PSYCHOLOGYประชุมมากไปก็ไม่ดี! วิจัยเผย งานแย่ลงแถมสุขภาพพังได้ง่ายๆ

ประชุมมากไปก็ไม่ดี! วิจัยเผย งานแย่ลงแถมสุขภาพพังได้ง่ายๆ

เคยไหม? การประชุมที่นานกว่า 3-4 ชั่วโมงต่อครั้ง แถมไม่จบในครั้งเดียว แต่ยังลากยาวไปอีกหลายวัน ไม่ก็คำว่า ‘ด่วน’ ที่ดูรีบเร่งไปหมดจนแทบไม่มีเวลาให้ตั้งตัวและเว้นให้พักหายใจเลย ทั้งๆ ที่ดูแล้วการประชุมในแต่ละครั้งดูไม่ค่อยมีความจำเป็นมากนัก แต่เราก็ต้องเข้าทุกครั้ง จนส่งผลกระทบต่อตารางงานและตารางชีวิตของเรารวนไปหมด

จากงานวิจัยเรื่อง ‘The Psychology Behind Meeting Overload’ ของ Harvard Business Review ได้ระบุไว้ว่า การประชุมมากไปนอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาวะเครียด ความกดดัน ความเหนื่อยล้า ภาวะหมดไฟในการทำงาน และการเสียเวลาอันมีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ในตำแหน่ง Manager ระบุว่า กว่า 83% ของการประชุมของพวกเขาไม่ได้ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานแต่อย่างใด และหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐฯ ได้บอกว่าการประชุมเป็นตัวการชั้นดีที่ทำลายประสิทธิภาพในการทำงาน และเลือกให้เป็นนักฆ่าอันดับหนึ่งของที่ทำงาน

นอกจากนี้ งานวิจัยดังกล่าวได้อธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมทางจิตวิทยาที่ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าร่วมการประชุมมากเกินไป ลองมาสำรวจตัวเองกันว่าเรามีพฤติกรรมแบบนี้อยู่หรือเปล่า?

Advertisements

1. ความกังวลและกลัวว่าจะพลาดอะไรไป

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เราเข้าร่วมประชุมทุกครั้งทั้งที่จริงๆ แล้วไม่มีความจำเป็นต้องเข้าก็ตาม แต่เพียงเพราะเกิดความกลัวและความกังวลที่ว่าเราจะพลาดโอกาสหรือประเด็นสำคัญไป ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกอาการนี้ว่า ‘FOMO (Fear of Missing Out)’ อีกทั้งความกังวลที่ว่าหากไม่เข้าร่วมจะทำให้ผู้ร่วมประชุมคนอื่นไม่พอใจ หรือเราจะเป็นคนที่ถูกลืมก็ตาม สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสาเหตุให้ต้องเข้าประชุมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนทำให้หน้าปฏิทินของเราอัดแน่นไปด้วยตารางงานและการประชุม

2. การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

เป็นเรื่องจริงที่ปฎิเสธไม่ได้ว่าเรานั้นต่างเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ต้องการทำให้ทุกอย่างสำเร็จเป็นไปตามที่ใจเราปรารถนา คิดเสมอว่าเวลาของตัวเองนั้นสำคัญที่สุดหรือไม่ก็สำคัญมากกว่าเวลาของคนอื่น โดยอาจลืมนึกไปว่าคนอื่นก็มีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการเหมือนกัน ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกพฤติกรรมนี้ว่า ‘Egocentric Bias’

เราจะเห็นได้ว่า บ่อยครั้งที่มีการประชุมด่วนที่นึกอยากจะจัดเวลาไหนหรือสถานที่ไหนก็จัด ยึดจากความสะดวกของคนเพียงไม่กี่คน หรือการจัดประชุมทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ามีอีกหลายคนที่ไม่สะดวก แต่ก็ยังยืนยันที่จะจัดประชุม จนทำให้คนอื่นต้องเปลี่ยนกำหนดการและแผนการต่างๆ ที่วางไว้ เพื่อเข้าประชุมครั้งนี้

