PODCASTใครจะสู้ก็สู้ไป ฉันจะนอน! รับมืออย่างไรในวันที่ใจ อยากยอมแพ้กับทุกอย่าง?

ใครจะสู้ก็สู้ไป ฉันจะนอน! รับมืออย่างไรในวันที่ใจ อยากยอมแพ้กับทุกอย่าง?

“ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร แต่ทำร้ายเรา!” หนึ่งในประโยคที่สะท้อนถึงความผิดหวังและโกรธเกรี้ยวของคนยุคปัจจุบัน สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและวงกว้างเป็นเหตุให้ “ความพยายาม” กลายเป็นเงินเฟ้อที่มีมากเท่าไรก็ยังไม่เพียงพอให้ไปถึงความฝันหรือความสำเร็จที่วาดไว้

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เกิดเป็นต้นกล้าของการ “กลัวความผิดหวัง” ที่เผยตัวตนออกมาในรูปแบบค่านิยมสวนกระแสการพัฒนาตนเอง สังเกตจากประโยคที่ดูติดตลก แต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าทางสภาพจิตใจของชาวผู้คนในยุคปัจจุบันอย่าง

[  ] ‘ใครจะสู้ก็สู้ไป ฉันจะนอน’
[  ] ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่น’
[  ] ‘ไม่มีอะไรที่เราทำได้’
[  ] ‘คนอื่นทำได้ ก็ให้เขาทำไป’

แนวคิด “การไม่พยายาม” จึงกลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโต้ความผิดหวังเหล่านั้น คล้ายกับต้องการจะบอกว่า ‘ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ แต่เพราะฉันไม่ได้ทำต่างหาก’ เพื่อปลอบขวัญตนเองไม่ให้จมอยู่กับความรู้สึกสูญเสียหรือสงสัยในตัวตนและความสามารถของตนเอง

แล้วยังไงล่ะ? หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจตั้งคำถามว่าการเลือกหันหลังให้กับความพยายาม เพื่อกลับมายืนอยู่บนความสุขที่จับต้องได้มันจะมีปัญหาที่น่ากังวลอย่างไร ทว่าแท้จริงแล้ว “ต้นกลัวความผิดหวัง” นั้นไม่เพียงแค่ขวางเราจากเป้าหมายที่ไปไม่ถึง แต่ยังสามารถลากเราลงสู่วังวนของการ “ทำร้ายตนเอง” ได้อีกด้วย

เมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ที่ชื่อว่า “กลัวผิดหวัง” ทำไมเราถึงอยากเลิกพยายาม?

การเลิกพยายามไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ชีวิตที่ดำเนินแต่ละวันอย่างเรียบง่ายก็เพียงพอที่จะเป็นเหตุผลของการมีชีวิตอยู่เช่นกัน หากมาลองพินิจพิเคราะห์ดูดีๆ แล้วเนี่ย การ ‘เอื้อมได้แต่ไม่เอื้อม’ กับ ‘เอื้อมไม่ได้ก็ไม่เอื้อม’ มีความแตกต่างกันกว่าที่คิด

กรณีแรกที่ ‘ทำได้แต่ไม่ทำ’ เกิดมาจากการตระหนักรู้ว่ามีความสามารถเพียงพอ จึงสามารถเลือกหนทางที่ตรงกับความต้องการได้มากที่สุด

แต่สำหรับกรณี ‘ทำไม่ได้ก็ไม่ทำแล้ว’ มักเกิดมาจากการตระหนักว่าความสามารถที่มีไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการ จึงต้องหาทางรับมือกับที่เหมาะสมกับสภาพกายและใจในตอนนั้นมากที่สุด

ตามทฤษฎีจิตวิทยาของลีออน เฟสติงเจอร์ (Leon festinger) ภาวะทางจิตใจแบบนี้มีชื่อว่า “ภาวะการรับรู้ไม่ลงรอย” หรือ “Cognitive Dissonance” หมายถึงการที่เรารับชุดข้อมูลสองชุดที่ขัดแย้งกัน ส่วนมากแล้วจะเป็นกรณีที่ชุดข้อมูลใหม่มีเนื้อหาตรงข้ามหรือหักล้างกับความเชื่อ คุณค่า แนวคิดที่เรายึดถือมาแต่เดิม

ยกตัวอย่างเช่น ตอนเด็กได้รับการยอมรับว่าเป็นคนเก่ง โตมากลับพบว่าตนเองเป็นเพียงคนธรรมดาท่ามกลางอัจฉริยะและคนมีพรสวรรค์ ความเชื่อที่ว่าความพยายามไม่เคยทำร้ายใครกลายมาเป็นความจริงที่ต้องเผชิญว่าไม่ใช่ทุกความพยายามจะประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ภาวะการรับรู้ไม่ลงรอยยังเป็นสาเหตุที่ “ตั้งเป้าหมายทีไรก็ไม่สำเร็จ” อีกด้วย กรณีนี้มักเกิดกับเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงนิสัยและการดูแลสุขภาพ เช่น อยากลดน้ำหนักแต่ชอบกินไอศกรีมเป็นชีวิตจิตใจ หรือรักสัตว์แต่ก็ชอบกินเนื้อสัตว์ ไปจนถึงการที่รู้ดีแก่ใจว่าบุหรี่และแอลกอฮอล์เป็นสิ่งไม่ดีแต่ก็ยังเลือกที่จะเสพ

