PSYCHOLOGYพลังแห่งเดดไลน์ ทำได้ทุกอย่าง! รู้จัก Parkinson’s Law กับเหตุผลว่าทำไมถ้าไม่ใกล้เดดไลน์ ก็ไม่ยอมทำงาน

พลังแห่งเดดไลน์ ทำได้ทุกอย่าง! รู้จัก Parkinson’s Law กับเหตุผลว่าทำไมถ้าไม่ใกล้เดดไลน์ ก็ไม่ยอมทำงาน

หากงานชิ้นหนึ่ง มีกำหนดส่งภายในวันนี้ คุณจะทำงานชิ้นนี้ตอนไหน?

และถ้าหากงานชิ้นเดียวกัน แต่กำหนดส่งอาทิตย์หน้า คุณจะทำงานนี้ตอนไหน?

ไกลขึ้นไปอีก หากเปลี่ยนกำหนดส่งงานนี้เป็นเดือนหน้า คุณจะเริ่มทำตอนไหน?

Advertisements

หรือถามง่ายๆ ว่า คุณจะเริ่มงานนี้ ‘ตอนนี้’ เลย หรือรอใกล้กำหนดส่ง 3 วัน ถึงค่อยเริ่มทำ?

รู้จักกับ Parkinson’s Law

“Work expands so as to fill the time available for its completion” 

แปลได้ว่า “งานจะขยายออกไปตามเวลาที่ถูกกำหนด” เป็นคำอธิบายของ Parkinson’s Law โดยนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ Cyril Northcote Parkinson ผู้เริ่มศึกษาเรื่องนี้จากการสังเกตเห็นวิธีการทำงานของคนรอบตัว ว่าทำไมคนเราถึงใช้เวลาในการทำงานแบบเดียวกัน ด้วยระยะเวลาที่ต่างกัน

หากเป็นงานที่กำหนดส่งวันนี้ คุณอาจจะเริ่มทำงานนั้นทันทีในวันนั้นเลย กลับกัน หากกำหนดส่งงานเดือนหน้า คุณอาจค่อยๆ ทำงานไปทีละนิด หรือไม่ก็เพิ่งจะเร่งทำงานนั้นเอาวันท้ายๆ ก่อนกำหนดส่งเท่านั้น 

ดังนั้น ความเชื่อที่ว่า ระยะเวลาในการทำงานที่มากขึ้น ส่งผลให้ได้งานที่มีคุณภาพดีขึ้น ก็อาจไม่จริงเสมอไป งานเดียวกันที่ให้เวลา 1 วัน หรือ 1 เดือน อาจใช้เวลาในการทำแค่ 3 ชั่วโมงก่อนส่งก็ได้เหมือนกัน

หรือเห็นชัดๆ อย่างในสมัยเรียน ก่อนสอบบางวิชา ทั้งที่มีเวลาทบทวนบทเรียนทั้งเดือน แต่ก็เพิ่งจะมาเริ่มขยันเอาวันสุดท้าย เกิดเป็นคำพูดติดปากของเหล่านักเรียนนักศึกษาว่า “One Night Miracle” อ่านหนังสือจนโต้รุ่ง สุดท้ายก็ทันบ้างไม่ทันบ้าง ได้แต่บอกกับตัวเองว่า “คราวหน้าจะไม่ทำอีก” ตั้งเป้าไว้ว่าจะรีบอ่านหนังสือก่อนสอบเป็นเดือน แต่สุดท้าย ถ้าไฟไม่ลนก้น ไฟแห่งความขยันก็ไม่ลุกขึ้นมาสักที แล้วก็วนกลับไป One Night Miracle อยู่เหมือนเดิม

Advertisements

หรือให้เปรียบเทียบได้ว่า ‘ไม่เห็นเดดไลน์ ไม่หลั่งน้ำตา’

