะทำให้อีกฝ่ายเสียเวลา

ดังนั้น ก่อนจะทำอะไรต้องเข้าใจบริบทของสถานที่ทำงานเสียก่อน 

3. เข้าใจว่าการให้เกียรติมีผลต่อเนื่อง

ถ้าคุณให้เกียรติทีมงาน มันมีโอกาสสูงมากที่ทีมงานก็จะไปให้เกียรติลูกค้าด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า บริษัทที่ติดอยู่ในลิสต์ “บริษัทที่น่าทำงานที่สุด” มักจะอยู่ในลิสต์ของ “บริษัทที่มีการบริการลูกค้าดีที่สุด” ด้วยเช่นกัน

4. ใช้ Earned respect อย่างเหมาะสม

ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถสร้างองค์ที่มีทั้ง owed respect และ earned respect สูงทั้งสองอย่างได้

สำหรับ owed respect ซึ่งเป็นพื้นฐานนั้นค่อนข้างตรงไปตรงมา

แต่สำหรับ earned respect อันนี้จะขึ้นอยู่กับสามปัจจัย คือ คำชมจากหัวหน้าโดยตรง การได้รับความใส่ใจจากผู้นำองค์กร และโอกาสในการได้ทำโปรเจกต์ที่จะส่งต่อบริษัทมากๆ

จากข้อมูลงานวิจัยของ McKinsey สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาเหล่านี้สร้าง earned respect ได้มากกว่าการตอบแทนเป็นตัวเงินเสียด้วยซ้ำ

5. Respect ใช้ได้ไม่จำกัดและไม่มีวันหมด

การให้เกียรติไม่เหมือนกับการให้โบนัสตรงที่โบนัสคุณมีจำกัด ที่ถ้าอยากให้คนหนึ่งเยอะ นั่นหมายความว่าจะเหลือให้คนอื่นน้อยลงไปด้วย แต่การให้เกียรติมีไม่จำกัด สามารถให้ได้มากเท่าที่เราอยากให้

6. การพยายามให้เกียรติคนอื่น ไม่เสียเวลา แต่จะช่วยประหยัดเวลา

ในความเป็นจริงคือ การทำงานมีเรื่องที่เราต้องทำอยู่แล้ว แต่การทำงานแบบให้เกียรติกันนั้นก็เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการเท่านั้นเอง

7. ต้องจริงใจและตรงไปตรงมา

การชมปลอมๆ หรือการพยายามให้เกียรติคนแบบขอไปที แบบนี้อย่าทำดีกว่าครับ เพราะมีผลเสียมากกว่าผลดี การให้เกียรติคนไม่ใช่โปรเจกต์แต่เป็นนิสัย ถ้าอยากเปลี่ยนตัวเองก็ต้องทำให้ตลอดรอดฝั่งและสม่ำเสมอ ทุกอย่างที่ทำต้องออกมาจากข้างใน ไม่เช่นนั้นทีมงานจะรู้สึกได้แน่นอน


ส่วนตัวผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญต่อการเจริญเติบโตขององค์กรแบบสุดๆ เลยนะครับ เหมือนที่ในหนังสือ Crucial Conversations เคยเขียนไว้ว่า

การให้เกียรติกันก็เหมือนกับอากาศ ตราบใดที่มันยังอยู่ก็ไม่มีใครนึกถึง แต่เมื่อมันหายไป นั่นแหละคนถึงจะนึกได้