การเผชิญหน้ากับภาวะการรับรู้ไม่ลงรอยเป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน เพราะโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารมากมายไหลเวียนเป็นแม่น้ำเชี่ยวกราด แม้จะยึดถือคุณค่าหรือชุดข้อมูลหนึ่งไว้ก็ย่อมถูกทำลายลงได้ไม่กี่นาทีต่อมา แน่นอนว่าสำหรับมนุษย์แล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคุณค่า ความเชื่อ และแนวคิดต่างเป็นสิ่งที่แสดงออกถึง “ตัวตน” ของเราอย่างลึกซึ้ง

การโดนขยี้ความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบจึงไม่ต่างอะไรกับการโจมตีตัวตนของเราให้สั่นคลอน กลายเป็นชนวนความสงสัยต่อเป้าหมาย ต่อความต้องการ และต่อความสามารถของตนเอง และบ่อยครั้งที่คำตอบของคำถามมักพาเราไปพบกับทางตันที่บอกว่า “มันเป็นไปไม่ได้” จนเกิดเป็นความผิดหวังก้อนใหญ่ที่นำเราไปสู่ภาวะแตกสลายทางความรู้สึก

‘เมื่อแตกสลายก็สร้างใหม่’ เป็นทักษะความยืดหยุ่นทางความคิด (Resilience) ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความสับสนและสิ้นหวัง แต่สำหรับหลายคนการรับมือกับความผิดหวังเป็นประจำอาจนำไปสู่ภาวะเหนื่อยล้าทางความคิด จนผลักให้เรา “ชิงปฏิเสธโอกาส” ก่อนที่โอกาสจะปฏิเสธเราจนต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังอีกครั้ง

ฟังดูเป็น ‘ทางเลือก’ ที่เข้าท่าในการปกป้องตนเองจากความผิดหวัง ทว่าการปกป้องดังกล่าวอาจแปรเปลี่ยนเป็นการทำลายตนเองหรือ “Self-Sabotage” ที่กดทับและไม่ยอมรับความต้องการที่ทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลวหรือผิดหวัง

การสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ด้วยการปฏิเสธความผิดหวังสร้างรอยแยกของตัวตนที่เราคิดว่าเป็นกับตัวตนในสถานการณ์จริง จนนำไปสู่การพัฒนาความคิดและบุคลิกภาพที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจในตนเองจนพังทลายไม่เหลือชิ้นดี เรียกได้ว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ของภาวะและโรคจิตเวชที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการปรับตัวและบุคลิกภาพ (Adjustment and Personality Disorder)

เพียงเพราะอยาก “รักตนเอง” จึงปกป้องมากเกินไปจนดาบสองคมนี้ย้อนกลับมา “ทำลายตนเอง” เสียอย่างนั้น สุดท้ายแล้วเราต้องรับมือกับความผิดหวังและหยุดวังวนการทำร้ายตนเองด้วยเกราะป้องกันที่ปฏิเสธทุกอย่าง เพื่อก้าวเข้าสู่หนทางการรักตนเองที่แท้จริงได้อย่างไร?

สังเกตตนเองก่อนจะสาย! โอบกอดความผิดหวังอย่างไรไม่ให้รักตนเองผิดวิธี?

เพราะการบ่อนทำลายตนเอง (Self-Sabotage) มักมีเหตุผลที่ดูคล้ายกับการทำเพื่อตนเองอยู่เสมอ เช่น อยากตื่นเช้าแต่นอนดึกเพพื่อชดเชยเวลากลางวันที่เสียไปกับความเครียด สุดท้ายเมื่อตื่นเช้าไม่ได้ก็ชิงออกตัวว่า ‘เห็นไหมล่ะ ก็ฉันไม่ใช่นกที่ตื่นเช้า’ เช่นนั้นแล้เราจะรู้ได้อย่างไรว่านี่คือรักตัวเองที่แท้จริง หรือกำลังหลอกตนเองอยู่? มาเช็กไปพร้อมกันเลย

[ ] ปฏิเสธการขอความช่วยเหลือ
[ ] ตั้งเป้าหมายสุดโต่ง ไม่ต่ำไปเลยก็สูงไปเลย
[ ] หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์หรือสนิทชิดเชื้อกับผู้อื่น
[ ] สนทนาเชิงลบกับตนเอง หรือวิจารณ์ตนเองอย่างสุดโต่ง
[ ] สร้างข้ออ้างหรือกล่าวโทษสิ่งอื่นก่อนเสมอ
[ ] ใฝ่หาการยอมรับจากผู้อื่นเป็นประจำ
[ ] ลังเลที่จะพูดความต้องการ หรือความกังวลของตนเอง
[ ] กดความต้องการของตนเองไม่ให้ ‘หวังสูง’
[ ] มีพฤติกรรมขัดกับความต้องการ แม้จะมีเหตุผลก็ตาม

