PSYCHOLOGYรู้จักกับคำขอโทษจอมปลอม (Fake Apology) และวิธีรับมือหากเจอสถานการณ์นี้

รู้จักกับคำขอโทษจอมปลอม (Fake Apology) และวิธีรับมือหากเจอสถานการณ์นี้

ขอโทษแบบนี้ไม่เอาดีกว่า! ทำอย่างไรเมื่ออีกฝ่ายขอโทษเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดี

‘ขอโทษแล้วกัน’
‘ขอโทษ ถ้าทำให้รู้สึกไม่ดี’
‘ขอโทษ แต่…’

แน่นอนว่าเราต้องเคยได้ยินคำขอโทษประเภทนี้มาบ้าง พอได้ยินแบบนี้ จากที่เสียใจอยู่แล้วจากการกระทำของอีกฝ่าย ยังต้องมาสับสนอีกว่าสรุปแล้วเขาขอโทษจริงๆ ไหมนะ? ทำไมเราฟังแล้วยัง ‘รู้สึกแย่’ กว่าเดิม แถมยัง ‘โมโห’ อยู่ลึกๆ อีก!

เป็นเพราะเรากำลังได้ยิน “คำขอโทษจอมปลอม” (Fake Apology) อยู่นั่นเอง

จริงๆ แล้วคำขอโทษเป็นการแสดงออกด้วยคำพูดสั้นๆ แต่ทรงพลัง เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์และช่วยรักษาให้สังคมอยู่กันอย่างสงบสุข แต่แม้จะสำคัญและมีความหมายแค่ไหน หลายคนก็นำคำขอโทษไปใช้ในแง่มุมผิดๆ อย่างการขอโทษเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น (Fake Apology) หรือการพยายามปั่นหัว (Gaslight) อีกฝ่ายให้รู้สึกผิด

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยหากเราจะรู้สึกไม่พอใจเมื่อได้ยินคำพูดประเภท ‘ขอโทษ ถ้า…’ ซ้ำร้าย หากเรายอมให้อภัยแต่ในใจยังไม่รู้สึกดีขึ้น อีกฝ่ายก็อาจยกคำเถียงประเภท ‘ก็ขอโทษไปแล้วไง จะเอาอะไรอีก’ ขึ้นมาได้ พาให้เรารู้สึกแย่เป็นเท่าตัว

ดังนั้นอย่าพึ่งรีบตอบรับ ตอบโต้ หรือเดินตามเกมของอีกฝ่าย! มาทำความรู้จักกับคำขอโทษที่ไม่จริงใจ และวิธีตอบโต้กับคำพูดเหล่านี้กันก่อน

รู้จักกับคำขอโทษจอมปลอม (Fake Apology)

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำขอโทษจากอีกฝ่ายไม่จริงใจ? เราอาจดูได้จากสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง หรือจากประโยคเหล่านี้

[ ] ประโยคขอโทษที่มีคำว่า ‘แต่’

เรารู้ดีอยู่แล้วว่าใจความสำคัญของประโยคนั้นจะตามหลังคำว่า ‘แต่’ ดังนั้นคำขอโทษที่วางไว้ด้านหน้าก็เหมือนถูกพิสูจน์ไปในตัวแล้วว่าไม่จริง ยกตัวอย่างเช่น ‘ขอโทษนะ แต่สถานการณ์มันพาไป’ แม้จะเป็นไปได้ว่าผู้พูดรู้สึกแย่อยู่บ้าง แต่ที่เห็นชัดเจนกว่าคือเขาไม่ได้รู้สึกรับผิดชอบในการกระทำ เขามองว่าเป็นสถานการณ์ต่างหากที่ผิด ไม่ใช่เขา

[ ] ประโยคขอโทษที่มีคำว่า ‘ถ้า’