3. ใช้การประชุมเป็นเครื่องมือในการประเมิน

หากอิงตามหลักพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) การประชุมกับเจ้านายโดยตรงเป็นเครื่องมือกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ทำให้หลายองค์กรใช้การประชุมเป็นเครื่องมือในการประเมินงานและทำให้งานบรรลุตามเป้าหมายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การประชุมลักษณะนี้ไม่ค่อยมีความจำเป็นมากนักและอาจจะยิ่งทำให้งานไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ด้วย หากต้องการทราบผลการดำเนินงานก็เพียงแค่ให้ผู้ปฏิบัติงานรายงานไปตามความเป็นจริงว่าบรรลุเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่เท่านั้นก็พอ เพราะผลวิจัยระบุว่า การประชุมน้อยลงทำให้พนักงานสามารถจดจ่อกับงานได้เต็มที่และมีสมาธิมากขึ้น (Deep Work) ส่งผลให้งานมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

4. การจัดลำดับความสำคัญแบบผิดๆ

หน้าปฏิทินหรือตารางชีวิตของมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่คงเต็มไปด้วยเรื่องงานทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นนัดคุยกับลูกค้า กำหนดงานต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะการประชุมที่สำคัญและไม่สำคัญปะปนกันไปหมด ถ้าหากจัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละอย่างไม่ดีล่ะก็ คงทำให้ชีวิตยุ่งเหยิงและเหนื่อยมากกว่าเดิมแน่นอน

เราจะพบว่า หลายคนจัดลำดับความสำคัญของงานไม่ถูก บ้างก็เลือกทำงานเล็กๆ น้อยๆ ไม่ก็งานที่ใช้เวลาไม่นาน และบางงานจะไม่เริ่มทำหากยังไม่ถึงเดดไลน์ ซึ่งนักจิตวิทยาได้อธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมเหล่านี้ว่า ‘The Mere Urgency Effect’ เช่น บางคนอาจรู้สึกว่าการเข้าประชุมเปรียบเสมือนการได้ทำงานเสร็จไปอีกขั้นตามตารางที่วางไว้ จึงเข้าร่วมตลอดไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่ดูจำเป็นหรือไม่จำเป็นก็ตาม

Advertisements

5. ลืมและจดจำรายละเอียดไม่ค่อยได้

การประชุมที่ยืดเยื้อและใช้เวลานานเกินไป ทำให้หลายคนเกิดภาวะเครียดจากการวิเคราะห์ที่เกินจำเป็นและความกดดันที่ถาโถมเข้ามา และหลายต่อหลายครั้งเราจะเห็นว่าการประชุมก็จบไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพียงเพราะไม่มีใครในที่ประชุมจำรายละเอียดต่างๆ ในการประชุมครั้งก่อนๆ ได้ ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว เราควรกำหนดเวลาในการซักถามสั้นๆ ประมาณ 5 นาที และทำสรุปในการประชุมแต่ละครั้งให้ทั้งผู้ที่เข้าร่วมและไม่ได้เข้าร่วม เพื่อทุกคนสามารถเข้าใจและทราบถึงประเด็นต่างๆ ที่ประชุมไป และยังทำให้ทีมสามารถพิจารณาได้ว่าการประชุมในครั้งต่อไปมีความจำเป็นต้องจัดอยู่หรือไม่

6. เกิดพฤติกรรมเมินเฉยร่วม

เคยไหม? การประชุมที่ใช้เวลานานและไม่รู้จะจบเมื่อไร จนเกิดความคิดกับตัวเองว่าการประชุมครั้งนี้มันเปล่าประโยชน์ควรจบได้แล้ว โดยเราคิดไปเองว่ามีเพียงเราคนเดียวที่มีความคิดแบบนี้ และคนอื่นคงไม่คิดเหมือนเรา ทั้งที่จริงๆ แล้ว ทุกคนในที่ประชุมล้วนเห็นตรงกันว่าการประชุมมันควรจบได้แล้ว เพียงแต่ไม่มีใครพูดมันออกมาเพราะคิดว่าเป็นเราที่คิดแบบนี้คนเดียวเช่นกัน ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกพฤติกรรมนี้ว่า ‘การเมินเฉยร่วม’ หรือ ‘Pluralistic Ignorance’

เชื่อว่าหลายคนคงพบเจอเหตุการณ์นี้บ่อยครั้ง ทุกอย่างมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ ซึ่งแนวทางในการแก้ไขเบื้องต้นสำหรับการประชุมที่ดูมากเกินความจำเป็น เราอาจจะลองเสนอความคิดเห็นหลังจบการประชุมดูก็ได้ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาในครั้งต่อๆ ไป หรือหากพิจารณาแล้วว่าไม่มีความจำเป็นต้องเข้าเราก็สามารถปฏิเสธเข้าร่วมได้เช่นกัน

เพราะการประชุมไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพการทำงาน ไม่ใช่แค่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงแล้ว แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพและเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย อีกทั้งรูปแบบการทำงานและข้อจำกัดต่างๆ ในปัจจุบัน อาจทำให้เราเสพติดการประชุมไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ควรถามตัวเองก่อนว่าการประชุมนั้นมีความจำเป็นมากแค่ไหน ควรเข้าร่วมหรือปฏิเสธ และอย่าลืมจัดลำดับความสำคัญให้ดี เพื่อตารางงานและตารางชีวิตจะได้ไม่วุ่นวายเกินไป

แปลและเรียบเรียง:
https://bit.ly/3lhcC6x
https://bit.ly/3llLcMI

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#psychology

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

Twitter เตรียมปล่อยฟีเจอร์ใหม่! ให้ผู้ใช้งานยืนยันความเป็นเจ้าของรูปโปรไฟล์ที่เป็น NFT

สำนักข่าว CNN รายงานว่า Twitter เตรียมเปิดฟีเจอร์ยืนยันรูปโปรไฟล์ของผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของผลงาน NFT ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง NFT ที่มีผู้สนใจเข้ามาลงทุนอย่างมากในปีที่ผ่านมา

สรุปเทรนด์ 2021 กับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) เปลี่ยนไป

ใครจะเชื่อว่า Live นอนก็สามารถขายได้และมีคนดูกว่าหมื่นคนใครจะเชื่อว่า Live ธรรมะจะเข้าถึงง่ายและยังสร้างปรากฏการณ์คนดูกว่าครึ่งล้าน ใครจะเชื่อว่า ‘กล่องสุ่ม’ ที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมากนาทีนี้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อแล้ว เพราะตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา เราทุกคนล้วนเห็นกับตาและพบเจอด้วยตัวเองแล้วว่าอะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพราะหากใครติดตามข่าวหรือโซเชียลมีเดียจะพบว่ามีเรื่องราวและประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แม้จะได้รับวัคซีนกันไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ‘โอมิครอน’ กำลังสร้างความน่ากังวลไม่น้อย...

ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมีจริงไหม? ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ กับหนังสือ ‘The Midnight Library’

เรากำลังโหยหาชีวิตที่สมบูรณ์แบบอยู่หรือเปล่า? แล้วความสมบูรณ์แบบที่ว่ามีหน้าตาอย่างไร การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำอะไรเพื่อสังคม หรือได้เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ หรือว่าจริงๆ แล้วความสมบูรณ์แบบของชีวิตนั้นอาจไม่มีอยู่จริง

Related Articles

Twitter เตรียมปล่อยฟีเจอร์ใหม่! ให้ผู้ใช้งานยืนยันความเป็นเจ้าของรูปโปรไฟล์ที่เป็น NFT

สำนักข่าว CNN รายงานว่า Twitter เตรียมเปิดฟีเจอร์ยืนยันรูปโปรไฟล์ของผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของผลงาน NFT ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง NFT ที่มีผู้สนใจเข้ามาลงทุนอย่างมากในปีที่ผ่านมา

สรุปเทรนด์ 2021 กับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) เปลี่ยนไป

ใครจะเชื่อว่า Live นอนก็สามารถขายได้และมีคนดูกว่าหมื่นคนใครจะเชื่อว่า Live ธรรมะจะเข้าถึงง่ายและยังสร้างปรากฏการณ์คนดูกว่าครึ่งล้าน ใครจะเชื่อว่า ‘กล่องสุ่ม’ ที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมากนาทีนี้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อแล้ว เพราะตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา เราทุกคนล้วนเห็นกับตาและพบเจอด้วยตัวเองแล้วว่าอะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพราะหากใครติดตามข่าวหรือโซเชียลมีเดียจะพบว่ามีเรื่องราวและประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แม้จะได้รับวัคซีนกันไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ‘โอมิครอน’ กำลังสร้างความน่ากังวลไม่น้อย...

ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมีจริงไหม? ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ กับหนังสือ ‘The Midnight Library’

เรากำลังโหยหาชีวิตที่สมบูรณ์แบบอยู่หรือเปล่า? แล้วความสมบูรณ์แบบที่ว่ามีหน้าตาอย่างไร การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำอะไรเพื่อสังคม หรือได้เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ หรือว่าจริงๆ แล้วความสมบูรณ์แบบของชีวิตนั้นอาจไม่มีอยู่จริง

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า