การรักตนเองผิดวิธีไม่ใช่เรื่องน่าอาย อย่างน้อยเรายังคงอยากจะรักตนเองได้ย่อมเป็นแนวโน้มที่ดี หากใครที่พบว่าตนเองยืนอยู่บนเส้นทางที่นำไปสู่การทำลายตนเองเป็นลูกโซ่แล้ว วันนี้ Mission To The Moon อยากชวนมารับมือกับความผิดหวัง การเปลี่ยนแปลง และหวนกลับสู่การรักตนเองอย่างถูกต้องไปพร้อมกันกับคำแนะนำ 5 ข้อจาก Very Well Mind และ Better Up กันเลย

1. ให้เวลาเช็กอินความรู้สึกของตนเองสม่ำเสมอ

หลายครั้งที่ความไม่มั่นคงพาเราสับสนว่าเรากำลังรู้สึกอะไรกันแน่ ลองให้เวลาตนเองอย่างสม่ำเสมอในการหาที่มาของความรู้สึกนั้นว่ามาจากไหน ความรู้สึกดังกล่าวเกิดมาจากความต้องการแบบใด จดบันทึกปฏิกิริยาของตนเองต่อสถานการณ์ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบของอารมณ์ตนเอง

2. หันหน้าเผชิญกับความรู้หรือความเชื่อใหม่ที่ได้รับ

เมื่อเท่าทันอารมณ์แล้วก็เลือกช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการรับมือกับความรู้หรือความเชื่ออะไรใหม่ๆ ลองมองหาแนวคิดใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต หรือแค่ลองสำรวจมุมมองใหม่ๆ ในเรื่องต่างๆ ดูก็ได้ โดยระหว่างนั้นก็คอยสำรวจความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพื่อพิจารณาปฏิกิริยาของตนเอง ตรวจสอบและสังเกตใหม่อีกครั้งเพื่อเข้าใจว่าตนเองไม่มั่นคงกับส่วนไหน และจะรับมือกับส่วนนั้นอย่างไรได้บ้าง

Advertisements

3. ฝึกฝนการให้อภัยตนเอง

การยอมรับความจริงว่าชุดข้อมูลที่เคยยึดถือมันแตกสลายไปแล้วอาจนำมาซึ่งความเจ็บแค้นต่อตนเองที่เคยยึดถือคุณค่าหรือความเชื่อเหล่านั้น การให้อภัยกับอดีตที่ผ่านไปแล้วจะช่วยให้เดินก้าวต่อไปยังอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

4. กำหนดสิ่งที่อยากจะเปลี่ยนแปลง

เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะหลงประเด็นว่าจะต้องปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงไปทางไหน การเขียนออกมาว่าสิ่งไหนบ้างที่เรายังคงยึดมั่นได้ และสิ่งไหนบ้างที่เราอยากจะเปลี่ยนแปลง รวมถึงจุดประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงคืออะไร จะทำให้เราไม่หลงไปกับพายุความรุ้สึกไม่มั่นคง

5. สื่อสารความต้องการอย่างตรงไปตรงมา

สิ่งที่ผู้ที่แตกสลายไม่อยากให้คนอื่นรับรู้มากที่สุดคือความไม่มั่นคงของตนเอง หลายครั้งจึงเลือกสื่อสารความต้องการที่บิดเบือนไปจนพลาดการโอกาสที่จะได้รับหนทางสู่ความต้องการจริงๆ ของตนเองในที่สุด การฝึกสื่อสารความต้องการ ความรู้สึกและอารมณ์อย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นวิธีรักตนเองที่ดีที่สุด

การแตกสลายไม่รู้จบเป็นเรื่องยาก ถึงอย่างนั้นก็เป็นโอกาสที่เราจะได้ทบทวนตัวตนของตนเอง ขัดเกลา และกรุยทางให้ตนเองเข้าใกล้กับความสุขของชีวิตที่แท้จริงได้มากขึ้น ระหว่างทางอาจเต็มไปด้วยกระบวนการซับซ้อนและยุ่งยาก แต่สุดท้ายเราก็จะผ่านไปได้ในเวอร์ชันที่น่าภูมิใจกว่าเดิม

ที่มา
– Cognitive Dissonance and the Discomfort of Holding Conflicting Beliefs: Kendra Cherry, MSEd, Very Well Mind – https://bit.ly/3x6OnB7
– What is cognitive dissonance and how do you reduce it?: Allaya Cooks-Campbell, Better Up – https://bit.ly/45mob1O
– How to stop self-sabotaging: 5 steps to change your behavior: Allaya Cooks-Campbell, Better Up – https://bit.ly/3x6cT5r

#psychology
#worklife
#cognitivedissonance
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Advertisements

LASTEST ARTICLES

LASTEST PODCAST

Mission To The Moon
Mission To The Moon
พื้นที่ที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งบันเรื่องราวเกี่ยวกับการทำธุรกิจ การตลาด แรงบันดาลใจ และข้อคิดในการใช้ชีวิต

POPULAR ARTICLES

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า