เช่นเดียวกัน คำว่า ‘ถ้า’ ที่เป็นประโยคเงื่อนไขนั้น ทำให้ฝ่ายผู้ฟังรู้สึกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ความจริง ยกตัวอย่างเช่น ‘ขอโทษนะ ถ้าทำให้เสียใจ’ คำพูดนี้ให้ความรู้สึกราวกับว่าการที่ผู้ฟังเสียใจนั้นอาจเป็นหรือไม่เป็นจริงก็ได้ ถ้าเสียใจ ผู้กระทำก็ขอโทษด้วย แต่ถ้าไม่เสียใจก็ไม่ขอโทษ แตกต่างกับประโยคที่ชัดเจนอย่าง ‘ขอโทษที่ทำให้เสียใจ’ อย่างมาก

คำขอโทษประเภทนี้ทำให้ผู้ฟังสั่นคลอนในความเชื่อของตัวเอง มักใช้ในความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายพยายามควบคุม (Manipulate) อยู่บ่อยครั้ง

[ ] ประโยคขอโทษที่กำกวม

เช่น ‘ขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น’ หรือ ‘ขอโทษก็แล้วกัน’ อาจตีความได้ว่าผู้พูดไม่ได้เข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร และไม่ได้รับผิดชอบการกระทำไม่ให้เกิดขึ้นอีก ผู้พูดอาจพูดเพราะต้องการให้เรื่องราวจบๆ ไปแค่นั้น

ประเภทที่ยกมานี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ทั้งนี้ต้องดูบริบทประกอบด้วย บางครั้งผู้พูดอาจจริงใจแต่สื่อความรู้สึกออกมาได้ไม่ดีก็เป็นได้ การจะจำกัดความคำขอโทษปลอมๆ (Fake Apology) เป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่

อย่างไรก็ตาม หากเราฟังคำขอโทษพวกนี้แล้วรู้สึกไม่ดีหรือรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่จริงใจล่ะ จำเป็นต้องให้อภัยไหม? หรือถ้าไม่ให้อภัยจะดูแย่ไหมเพราะอีกฝ่ายอุตส่าห์ขอโทษแล้ว? เราจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ได้บ้าง?

1) ตอบรับคำขอโทษ

หากคำที่เราได้ยินเป็นคำขอโทษที่ดูไม่จริงใจเหมือนตัวอย่างข้างต้น จนเรารู้สึกสับสน ให้ถามตัวเองว่าเราอยากรักษาความสัมพันธ์ของเราและอีกฝ่ายไหม ถ้าหากไม่ได้สนใจ ก็ไม่ต้องคิดมากว่าอีกฝ่ายจะจริงใจไหม เราอาจแค่ตอบรับว่า ‘ได้ยินแล้ว’ หรือ ‘รับรู้แล้ว’ จากนั้นก็ใช้ชีวิตของเราต่อไป ไม่จำเป็นต้องให้อภัยก็ได้


2) ตอบรับคำขอโทษและให้อภัย

หากเราอยากรักษาความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายอยู่ หรือ อยากให้อภัย แต่ยังไม่แน่ใจนักว่าคำขอโทษของเขาจริงใจไหม มอลลี ฮาวส์ นักจิตวิทยา เจ้าของหนังสือ A Good Apology: Four Steps to Make Things Right ได้แนะนำวิธีรับมือไว้ดังนี้

เราอาจเริ่มจากเล่าเรื่องราวจากฝ่ายเราให้เขาฟัง คำว่า ‘ฉันขอโทษ’ จะไม่มีความหมายเลย ถ้าอีกฝ่ายไม่เข้าใจว่าเขาทำร้ายเราอย่างไร ดังนั้นลองถามเขาว่ารับฟังประสบการณ์ความเจ็บปวดจากฝ่ายเราได้ไหม ว่าการกระทำของอีกฝ่ายส่งผลกระทบกับเราอย่างไร

หากอีกฝ่ายไม่สนใจหรือไม่อยากฟัง เราก็รู้แล้วว่าคำขอโทษของเขาไม่จริงใจและตื้นเขินแค่ไหน แต่ถ้าอีกฝ่ายยินดีรับฟัง นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการรักษาความสัมพันธ์

