fbpx
PSYCHOLOGY การทำงานไม่ได้ฆ่าใคร แต่งานหนักเกินไปอาจจะฆ่าคุณ! คุณกำลังเป็น Karoshi Syndrome อยู่หรือเปล่า?

การทำงานไม่ได้ฆ่าใคร แต่งานหนักเกินไปอาจจะฆ่าคุณ! คุณกำลังเป็น Karoshi Syndrome อยู่หรือเปล่า?

ในคืนหลังเลิกงานแบบนี้ ในที่สุด ก็ได้พักผ่อนเสียที…

ซะที่ไหนล่ะ! วันเสาร์อาทิตย์ใครเขาหยุดกัน งานยังไม่ทันเสร็จ ขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะ

งานหนักไม่เคยฆ่าใคร แต่ตอนนี้มันกำลังจะฆ่าคุณ

‘งานหนักแค่ไหนก็ไม่ถึงตาย’ อาจเป็นแค่ถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบที่ถูกใช้ไว้ให้กำลังใจกับตัวเองเพื่อสู้กับงานต่อไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานที่หักโหมจนเกินไปนั้นสามารถฆ่าคนตายได้จริงๆ

ถ้าอย่างนั้น ลองมาเช็กดูว่าตอนนี้คุณกำลังมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่หรือเปล่า?

1) เริ่มงานเร็ว เลิกงานช้า

2) ทำงานเกินเวลาติดต่อกัน

3) แทบไม่เคยใช้วันหยุด

4) นึกถึงเรื่องงานอยู่ตลอดเวลา

5) นอนไม่ค่อยหลับ

6) มีเวลาให้คนรอบข้างน้อยลง

7) จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าได้พักจากงานจริงๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

ถ้ามีครบทุกข้อแบบนี้ ยินดีด้วย คุณได้รับรางวัล ‘คนบ้างาน 2021’

แถมอาการเหล่านี้ไม่ได้แสดงให้เห็นแค่ว่าคุณเป็นคนบ้างานเท่านั้น แต่นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนคุณด้วยว่า คุณอาจเสี่ยงต่อภาวะ ‘Karoshi Syndrome’ ด้วยเหมือนกัน

เมื่อพูดถึงประเทศต้นกำเนิดคำศัพท์นี้อย่างประเทศญี่ปุ่น ถ้าให้นึกถึงญี่ปุ่น นอกจากจะนึกถึงภาพแหล่งช็อปปิ้งที่มีผู้คนพลุกพล่าน สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม หรือบรรยากาศอันแสนอบอุ่นของซากุระที่ร่วงโปรยปรายในฤดูใบไม้ผลิ อีกภาพจำหนึ่งของญี่ปุ่นเลยก็คือ ภาพวิถีชีวิตของผู้คนที่แสนเร่งรีบในโตเกียว เหล่าพนักงานบริษัทที่ถูกอัดแน่นอยู่ในขบวนรถไฟกับสีหน้าที่เคร่งเครียด 

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการทำงานที่หนักยิ่งขึ้นตามลำดับ มาพร้อมกับความเครียดที่พุ่งสูงขึ้น นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนญี่ปุ่นมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และยังพบเห็นข่าวการเสียชีวิตจากการทำงานหนักอยู่บ่อยครั้ง จนมีบัญญัติศัพท์เรียกการเสียชีวิตจากการทำงานแบบนี้ว่า Karoshi (過労死)

Karoshi Syndrome จึงเป็นชื่อเรียกของภาวะร่างกายที่อ่อนแอจากการทำงานหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน อีกทั้งยังขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ จนสุดท้ายทำให้เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก มีอาการปวดหัว วิงเวียน คลื่นไส้ มือเท้าชา ถ้าฝืนต่อไปอาจทำให้เสียชีวิตอย่างฉับพลันได้ หรือในบางรายอาจมีอาการซึมเศร้าจากความเครียดในการทำงาน นำไปสู่การตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยเช่นกัน

ในปัจจุบัน หลังมีการปรับรูปแบบการทำงานมาเป็นการ Work From Home ก็ไม่เคยจะมีวันไหนงานลดลง เผลอๆ มากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ แถมการทำงานที่บ้านแบบนี้ ทำให้เวลาเริ่มงานเลิกงานไม่ตายตัว จนเวลาทำงานปนเวลาส่วนตัวกันไปหมด ความเครียดก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณลองเช็กตัวเองไปแล้วว่าเริ่มมีอาการ 7 ข้อที่พูดไว้ข้างบน หลังจากนี้คุณคงต้องหันกลับมาใส่ใจสุขภาพกายสุขภาพใจของตัวเองมากขึ้นบ้างได้แล้ว ลองแบ่งเวลาการทำงานให้พอดี ไม่ฝืนหรือกดดันตัวเองจนเกินไป และหาเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อนบ้างด้วย หนีโควิดแล้ว มาหนี Karoshi อีกอย่างไปด้วยกันนะ

สุดท้ายแล้วขอฝากถึงเหล่าคนบ้างาน หลังจากนี้ไม่ต้องรักงานกันมากขนาดนั้นแล้วก็ได้ กลับมารักตัวเองด้วยการรักษาสุขภาพกายสุขภาพใจให้ดีกันก่อนดีกว่า




อ้างอิง:

https://bbc.in/3hQ75Cv

#missiontothemoon 

#missiontothemoonpodcast

#behavior

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/online-content/

POPULAR

รีวิวหนังสือ: Principles

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มนึงที่ผมเคยอ่านมาในชีวิต หนังสือเล่มนี้พลาดแล้วจะ”เสียใจ”ครับ

10 เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต

บิล เกตส์ เขียนถึง 10 เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตที่จะมาเปลี่ยนแปลง และพัฒนาโลกของเราให้ดียิ่งขึ้น

13 ข้อที่คนเข้มแข็งไม่ทำกัน

แท้จริงแล้วความเข้มแข็งของจิตใจคน ไม่ได้มาจากสิ่งที่เราทำ แต่มาจากสิ่งที่เรา "ไม่ได้ทำ" ต่างหาก
Naphatsawan Sitthitham
นักศึกษาฝึกงานจากคณะศิลปศาสตร์ แต่ใจอยากเทิร์นมาสายธุรกิจ สนใจด้านการตลาดและจิตวิทยา