ยิ่งเวลาเยอะ ยิ่งขี้เกียจ

ในทางตรงกันข้าม หากอยากปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานตัวเอง โดยไม่ต้องมารีบทำงานแค่ตอนไฟเดดไลน์ใกล้เข้ามาอยู่แบบนี้ เราก็สามารถนำหลักการนี้มาใช้ประโยชน์ได้ด้วยการ ‘กำหนดระยะเวลาตัวเองในการทำงานที่ชัดเจน’ ต่อให้งานนั้นจะมีกำหนดส่งไม่ว่าจะเดือนหน้า หรือปีหน้าก็ตาม หากลองกำหนดเดดไลน์สำหรับตัวเองใหม่ ว่าตัวเองจะต้องรีบทำงานนี้ให้เสร็จภายในระยะเวลาที่แคบลงมา หรือกำหนดเดดไลน์งานนั้นเป็นขั้น ว่าวันไหนควรทำเสร็จถึงแค่ไหนไปเรื่อยๆ ก็ไม่ต้องมากังวลว่าต้องรีบปั่นงานเอาวินาทีสุดท้ายอยู่เหมือนเดิม

แต่การกำหนดเดดไลน์ที่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่า จำเป็นจะต้องเร่งรัดตัวเองให้ทำงานให้เสร็จในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะการจัดการเวลาที่ดี คือการกำหนดเวลาที่เหมาะสมกับเนื้องาน หากน้อยไปก็อาจได้งานที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือหากมากไป ก็มีแต่จะทำให้ผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ไม่ได้เริ่มทำงานสักที

หากใครรู้ตัวว่าเป็นสายงานเร่ง One Night Miracle หรือไม่เห็นเดดไลน์ไม่หลั่งน้ำตาเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นหลังจากนี้ก็ลองจัดการเวลาการทำงานตัวเองเสียใหม่ หยิบสมุดแพลนเนอร์ขึ้นมาสักเล่ม ลองกำหนดระยะเวลาการทำงานชิ้นนั้นๆ สำหรับตัวเองให้เหมาะสม และอย่าลืมทำตามเวลาที่วางไว้ให้ดีด้วย คราวหน้าจะได้ไม่ต้องมาเร่งทำงานก็ต่อเมื่อไฟเดดไลน์จ่ออยู่ที่หลังแบบนี้อีกแล้ว


อ้างอิง:
https://bit.ly/3wvksMu
https://bit.ly/3ALHbav
https://bit.ly/3wwyYUi

#missiontothemoon 
#missiontothemoonpodcast
#selfimprovement
#behavior

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

From Pandemic to Endemic: เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าโควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น”?

จากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน ที่แม้จะก่อให้เกิดการติดต่ออย่างรวดเร็ว แต่ก็มีแนวโน้มการก่อความรุนแรงลดลง ทำให้ทั่วโลกต่างออกมาคาดการณ์ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งเกิดคำถามตามมาว่า หากรูปแบบของโรคระบาดเปลี่ยนไป จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? | 5M EP.1086

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? ‘ความกลัว’ มีหลายรูปแบบด้วยกัน บางคนกลัวความล้มเหลว บางคนกลัวสัตว์อันตราย หรือบางคนกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
Naphatsawan Sitthitham
นักศึกษาฝึกงานจากคณะศิลปศาสตร์ แต่ใจอยากเทิร์นมาสายธุรกิจ สนใจด้านการตลาดและจิตวิทยา

Related Articles

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

From Pandemic to Endemic: เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าโควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น”?

จากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน ที่แม้จะก่อให้เกิดการติดต่ออย่างรวดเร็ว แต่ก็มีแนวโน้มการก่อความรุนแรงลดลง ทำให้ทั่วโลกต่างออกมาคาดการณ์ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งเกิดคำถามตามมาว่า หากรูปแบบของโรคระบาดเปลี่ยนไป จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? | 5M EP.1086

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? ‘ความกลัว’ มีหลายรูปแบบด้วยกัน บางคนกลัวความล้มเหลว บางคนกลัวสัตว์อันตราย หรือบางคนกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

ทักทายจากสหรัฐอเมริกา #2 ว่าด้วยการพักผ่อนของชีวิต | MM EP.1388

ทักทายจากสหรัฐอเมริกา #2 ว่าด้วยการพักผ่อนของชีวิต ทักทายอีกครั้งจากสหรัฐอเมริกา อัปเดตชีวิตประจำวันในต่างแดน พร้อมเรื่องราวของการพักผ่อนในอุทยานแห่งชาติ Yosemite ท่ามกลางอากาศหนาว -2 องศา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า