ถ้าเรายังรู้สึกไม่สบายใจ อาจขอให้อีกฝ่ายขอโทษอีกครั้งด้วยความ ‘ชัดเจน’ และ ‘จริงใจ’ หลังจากฟังเรื่องราวของฝ่ายเรา และอาจขอให้อีกฝ่ายให้คำมั่นสัญญาว่าจะพยายามไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าระดับไหนถึงทำให้เราสบายใจ และระดับไหนถึงเหมาะสมที่จะได้รับการให้อภัย

หากการให้อภัยทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกดีขึ้น ก็จงให้อภัย ถือว่าเป็นโอกาสในการปลดปล่อยความโกรธแค้นขุ่นเคืองไปในตัว และจำไว้ว่าการให้อภัยไม่ใช่ ‘การคืนดี’ เสมอไป เราให้อภัยได้ แต่ไม่จำเป็นต้องกลับมามีความสัมพันธ์ดังเดิมกับอีกฝ่ายก็ได้

3) ปฏิเสธคำขอโทษ

เรามักได้ยินว่าการ ‘ไม่ให้อภัย’ นั้น เท่ากับการ ‘แค้นฝังใจ’ และทำให้เราไม่หลุดพ้นเสียที ความคิดเดิมๆ เช่นนี้ทำให้เราต้องยอมให้อภัยคนผิดอยู่บ่อยๆ เพียงเพราะไม่อยากเป็นคนไม่ดี ทั้งๆ ที่จริงแล้วเราเลือกที่จะไม่ให้อภัยได้ เราไม่ต้องยอมรับคำขอโทษเลยก็ได้ด้วยซ้ำ

หากเราเชื่อว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำนั้นตรงข้ามกับสิ่งที่เรายึดมั่น การไม่ประนีประนอมไม่ได้ทำให้เรามีคุณค่าน้อยลงเลย แต่การยอมโอนอ่อนความเชื่อที่เรายึดมั่นต่างหากจะทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะในกรณีที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือเหตุการณ์ที่แผลใจนั้นบาดลึกเกินกว่าจะเยียวยาได้

และต้องยอมรับว่า บนโลกนี้มีผู้กระทำผิดบางคนที่ขอโทษเพียงเพราะอยาก ‘คลายความรู้สึกผิด’ ในใจเท่านั้น ไม่ได้อยากจะแสดงความรับผิดชอบต่ออีกฝ่ายจริงๆ หรือเยียวยาความสัมพันธ์เลย

ดังนั้นครั้งต่อไป หากการตอบรับคำขอโทษไม่ได้สร้างความสบายใจให้แก่เรา ลองยึดมั่นในความเชื่อและปฏิเสธอีกฝ่ายอย่างจริงใจดู จำไว้เสมอว่าการปฏิเสธคำขอโทษนั้นไม่ใช่การลงโทษอีกฝ่าย ไม่ใช่ความคิดแค้น แต่เป็นหนทางสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิมต่างหาก

จริงใจกับความรู้สึกให้ตัวเองมากๆ หากไม่ได้รู้สึกว่าเราให้อภัย ก็ไม่เป็นไรที่จะปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอีกฝ่ายจะจริงใจไหม ช่วงเวลาแห่งการขอโทษนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการตำหนิ หากเรารู้สึกว่าเราไม่อยากให้อภัย ก็เพียงแต่บอกเขาไปตามตรง เดินออกจากสถานการณ์นั้นและใช้ชีวิตของเราต่อไป

หรือถ้าหากเราเป็นฝ่ายทำผิด อย่าลืมว่าคำขอโทษเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ได้ช่วยเยียวยาแผลใจอีกฝ่ายและไม่ได้ช่วยให้ความเชื่อใจกลับคืนมาทันที จริงอยู่ที่คำพูดสำคัญ แต่การกระทำที่ตามมาก็สำคัญไม่แพ้กัน

อ้างอิง:
https://bit.ly/33y88mg
https://bit.ly/3JD8Fm8
https://bit.ly/3JFOqo7

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ:
คำขอโทษแบบไหนที่เป็นจริง? รู้จัก Fake Apology
4 รูปแบบของ Gaslighting ที่ต้องระวังในความสัมพันธ์

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#psychology

Advertisements
Advertisements

LASTEST ARTICLES

LASTEST PODCAST

Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน

POPULAR ARTICLES

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า